"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
มีคำกล่าวที่ฟังดูเรียบง่ายแต่บรรจุความจริงอันหนักแน่นไว้ว่า ทุกยุคสมัยย่อมเรียกหาผู้นำในแบบของตน และโศกนาฏกรรมทางการเมืองส่วนใหญ่มิได้เกิดจากการที่ผู้นำเลวร้ายเกินไป หากเกิดจากการที่ผู้นำคนหนึ่งซึ่งอาจเหมาะสมอย่างยิ่งกับยุคสมัยหนึ่ง กลับยังคงยืนอยู่บนเวทีของยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่านไปแล้ว เขายังเล่นเกมเดิมด้วยกติกาเดิม ในขณะที่กระดานใต้เท้าได้เลื่อนไถลไปสู่ภูมิทัศน์ใหม่ที่เขามองไม่เห็น
โลกของศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแตกต่างจากศตวรรษก่อนหน้าอย่างถึงรากเหง้า มิใช่เพียงในแง่ความเร็วของเทคโนโลยีหรือปริมาณข้อมูลที่ท่วมท้น หากในแง่ของธรรมชาติแห่งอำนาจเอง อำนาจไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่รัฐเพียงลำพังอีกต่อไป แต่กระจายตัวอยู่ในแพลตฟอร์มดิจิทัล ในเครือข่ายทุนข้ามชาติ ในขบวนการพลเมืองที่ไร้ศูนย์กลาง และในความสามารถของปัจเจกนับล้านที่จะรวมตัว แสดงออก และต่อรองได้โดยไม่ต้องผ่านสถาบันใด วิกฤตต่าง ๆ ก็มิได้มาทีละเรื่องอย่างเป็นระเบียบ หากถักทอเข้าหากันจนแยกไม่ออก เศรษฐกิจพันกับสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีพันกับภูมิรัฐศาสตร์ และความเหลื่อมล้ำพันกับเสถียรภาพของระบอบ
ในสภาพเช่นนี้ ภาวะผู้นำที่เหมาะสมจึงไม่อาจเป็นเพียงผู้นำที่มีอำนาจมากที่สุด หากต้องเป็นผู้นำที่สามารถบริหารความซับซ้อนของโลกใหม่ได้พร้อมกันหลายมิติ บทความนี้ต้องการวางกรอบความคิดว่าผู้นำเช่นนั้นมีคุณลักษณะใด แล้วจึงใช้กรอบเดียวกันนั้นส่องสะท้อนการเมืองไทยร่วมสมัย โดยมิได้มุ่งตัดสินตัวบุคคลในเชิงคุณค่า หากมุ่งทำความเข้าใจว่าแบบแผนของผู้นำที่เรามีอยู่นั้น สอดคล้องหรือเหลื่อมกับความต้องการของยุคสมัยมากเพียงใด
จากผู้ปกครองสู่ผู้นำเชิงเปลี่ยนผ่าน
ภาวะผู้นำของศตวรรษที่ยี่สิบดำเนินอยู่ภายใต้สมมติฐานชุดหนึ่งที่ฝังลึกจนแทบกลายเป็นสามัญสำนึก นั่นคือความเชื่อว่ารัฐรู้ดีที่สุด ผู้นำมีหน้าที่ควบคุม และประชาชนมีหน้าที่เชื่อฟัง ผู้นำในจินตนาการแบบนั้นมีอยู่สามรูปทรงหลัก ได้แก่ เจ้าพ่อผู้แผ่อิทธิพลและบุญคุณ ผู้ปกครองผู้สถาปนาความสงบด้วยอำนาจเหนือหัว และผู้จัดการระบบผู้รักษากลไกให้เดินต่อไปได้ ทั้งสามแบบล้วนตั้งอยู่บนตรรกะของการสั่งการจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง
แต่โลกที่ซับซ้อนเกินกว่าคนคนเดียวจะรู้ทุกอย่างได้นั้น เรียกหาผู้นำอีกแบบหนึ่งซึ่งนักรัฐศาสตร์ร่วมสมัยเรียกว่าผู้นำเชิงเปลี่ยนผ่าน (Transformational leadership) เจมส์ แมคเกรเกอร์ เบิร์นส์ (James MacGregor Burns) ผู้บุกเบิกแนวคิดนี้ แยกผู้นำออกเป็นสองตระกูล
