xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

เปลือย “พรรคส้ม-อนุทิน” กับเกม “บิดเบือน” เรื่อง “องคมนตรี”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กลายเป็นเรื่องร้อนในฉับพลันทันที เมื่อ “พรรคประชาชน” นำภาพ “องคมนตรี” ที่เข้าร่วมประชุมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2569 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 5 อาคาร 3 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เขตดุสิต กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 พร้อมกับโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของพรรคว่า “รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

ขณะที่ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก็ให้สัมภาษณ์ย้ำว่า “บุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากไม่ควรห้อยหรือโหนฟ้ามาลงต่ำแล้วต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทางในการดันฟ้าให้ขึ้นสูง”

แม้ฉากหน้าของสารที่ส่งออกมา จะโจมตี “รัฐบาล” โดยเฉพาะ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เป็นประธานการประชุมในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ทว่า ถ้อยความแต่ละบรรทัดที่สาธยายเอาไว้ มิอาจมองเป็นอื่นได้ว่า มุ่งเป้าไปที่ “สถาบัน”

กล่าวคือ พรรคประชาชนมองว่า การปรากฏตัวของคณะองคมนตรี ได้แก่ นายพลากร สุวรรณรัฐ, พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา, พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ, พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท, พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เข้าร่วมประชุมเป็นสิ่งไม่ปกติ

“มองเผินๆ นี่อาจดูเหมือนความห่วงใยต่อประชาชนในยามวิกฤต แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่องคมนตรีเข้าคลุกวงในกับการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญถึงความเหมาะสมในทางหลักการ ตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง เพื่อรักษาความเป็นกลางและเสถียรภาพของสถาบันโดยไม่ทรงเข้ามาข้องเกี่ยวโดยตรงกับอำนาจบริหาร ขณะที่องคมนตรี ซึ่งมีขอบเขตหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าเป็นผู้ถวายคำปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์ ย่อมต้องวางตัวเป็นกลางเพื่อรักษาดุลยภาพนั้น และต้องไม่มีบทบาททางการเมืองเด่นชัดต่อสาธารณะอันอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการแทรกแซงฝ่ายบริหาร”

ทั้งนี้ พรรคประชาชนตั้งคำถามด้วยว่า รัฐบาลและข้าราชการในที่ประชุม บกปภ.ช. จะสามารถปฏิเสธหรือตั้งคำถามต่อคำแนะนำเหล่านั้นได้จริงหรือ? ในทางปฏิบัติคงเป็นไปได้ยากยิ่ง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมองคมนตรีจึงไม่ควรเข้าร่วมประชุมสำคัญของฝ่ายบริหาร เพราะหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องรับคำแนะนำเหล่านั้นแทบทั้งหมดไปปฏิบัติโดยอัตโนมัติ

และที่สำคัญที่สุด คือ หลักความรับผิดรับชอบ (Accountability) ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลคือฝ่ายที่ประชาชนเลือกเข้ามา มีหน้าที่ใช้อำนาจบริหารและต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวผ่านกลไกตรวจสอบของรัฐสภา ต่างจากองคมนตรีที่มีที่มาจากการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และไม่มีกลไกที่จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือกฎหมายต่อสาธารณะ
หากคำแนะนำเหล่านั้นถูกนำไปปฏิบัติแล้วเกิดความล้มเหลว สังคมจะสามารถเรียกหาความรับผิดชอบจากผู้ให้คำแนะนำได้หรือไม่? หรือสุดท้ายรัฐบาลต้องเป็นผู้แบกรับแทน?




 “รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การปล่อยให้เกิดสภาวะเช่นนี้รังแต่จะสร้างความสับสน ว่า ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง ระหว่างผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา หรือผู้ที่ไม่มีสถานะทางการเมืองโดยตรงแต่มีบทบาทในกระบวนการบริหารอย่างต่อเนื่อง

