ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
การขยายตัวของคอมปราดอร์ (ต่อ)
เมื่อพอสมควรแก่เวลาแล้ว ทั้งคนถามคนตอบก็แยกย้ายกลับไปยังที่ของตน โดยตำรวจจะนำฝรั่งกลับไปเข้าคุกต่อด้วยความอิ่มหนำสำราญ ส่วนฝ่ายที่ถามก็ได้ความรู้เกี่ยวกับกิจการธนาคารกลับไป การนำฝรั่งออกจากคุกเช่นนี้ยังเป็นอยู่ระยะหนึ่ง จนเมื่อการตรวจสอบบัญชีการธนาคารของฝรั่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วิธีดังกล่าวจึงสิ้นสุดลง
ตราบจนสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง การร่วมสงครามกับฝ่ายอักษะของไทยถูกประกาศให้เป็นโมฆะ กรุงเทพฯ ที่พังพินาศจากสงครามได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งหนึ่ง และพาณิชยการที่ยุติไปตอนสงครามก็กลับมาทำการตามปกติ รวมทั้งกิจการธนาคารของชาวตะวันตก ในแง่นี้ก็ย่อมหมายความไปด้วยว่า ฝรั่งที่ติดคุกอยู่ก็ได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระ
หลังจากนั้นธนาคารที่ตั้งขึ้นโดยคนไทยและคนไทยเชื้อสายจีนก็เปิดทำการด้วย คราวนี้มีที่ต่างออกไปคือ มีนายธนาคารบางคนได้ความรู้เกี่ยวกับการธนาคารมากขึ้น ซึ่งก็คือความรู้ที่ได้มาจากการสอบถามฝรั่งเชลยศึกในขณะนั้น
เล่ากันว่า มีนายธนาคารของคนไทยเชื้อสายจีนบางคนที่ได้ความรู้จากฝรั่งในครั้งนั้นอยู่ด้วยนั้น ยังได้ทำหน้าที่อย่างหนึ่งที่ไม่สู้มีใครทำคือ การทำตนเป็นคอมปราดอร์
การทำตนเป็นคอมปราดอร์นี้หมายความว่า นายธนาคารคนนั้นได้เข้าพบคบหาผู้คนในแวดวงอาชีพต่าง ๆ ให้มาใช้บริการธนาคาร ด้วยการให้คำแนะนำหรือชักจูงเสมือนเป็นคนกลางระหว่างธนาคารกับลูกค้า เหมือนกับคอมปราดอร์ที่จีนทำในยุคอาณานิคม เพียงแต่มิใช่การขายสินค้าตามปกติ หากเป็นอะไรที่มากกว่านั้น
คือเป็นทั้งชี้ชวนให้ผู้คนมาฝากเงินไว้กับธนาคาร และแนะนำให้ผู้คนมากู้เงินกับธนาคารเพื่อนำไปลงทุนในกิจการต่างๆ ที่สำคัญ ยังช่วยเดินเรื่องให้กับผู้ที่กำลังจะมาเป็น “ลูกค้า” ของตน ด้วยการเป็นตัวกลางระหว่างตน (ธนาคาร) กับหน่วยงานราชการในการดำเนินกิจการนั้น ๆ อีกด้วย
วิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ฝรั่งจะไม่ทำกัน เพราะฝรั่งรู้อยู่แล้วว่าธนาคารมีหน้าที่ทำอะไร คือถ้าตนอยากฝากหรืออยากกู้ก็เดินตรงเข้าไปยังธนาคารได้เลย แต่กับคนไทยสมัยนั้นธนาคารยังถือเป็นของใหม่ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกัน การใช้วิธีแบบคอมปราดอร์จึงจำเป็นอย่างมาก แล้วก็เป็นวิธีที่ประสบความสำเร็จไม่น้อย
ด้วยหลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี ธนาคารของไทยก็เจริญก้าวหน้าขึ้นโดยลำดับ เป็นธนาคารที่มีความรู้ด้านกิจการธนาคารแบบฝรั่ง ที่ส่วนหนึ่งได้มาจากพนักงานธนาคารฝรั่งที่เป็นเชลยศึกในครั้งนั้นนั้นเอง
ในขณะที่อาชีพคอมปราดอร์ได้แพร่จากจีนสู่เอเชียตะวันออกเฉยงใต้นั้น ในจีนเองกลับตรงกันข้าม เพราะเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงได้ไม่นาน ก็ได้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนขึ้นมา สงครามนี้เกิดในปลายปี 1947 ถึงต้นปี 1949 โดยรัฐบาลสาธารณรัฐเป็นฝ่ายพ่ายแพ้จนต้องหนีไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นอยู่ที่ไต้หวัน
ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ได้ชัยชนะนั้น เมื่อชนะแล้วก็รีบทำการกวาดล้างกลุ่มคนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นศัตรูของชาติหรือศัตรูทางชนชั้น เช่น เจ้าที่ดิน นายทุน และนายทุนนายหน้าหรือคอมปราดอร์ เป็นต้น
ไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดว่า มีคอมปราดอร์กี่คนที่ถูกกำจัดโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน รู้เพียงว่า ทั้งศัตรูของชาติและศัตรูทางชนชั้นที่ถูกกำจัดในเวลานั้นมีอยู่ราวห้าล้านคน จากที่จีนมีประชากรในขณะนั้นอยู่ราว 450-500 ล้านคน และคอมปราดอร์ก็เป็นหนึ่งในห้าล้านคนนั้น
ดังนั้น ในขณะที่คอมปราดอร์ขยายบทบาทมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ในจีนกลับถูกกำจัดไปสิ้น เรื่องราวของคอมปราดอร์จึงเหลือเพียงตำนานให้เล่าขาน และส่วนหนึ่งก็ปรากฏอยู่ในตำราเรียนจนทุกวันนี้ ไม่มีคอมปราดอร์เมื่อวันวานนี้อีกต่อไป
จะมีก็แต่อีกอาชีพหนึ่งคือ นอมินี
กำเนิดนอมินี
ถ้าว่ากันโดยปกติแล้วคำว่า นอมินี เป็นคำที่ใช้กันในหลายวงการ เป็นคำที่มีความหมายในเชิงบวกหรือไม่ก็กลาง ๆ เสียโดยมาก เช่น เวลาที่ฝรั่งจะประกวดรางวัลหนังแล้วประกาศชื่อผู้เข้าชิงรางวัลสาขาต่าง ๆ ฝรั่งก็จะใช้คำว่า นอมินี กับคนผู้นั้น เป็นต้น
ความหมายเชิงลบของนอมินีอาจมีอยู่บ้างถ้ามีการจับได้ไล่ทัน เช่น นักธุรกิจหมื่นล้านที่รวยอยู่แล้วใช้ชื่อคนขับรถของตนไปถือหุ้นแทนตนในตลาดหลักทรัพย์ กรณีนี้ถ้าไม่มีใครรู้ก็แล้วไป แต่ถ้าถูกจับได้ก็จะมีความผิด ถึงจะแก้ตัวว่าด้วยโวหารว่าตนบกพร่องโดยสุจริตก็ตาม
ที่แน่ ๆ คือ กรณีดังกล่าวได้ทำให้คำว่า นอมินี มีความหมายเชิงลบไปทันที
อย่างไรก็ตาม คำว่า นอมินี ในสังคมไทยถูกใช้แพร่หลายคนในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งหากใช้การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นหลักหมายแล้ว คำว่า นอมินี ในไทยถูกใช้ช่วงก่อนที่จะเกิดโควิด-19 ราวสิบปี และหลังเกิดโควิด-19 แล้วกระแสนอมินีได้ก็ซาลงไป ครั้นโควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่นนอมินีก็กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งหนึ่ง
การที่บทความนี้ใช้โควิด-19 เป็นหลักหมายก็เพราะเหตุที่ว่า ช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เป็นช่วงที่ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องชาวจีนอพยพใหม่ในไทย และระหว่างที่ศึกษาก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับนอมินีมาด้วย ซึ่งเป็นข้อมูลที่คนไทยในปัจจุบันรู้กันดีแล้วว่าคือ คนไทยที่เข้าไปเป็นตัวแทนในการถือหุ้น ถือครองที่ดิน หรือถือครองอสังหาริมทรัพย์ให้กับทุนจีนหรือทุนชาติอื่น ซึ่งทำให้การถือครองนั้นถูกต้องตามกฎหมาย
ครั้นเกิดการระบาดของโควิด-19 การศึกษาเรื่องดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงสองสามปี พอโควิดหายระบาดและกลายเป็นโรคประจำถิ่นจึงได้ทำการศึกษาต่อ และเรื่องนอมินีก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในรายงานการศึกษา
ดังนั้น การกล่าวถึงนอมินีในที่นี้จึงอิงกับงานศึกษาชิ้นดังกล่าวเป็นหลัก
แน่นอนว่า ถ้าเอ่ยคำว่า นอมินี แล้ว สำหรับคนไทยในทศวรรษ 2010 ถึง 2020 ย่อมรู้แล้วว่าจะต้องเกี่ยวพันกับทุนจีนเป็นหลัก โดยละไว้ในฐานที่เข้าใจด้วยว่า ทุนของชาติอื่นที่มิใช่จีนก็ใช้นอมินีเช่นกัน แต่ที่เป็นทุนจีนนั้นก็เพราะเป็นทุนที่มีบทบาทสูงและชัดเจน
ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะทุนจีนเป็นทุนที่กระทำกันอย่างเอิกเกริกและเปิดเผย จนเห็นได้ถึงความย่ามใจและความโลภโมโทสัน ในทำนอง “น้ำขึ้นให้รีบตัก” โดยไม่เกรงกลัวหน้าอินทร์หน้
าพรหมที่ไหน ด้วยถือว่าตนทำถูกกฎหมายแล้ว
หากใครไม่เชื่อก็ดูเอกสารหลักฐานก็ได้ ว่าคนไทยเป็นถือหุ้นส่วนใหญ่ เป็นเจ้าของที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งก็จริงตามนั้น เพราะคนไทยได้เข้าไปถือหุ้นแทน คนไทยยังเป็นเจ้าของที่ดิน เจ้าของเรือกสวนไร่นา เจ้าของบ้าน เจ้าของตึก ฯลฯ ไม่ใช่คนจีนซักหน่อย