ตระกูลแรกคือผู้นำแบบแลกเปลี่ยน ซึ่งปกครองด้วยการยื่นหมูยื่นแมว ให้รางวัลแก่ผู้สนับสนุนและลงโทษผู้ขัดขืน ส่วนตระกูลที่สองคือผู้นำเชิงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งมิได้เพียงตอบสนองความต้องการเฉพาะหน้าของผู้คน หากยกระดับความปรารถนาของสังคมทั้งระบบขึ้นไปสู่เป้าหมายร่วมที่สูงกว่าผลประโยชน์ส่วนตน
ความแตกต่างนี้มิใช่เรื่องของบุคลิกภาพ หากเป็นเรื่องของความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างผู้นำกับสังคม ผู้นำแบบแลกเปลี่ยนทำให้ระบบไม่ล่ม แต่ผู้นำเชิงเปลี่ยนผ่านทำให้ระบบเรียนรู้และยกระดับตนเอง โลกยุคใหม่ต้องการสถาปนิกแห่งอนาคตมากกว่าผู้จัดการของปัจจุบัน เพราะการประคองระบบเดิมให้เดินต่อไปได้นั้น แม้จำเป็น แต่ไม่เพียงพอจะนำพาสังคมข้ามผ่านความท้าทายที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ความผิดพลาดของผู้นำส่วนใหญ่ มิใช่การทำสิ่งเลวร้าย หากคือการทำสิ่งที่เคยถูกต้อง ในเวลาที่มันไม่ถูกต้องอีกต่อไป
วิสัยทัศน์ที่ยาวไกล
คุณสมบัติประการแรกของผู้นำที่โลกใหม่ต้องการคือวิสัยทัศน์ระยะยาว ผู้นำเช่นนี้ต้องตอบให้ได้ว่าประเทศจะยืนอยู่ตรงไหนในอีกสิบถึงยี่สิบปีข้างหน้า จะรับมือกับปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังพลิกโฉมตลาดแรงงานอย่างไร จะลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่ถ่างกว้างขึ้นทุกปีด้วยวิธีใด จะปฏิรูประบบการศึกษาและโครงสร้างเศรษฐกิจที่ล้าสมัยอย่างไร และจะวางตำแหน่งของประเทศไว้ ณ จุดใดในเกมการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่ทวีความเข้มข้น
ผู้นำที่เก่งกาจเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอาจทำให้เรือไม่จม แต่ไม่อาจบอกได้ว่าเรือกำลังแล่นไปที่ใด การบริหารรายวันที่ปราศจากภาพอนาคต ในที่สุดก็กลายเป็นการเดินวนอยู่กับที่ด้วยความขยันขันแข็ง สังคมที่ไร้วิสัยทัศน์ร่วมจะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการจินตนาการถึงตัวเองในวันข้างหน้า และเมื่อผู้คนเลิกจินตนาการถึงอนาคต พวกเขาก็เริ่มเพียงทนให้ปัจจุบันผ่านไปทีละวัน
นี่คือเหตุผลที่เรื่องเล่าใหญ่หรือภาพรวมของทิศทางสังคมจึงสำคัญ มิใช่ในฐานะวาทกรรมสวยหรู หากในฐานะเข็มทิศที่ช่วยให้การตัดสินใจนับพันในแต่ละวันมีทิศทางร่วมกัน ผู้นำที่ขาดวิสัยทัศน์อาจดูมีประสิทธิภาพในระยะสั้น เพราะแก้ไขเรื่องเฉพาะหน้าได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ในระยะยาว สังคมจะพบว่าตนเองสะสมการแก้ปัญหาไว้มากมาย โดยไม่เคยขยับเข้าใกล้คำตอบของคำถามที่แท้จริงเลย
จากอำนาจสั่งการสู่อำนาจร่วมสร้าง
คุณสมบัติประการที่สองคือการเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องอำนาจเสียใหม่ ในกระบวนทัศน์เก่า อำนาจคือความสามารถในการสั่งให้ผู้อื่นทำตาม แต่ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ซึ่งเป็นยุคของการมีส่วนร่วม การร่วมมือ การกำกับดูแลแบบเครือข่าย และปัญญารวมหมู่ อำนาจที่แท้จริงกลับอยู่ที่ความสามารถในการเชื่อมร้อยผู้คนให้ร่วมสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาด้วยกัน