“ไม่มีใครปฏิเสธความปรารถนาดีต่อประชาชน แต่ในระบอบประชาธิปไตยความหวังดี ต้องอยู่บนฐานของความถูกต้องตามหลักการ องคมนตรีจึงต้องวางตัวอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ให้ คำแนะนำกลายสภาพเป็นข้อสั่งการ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนนับล้าน ซึ่งสมควรเป็นหน้าที่และการตัดสินใจของฝ่ายบริหารที่จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย”พรรคประชาชนแสดงความคิดเห็นและจุดยืนของพรรคเอาไว้อย่างนั้น ซึ่งก็เรียกเสียงกรี๊ดจากบรรดา “ติ่งส้ม” ได้อย่างถนัดใจ

อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่า การเข้าประชุมในลักษณะดังกล่าว ไม่ใช่ “ครั้งแรก” หากทำมาอย่างต่อเนื่อง ดังที่ “กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)” ในฐานะฝ่ายเลขานุการกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมดังกล่าวว่า เป็นการประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์และแนวทาง ในการรับมือสาธารณภัยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการปกติ

โดยคณะองคมนตรีได้มา “สังเกตการณ์” ตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 เป็นต้นมา เพื่อรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติของ บกปภ.ช. และถ่ายทอดข้อมูลสาธารณภัย ที่องคมนตรีได้ประสบในพื้นที่ ให้แก่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทราบ ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ในการนำข้อมูลดังกล่าว ไปประกอบการทำงานเพื่อช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ดังนั้น การเข้าร่วมประชุมของคณะองคมนตรีเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนจากภัยธรรมชาติ จึงเป็นภารกิจที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปีแล้ว กล่าวคือ

• ปี พ.ศ. 2560 –คณะองคมนตรีเริ่มเข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุม บกปภ.ช. อย่างเป็นทางการเป็นต้นมา เพื่อประสานข้อมูลภัยพิบัติและน้อมนำแนวพระราชดำริในการบริหารจัดการน้ำมาปรับใช้

• ช่วงปี พ.ศ. 2561 – 2567: คณะองคมนตรีเข้ามาร่วมรับฟัง ติดตาม และถ่ายทอดข้อมูลปัญหาภัยพิบัติ ทั้งอุทกภัยและภัยแล้งอย่างต่อเนื่องในทุกรอบปีงบประมาณ เพื่อเป็นข้อมูลหนุนเสริมการทำงานให้แก่หน่วยงานภาครัฐ

• เมษายน พ.ศ. 2568: คณะองคมนตรี นำโดยนายพลากร สุวรรณรัฐ, พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ และคณะ เข้าร่วมประชุม บกปภ.ช. เพื่อเตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งประจำปีล่วงหน้า

• 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569: การประชุม บกปภ.ช. นัดล่าสุด ซึ่งมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี และคณะองคมนตรีท่านอื่น ๆ เข้าร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อรับฟังการรายงานสถานการณ์น้ำและเตรียมแผน “บำบัดทุกข์ คลายแล้ง” ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “ราชประชาสมาสัย”

ด้วยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยจิตเจตนาที่จะบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชนจาก “องคมนตรี” ในฐานะที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ผ่าน “นายกรัฐมนตรี” ในฐานะตัวแทนที่ได้รับการคัดเลือกจากประชาชน

ที่สำคัญคือ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นี่นับเป็น “ธรรมเนียมปฏิบัติ” อันงดงาม เหมือนอย่างเช่น นายกรัฐมนตรีอังกฤษจะเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์เป็นประจำ โดยทั่วไปสัปดาห์ละครั้ง เพื่อถวายรายงานสถานการณ์บ้านเมือง เป็นอาทิ

“ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร” อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโพสต์ข้อความสั้น ๆ แต่ทรงพลัง ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของคณะองคมนตรีในต่างประเทศ เพื่อเตือนสติคนที่กำลังดรามาในขณะนี้ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ที่อังกฤษ คณะองคมนตรีเข้าประชุมกับข้าราชการประจำเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน”

และไม่นานหลังจากที่โพสต์ของ ศ.ดร.ไชยันต์ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลทำเอาชาวเน็ตเข้าไปแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ทุกเดือน นายกฯอังกฤษ ต้องเข้าถวายรายงานต่อพระมหากษัตริย์ โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด ว่ารายงานเรื่องอะไร”

“พวกนั้นใช้อคติล้วนบวกกับการถูกฝังหัวมาตลอด ให้คิดลบต่อสถาบัน”

“เรามีต้นแบบการปกครอง มาจากอังกฤษใช่ไหมครับ”

ขณะที่อดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรคส้มคือ “นายคริส โปตระนันทน์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ฟาดเปรี้ยงลงไปว่า ตนเองไม่เห็นว่า การที่องคมนตรีมาประชุมร่วมกับทางรัฐบาลนั้นจะเป็นการแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด ในสายตาของพวกเรามองว่าระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันรวมถึงองคมนตรีสามารถที่จะให้คำแนะนำ สามารถมีความเป็นห่วง อย่างไรก็ดีในส่วนของการบริหารบ้านเมืองย่อมเป็นการบริหารของรัฐบาลอยู่แล้ว

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ยกตัวอย่างในประเทศอังกฤษ นายกรัฐมนตรีกับพระมหากษัตริย์มีการเจอกันอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ก็ต้องถามกลับไปที่พรรคที่นำประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาบนสังคม ว่าวันนี้ท่านนำมาตรฐานใด จากประเทศใดมากล่าวหาสิ่งที่เกิดขึ้นว่า เป็นปัญหาของการแทรกแซงระบอบประชาธิปไตย เพราะในสายตาของพรรคเศรษฐกิจ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องปกติมาก” นายคริส กล่าว

 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
 ด้าน “นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย” นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ แสดงความคิดเห็นเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า การที่องคมนตรีลงพื้นที่หรือร่วมประชุมเชิงข้อมูล ไม่ใช่การชิงอำนาจ แต่คือการปฏิบัติภารกิจเพื่อนำข้อมูลความเดือดร้อนของราษฎรในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ซึ่งมีมากกว่า 5,000 โครงการทั่วประเทศ) มาประมวลผลเพื่อถวายรายงานให้ทรงทราบถึงสถานการณ์จริง นี่คือกลไกการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันฯ กับพสกนิกร ที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้

พรรคประชาชนพยายามอ้างเรื่อง Accountability แต่ลืมไปว่าการบริหารราชการแผ่นดินในวิกฤตการณ์อย่างภัยแล้ง ต้องอาศัยการบูรณาการ องคมนตรีหลายคนเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีประสบการณ์และสายสัมพันธ์ในพื้นที่อย่างกว้างขวาง การให้คำแนะนำคือการส่งต่อ องค์ความรู้ (Know-how) ไม่ใช่อำนาจสั่งการ (Power) หากรัฐบาลเห็นว่าดีก็ทำตาม หากไม่ทำตามก็ไม่มีโทษทางกฎหมาย ดังนั้น ความรับผิดชอบยังอยู่ที่คณะรัฐมนตรีเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

ที่สำคัญคือ ในระบอบ Constitutional Monarchy พระมหากษัตริย์ทรงครองราชย์แต่ไม่ได้ทรงปกครอง (Reigns but does not rule) แต่ไม่ได้หมายความว่าสถาบันฯ ต้องถูกตัดขาดจากความเดือดร้อนของประชาชน

นอกจากนี้ ในหลายประเทศ สถาบันก็มีแนวทางไม่ต่างกัน เช่น เนเธอร์แลนด์ (Netherlands): ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ (Grondwet) มาตรา 73 และ 74 บัญญัติให้มี "สภาแห่งรัฐ" (Council of State หรือ Raad van State) ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลและรัฐสภาในด้านกฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมี พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาแห่งรัฐ โดยตำแหน่ง ในทางปฏิบัติ พระมหากษัตริย์จะทรงเข้าร่วมประชุมในวาระสำคัญ และสภาแห่งรัฐนี้มีหน้าที่โดยตรงในการให้คำแนะนำแก่รัฐบาลเกี่ยวกับร่างกฎหมายทั้งหมดก่อนจะเสนอต่อรัฐสภา รวมถึงสนธิสัญญาระหว่างประเทศ

หรือ สเปน (Spain): ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสเปน พ.ศ. 2521 มาตรา 56, 62 และ 107 กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐ ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสมานฉันท์และความต่อเนื่องของชาติ และมี "สภาแห่งรัฐ" (Consejo de Estado) เป็นองค์กรที่ปรึกษาสูงสุด