ผู้นำในกระบวนทัศน์ใหม่จึงต้องฟังมากขึ้น เปิดพื้นที่ให้สังคมมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ยอมรับความเห็นที่แตกต่าง และแสวงหาฉันทมติแทนการกดทับด้วยอำนาจ มิใช่เพราะความอ่อนโยนเป็นคุณธรรมในตัวเอง หากเพราะโลกที่ซับซ้อนเกินกว่าศูนย์กลางใดศูนย์กลางหนึ่งจะเข้าใจได้ทั้งหมดนั้น ต้องการสติปัญญาที่กระจายอยู่ทั่วทั้งสังคมมาประกอบกัน
โรนัลด์ ไฮเฟตซ์ (Ronald Heifetz) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เรียกผู้นำแบบนี้ว่าผู้นำเชิงปรับตัว และชี้ให้เห็นความแตกต่างสำคัญระหว่างปัญหาเชิงเทคนิคกับปัญหาเชิงปรับตัว ปัญหาเชิงเทคนิคนั้นแก้ได้ด้วยความเชี่ยวชาญที่มีอยู่แล้ว ผู้นำเพียงสั่งการให้ผู้รู้ลงมือทำก็เพียงพอ แต่ปัญหาเชิงปรับตัว เช่น ความเหลื่อมล้ำ ความขัดแย้งทางค่านิยม หรือการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี เป็นปัญหาที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป มันต้องการให้สังคมทั้งระบบเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตนเอง และหน้าที่ของผู้นำในกรณีนี้มิใช่การให้คำตอบ หากการจัดการกระบวนการเรียนรู้นั้นให้ดำเนินต่อไปได้โดยไม่แตกสลาย
อำนาจที่ยั่งยืนที่สุดในโลกใหม่ อาจไม่ใช่อำนาจที่ทำให้คนกลัว หากคืออำนาจที่ทำให้คนเชื่อมั่นและอยากเดินไปด้วยกัน
ความโปร่งใสและศรัทธาคือทุนทางการเมืองที่สำคัญที่สุด
ในยุคดิจิทัล ความลับทางการเมืองปกปิดได้ยากขึ้นทุกที ภาพถ่ายหลุด เอกสารรั่ว และคำพูดที่ย้อนแย้งกันเองในต่างกรรมต่างวาระ ล้วนถูกบันทึก ค้นหา และเปรียบเทียบได้ในเสี้ยววินาที ประชาชนยุคใหม่จึงคาดหวังความโปร่งใส ความรับผิดรับชอบ และรัฐบาลที่เปิดเผยตรวจสอบได้ ผู้นำที่ยังคงใช้อำนาจผ่านระบบอุปถัมภ์ ดีลลับหลังฉาก และการเมืองของพวกพ้อง จะเผชิญวิกฤตความชอบธรรมเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
ปรากฏการณ์นี้เชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องความชอบธรรมที่ มักซ์ เวเบอร์ วางรากไว้ ความชอบธรรมเชิงเหตุผลและกฎหมายนั้นตั้งอยู่บนความเชื่อว่าอำนาจดำเนินไปตามกติกาที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน เมื่อใดที่ผู้คนเริ่มสงสัยว่ากติกามีไว้สำหรับบางคนเท่านั้น เมื่อนั้นฐานของความชอบธรรมก็เริ่มผุกร่อน และไม่มีกองกำลังหรือเครือข่ายใดจะค้ำยันอำนาจที่สูญเสียศรัทธาไปได้ตลอดกาล
ด้วยเหตุนี้ ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดจึงเป็นยุคที่ความไว้วางใจกลายเป็นทุนทางการเมืองที่สำคัญที่สุด ผู้นำต้องมีสิ่งที่อาจเรียกว่าความน่าเชื่อถือเชิงจริยธรรม ความเสมอต้นเสมอปลายระหว่างคำพูดกับการกระทำ และความซื่อตรงที่ทนต่อการตรวจสอบ ประชาชนยุคใหม่จับความย้อนแย้งได้รวดเร็ว ผู้นำที่พูดอย่างทำอีกอย่างจะสูญเสียความชอบธรรมในจังหวะที่ตนเองคาดไม่ถึง ผู้นำที่ดีจึงมิใช่เพียงผู้ชนะเกมอำนาจ หากคือผู้สร้างศรัทธาในระยะยาว
การเข้าใจเทคโนโลยี ยอมรับความหลากหลาย และกล้าปฏิรูป
คุณสมบัติที่เหลืออีกสามประการเดินเคียงข้างกันอย่างแยกไม่ออก ประการแรกคือความเข้าใจในเทคโนโลยีและข้อมูล ผู้นำยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นวิศวกร แต่ต้องเข้าใจว่าปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลขนาดใหญ่ เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม และสงครามไซเบอร์กำลังเปลี่ยนสมการของอำนาจอย่างไร เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ แพลตฟอร์มกำกับพฤติกรรมของสังคม และข้อมูลกลายเป็นทุนชนิดใหม่ที่ทรงพลังไม่แพ้ทุนทางการเงิน ผู้นำที่ยังคิดในกรอบของระบบราชการแบบศตวรรษที่ยี่สิบจะตามโลกไม่ทันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประการที่สองคือความสามารถในการอยู่ร่วมกับความหลากหลาย ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเป็นยุคของความแตกต่างทางอัตลักษณ์ ช่องว่างระหว่างวัย และพหุนิยมทางความคิด ผู้นำที่พยายามหลอมรวมทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยการบังคับ มักยิ่งสร้างความแตกแยกลึกขึ้น เพราะการบีบให้เหมือนกันคือการปฏิเสธความจริงพื้นฐานของสังคมสมัยใหม่ ภาวะผู้นำที่เหมาะสมจึงต้องบริหารความแตกต่างโดยไม่ลดทอนฝ่ายตรงข้ามให้กลายเป็นปีศาจ และต้องสร้างพื้นที่ที่ผู้คนซึ่งคิดต่างกันยังสามารถอยู่ร่วมกันได้
ประการที่สามคือความกล้าปฏิรูปโครงสร้าง ผู้นำจำนวนมากเชี่ยวชาญการรักษาเสถียรภาพ แต่โลกยุคใหม่ต้องการผู้นำที่กล้ากระจายอำนาจ ปฏิรูประบบราชการ ลดทุนผูกขาด ปรับรัฐสวัสดิการ และสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพราะปัญหาหลายอย่างในศตวรรษนี้ไม่อาจแก้ได้ด้วยวิธีคิดเดิมที่เป็นต้นกำเนิดของปัญหานั้นเอง การประคองระบบที่บกพร่องให้นิ่งอยู่กับที่ ในระยะยาวอาจอันตรายยิ่งกว่าการเสี่ยงเปลี่ยนแปลงมันโลกศตวรรษที่ยี่สิบต้องการผู้ปกครอง แต่โลกศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดต้องการผู้นำที่ทำให้สังคมทั้งระบบเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงร่วมกัน
เงาสะท้อนจากการเมืองไทย: ผู้นำเชิงเครือข่ายในยุคเปลี่ยนผ่าน
เมื่อนำกรอบทั้งหกประการนี้มาส่องการเมืองไทยร่วมสมัย กรณีที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือภาวะผู้นำของอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งสะท้อนทั้งจุดแข็งและข้อจำกัดของผู้นำแบบหนึ่งได้อย่างคมชัด ข้อวิเคราะห์ต่อไปนี้มิได้มุ่งตัดสินตัวบุคคล หากใช้กรณีนี้เป็นกระจกส่องให้เห็นว่าแบบแผนของผู้นำที่การเมืองไทยผลิตขึ้นนั้น สอดคล้องกับความต้องการของยุคสมัยมากเพียงใด