ในทางปฏิบัติ สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 ทรงใช้บทบาทนี้ในการพระราชทานคำแนะนำและเป็นตัวกลางประสานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ร้ายแรง เช่น วิกฤตการณ์การแยกตัวของกาตาลุญญาในปี พ.ศ. 2560 รวมถึงการบริหารจัดการและบูรณาการสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อรักษาความมั่นคงและประโยชน์ของประชาชนโดยไม่ได้แทรกแซงอำนาจบริหารส่วนหน้า

“ผมเห็นข้อความที่พรรคประชาชนออกมาตีโพยตีพายเรื่องคณะองคมนตรีเข้าร่วมประชุมรับมือภัยแล้งแล้ว ผมในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ ยอมรับว่าเพลียจิต กับการพยายามจับแพะชนแกะเพื่อสร้างความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง โดยแกล้งลืมบริบททางกฎหมายและจารีตประเพณีที่ดีงามของไทยไปเสียสิ้น”นายประพฤติกล่าว

อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่า ความสวยงามของ “ราชประชาสมาสัย” จะไม่เป็นประเด็นให้พรรคประชาชนหยิบขึ้นมาโจมตีเลย ถ้าหากก่อนหน้านี้ ไม่ปรากฏภาพอันแสดงความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่าง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” กับ “พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา” บ่อยครั้ง จนทำให้ถูกนำไปโยงได้

ดังที่หลายคนใช้คำว่า “หนูพลัสลุงตู่”

โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) ที่ผ่านมา

ยกตัวอย่างเช่นในการลงพื้นที่หาเสียง เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล พูดชัดชนิดไม่ต้องแปลความเอาไว้ว่า “ขอคะแนนคนรักลุงตู่ ให้ลุงหนู เพราะลุงตู่ ท่านไม่สมัครแล้ว”

คำถามที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้นก็คือ “ลุงตู่” เห็นดีเห็นงามกับ “ลุงหนู” เช่นนั้นหรือ เพราะถ้าไม่มี “สัญญาณพิเศษ” มีหรือที่ “เสี่ยหนู” จะกล้าประกาศรับช่วง “โหวตเตอร์ลุงตู่” ออกมาแบบโต้งๆ เช่นนี้

ขณะเดียวกัน ถ้าหากย้อนกลับไปดูก่อนหน้านี้ พรรคภูมิใจไทยก็ส่งสัญญาณ “หนูพลัสตู่” ออกมาเป็นระยะ นับตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาลด้วยการประการสานต่อ “นโยบายคนละครึ่ง” ของ “รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์” โดยเติมคำว่า “พลัส” เข้าไป เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลของเขานั้นสานต่อแนวคิดของ “ลุงตู่” ที่ถูกอกถูกใจประชาชนเป็นลำดับต้นๆ

นอกจากนี้ ใครที่จับตาความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยมาต่อเนื่อง ก็จะเห็นว่า “อดีต สส.สังกัดป้อมค่ายลุงตู่” จาก “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ก็พากันตบเท้าย้ายมาอยู่กับ “ค่ายสีน้ำเงิน” อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น “กลุ่มเสี่ยเฮ้ง-สุชาติ ชมกลิ่น” ที่มี “เสี่ยแด๊ก-ธนกร วังบุญคงชนะ” เด็กลุงร่วมด้วย และ “เสี่ยขิง-เอกนัฏ พร้อมพันธุ์”

ดังนั้น เมื่อ “องคมนตรี” เข้าร่วมประชุมร่วมกับ “นายอนุทิน” เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2569 จึงเปิดช่องให้ “พรรคส้ม” ลากโยงมาเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อเรียกเสียงกรี๊ดให้กับ “ติ่ง” ของตนเอง พร้อมทั้งสร้างภาพ “รัฐพันลึก” ให้ฝังหัวมากขึ้นไปอีก เพราะภาพความสัมพันธ์ “หนูพลัสตู่” ชวนชี้นำให้คิดไปในทำนองนั้น

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง การเข้าร่วมประชุมดังกล่าวของ “คณะองคมนตรี” คือความสวยงามของประเทศไทยที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

และคือสัญญาณของความห่วงใยอย่างยิ่งต่อการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอันสอดคล้องกับคำว่า “ราชประชาสมาสัย” อันมีความหมายว่า “พระราชาและประชาชนย่อมพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน” นั่นเอง.