ข้อสรุปเบื้องต้นอาจกล่าวได้ว่า เขาเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพสูงในเชิงเครือข่าย แต่ยังมิใช่ผู้นำเชิงเปลี่ยนผ่านอย่างเต็มรูป กล่าวอีกแบบคือ เขาอาจเหมาะกับการบริหารอำนาจ มากกว่าการนำประเทศเข้าสู่อนาคต
ในมิติของวิสัยทัศน์ระยะยาว ภาพของอนุทินยังเด่นในฐานะผู้จัดการปัญหาเฉพาะหน้า นักประสานผลประโยชน์ และผู้รักษาเสถียรภาพ มากกว่าสถาปนิกแห่งอนาคตของประเทศ ถ้อยคำที่เขาใช้บ่อยครั้งวนเวียนอยู่กับการอำนวยความสะดวก การลดภาระ และการแก้ปัญหาเฉพาะจุด ซึ่งล้วนเป็นภาษาของผู้บริหารแบบเก่า แต่ยังไม่ปรากฏเรื่องเล่าใหญ่หรือภาพประเทศไทยในอีกสองทศวรรษข้างหน้าอย่างชัดเจน ในแง่นี้เขาจึงใกล้เคียงผู้นำเชิงบริหารจัดการมากกว่าผู้นำเชิงวิสัยทัศน์
ในทางกลับกัน มิติที่เขาโดดเด่นอย่างยิ่งคือความสามารถในการปรับตัว ท่ามกลางสมดุลอำนาจที่เปลี่ยนเร็ว การเมืองหลายขั้ว และความไม่แน่นอนสูง เขาอ่านเกมได้เร็ว ไม่ปะทะโดยไม่จำเป็น ประนีประนอมเก่ง ถอยเมื่อควรถอย และรักษาพันธมิตรไว้ได้ดี คุณสมบัติเหล่านี้คือทักษะสำคัญในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน หากเหรียญย่อมมีอีกด้านเสมอ การปรับตัวที่เก่งกาจเกินไปบางครั้งก็ถูกตีความว่าเป็นการไร้จุดยืนที่แน่นอน และความยืดหยุ่นที่เป็นจุดแข็งในการบริหารพันธมิตร อาจกลายเป็นจุดอ่อนเมื่อสังคมเรียกหาหลักการที่มั่นคง
เขาเข้าใจว่าอำนาจยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่การสั่ง หากอยู่ที่การเชื่อม แต่คำถามคือ เขาเชื่อมเพื่อรักษาระบบเดิม หรือเชื่อมเพื่อสร้างระบบใหม่
จุดแข็งที่เป็นจุดเปราะ: เครือข่ายอำนาจกับการไร้ตัวแทนของพลเมือง
หากมีมิติใดที่เป็นทั้งจุดแข็งที่สุดและจุดเปราะที่สุดของผู้นำแบบนี้ในเวลาเดียวกัน มิตินั้นคือภาวะผู้นำเชิงเครือข่าย อนุทินเชี่ยวชาญอย่างยิ่งในการเชื่อมร้อยทุน ราชการ ท้องถิ่น และกลุ่มอำนาจเดิมเข้าด้วยกัน รักษาสมดุลผลประโยชน์ระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ได้อย่างแนบเนียน ในเชิงรัฐศาสตร์เขาใกล้เคียงกับผู้นำแบบนายหน้าทางอำนาจ ผู้จัดการแนวร่วม และนักการเมืองเชิงเครือข่าย มากกว่าผู้นำที่อาศัยบารมีดึงดูดเชิงปฏิรูป
ทว่าเครือข่ายมีสองชนิดที่ต้องแยกให้ชัด เครือข่ายแบบที่เขาแข็งแรงคือเครือข่ายในแนวระนาบบนของสังคม อันได้แก่ทุน ราชการ และผู้มีอิทธิพล ส่วนเครือข่ายอีกชนิดหนึ่งซึ่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดให้คุณค่าไม่น้อยกว่ากัน คือเครือข่ายภาคประชาชน ขบวนการพลเมือง และการมีส่วนร่วมจากเบื้องล่าง ในมิติหลังนี้เองที่ผู้นำแบบเครือข่ายอำนาจมักอ่อนแอ เพราะตรรกะของการบริหารพันธมิตรชนชั้นนำกับตรรกะของการเปิดพื้นที่ให้พลเมืองนั้น แทบเป็นคนละภาษากัน
นี่นำไปสู่ข้อจำกัดในมิติประชาธิปไตยและความโปร่งใส อำนาจที่ผูกอยู่กับเครือข่ายท้องถิ่น ระบบอุปถัมภ์ และการเมืองเชิงความสัมพันธ์ มักสื่อสารด้วยภาษาที่ว่ารัฐคือผู้คุ้มครองดูแลลูกบ้าน มากกว่าภาษาที่ว่าประชาชนคือเจ้าของอำนาจ ผู้นำเช่นนี้อาจดูเข้าถึงง่ายและอบอุ่น แต่ความเข้าถึงง่ายมิได้เท่ากับการเป็นผู้นำเชิงประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมเสมอไป และในโลกที่ความไว้วางใจกลายเป็นทุนสำคัญที่สุด ภาพของระบบที่ใกล้ชิดทุนและพึ่งพาความสัมพันธ์ส่วนตัวมากกว่าสถาบัน ย่อมเป็นความเสี่ยงต่อความชอบธรรมในระยะยาว
เมื่อประมวลทุกมิติเข้าด้วยกัน ภาพที่ปรากฏคือผู้บริหารระบบเครือข่ายอำนาจเดิมอย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าผู้เปลี่ยนระบบเดิม เขาอาจทำให้ระบบนิ่งและเดินต่อไปได้ แต่ยังไม่ชัดว่าจะทำให้ระบบก้าวหน้าเชิงโครงสร้างอย่างไร และนี่คือแก่นของความตึงเครียดระหว่างผู้นำแบบเชี่ยวชาญการบริหารอำนาจ กับยุคสมัยที่เรียกหาผู้นำเชิงเปลี่ยนผ่าน
ภาวะผู้นำที่เหมาะสมกับศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ในที่สุดแล้วคือการผสานกันของคุณลักษณะหลายชุดที่ดูเหมือนขัดแย้งกันเอง คือการมองเห็นอนาคตควบคู่กับการรับฟังปัจจุบัน ความโปร่งใสควบคู่กับความสามารถในการตัดสินใจ การปรับตัวควบคู่กับการยึดมั่นในหลักการ และความกล้าเปลี่ยนแปลงควบคู่กับการรักษาความต่อเนื่อง ผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ ผู้นำเชิงประชาธิปไตย ผู้นำเชิงจริยธรรม ผู้นำเชิงปรับตัว ผู้นำเชิงเปลี่ยนผ่าน และผู้นำเชิงเครือข่าย มิใช่หกตัวเลือกให้หยิบมาอย่างใดอย่างหนึ่ง หากเป็นหกด้านของผู้นำคนเดียวที่ยุคสมัยนี้เรียกหา
กรณีของการเมืองไทยเตือนเราว่า ปัญหามักไม่ได้อยู่ที่การขาดความสามารถ หากอยู่ที่ความสามารถที่จับคู่ผิดกับยุคสมัย ผู้นำที่เก่งกาจในการบริหารเครือข่ายอำนาจและรักษาเสถียรภาพ คือผู้นำที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับโลกของการประคองระบบ แต่โลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างถึงรากนั้น ต้องการมากกว่าการประคอง มันต้องการการนำพา และการนำพาในความหมายนี้ เรียกร้องความกล้าที่จะเสี่ยงเปลี่ยนสิ่งที่ตนเองได้ประโยชน์จากการรักษามันไว้
ในท้ายที่สุด คำถามสำคัญจึงมิใช่ว่าผู้นำคนใดดีหรือเลว หากคือว่าสังคมไทยจะสามารถผลิตและเลือกสรรผู้นำที่เหมาะกับยุคสมัยของตนได้หรือไม่ เพราะอำนาจที่ตั้งอยู่บนความกลัวหรือบุญคุณนั้นเปราะบางลงทุกวันในโลกที่ผู้คนมีข้อมูล มีเสียง และมีทางเลือกมากขึ้นเรื่อย ๆ อำนาจที่ยั่งยืนที่สุดในโลกใหม่ อาจไม่ใช่อำนาจที่ทำให้คนกลัว หากคืออำนาจที่ทำให้คนเชื่อมั่นและอยากเดินไปข้างหน้าด้วยกัน และผู้นำที่เข้าใจความจริงข้อนี้ได้ก่อน ย่อมเป็นผู้ที่จะได้เขียนบทถัดไปของประวัติศาสตร์


