xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

นารายณ์แปลงรูป มหาบารมี กลับเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คอลัมน์ศิลปะแห่งศรัทธา
โดย Artmulet

นารายณ์สิบปางฉบับหอพระสมุดกล่าวถึงการกำเนิดขึ้นของพระนารายณ์ไว้ดังนี้ว่า เมื่อเพลิงไฟบรรลัยกัลป์เผาผลาญโลกจนสิ้นแล้ว พระเวทพระธรรมได้มาประชุมกันจนบังเกิดพระผู้เป็นเจ้าพระองค์หนึ่งมีพระนามว่า  พระปรเมศวร หรือ พระอิศวร  จากนั้นพระอิศวรเจ้ามีพระประสงค์ที่จะสร้างโลกขึ้น แต่จำเป็นที่จะต้องมีผู้ช่วย พระองค์จึงได้เอาพระหัตถ์ซ้ายมาลูบพระหัตถ์ขวาก็บังเกิดองค์ พระนารายณ์ ขึ้น แล้วโปรดให้เป็นผู้สอนศิลปศาสตร์แก่เหล่ากษัตริย์ทั้งหลาย และให้ไปสถิตอยู่ ณ เกษียรสมุทร แต่ถ้าหากว่าเมื่อใดเกิดทุรยุค พระนารายณ์จะต้องมีหน้าที่ไปปราบยุคเข็ญ ตามศิวโองการหรือเมื่อถูกอัญเชิญจากเหล่าเทพเทวดาทั้งหลาย พระองค์ก็จะทรงอวตารหรือแปลงกายลงมายังโลกมนุนย์ ดังเช่นเรื่องเล่าในปางต่างๆของพระองค์

จากการเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาโลกพระนารายณ์จึงต้องเสด็จอวตารลงมาเกิดในโลกมนุษย์ ตามแต่วาระ โดยแต่ละเรื่องเล่าที่พระองค์ทรงอวตารลงมานั้น ภาษาไทยมักจะเรียกว่า  “ปาง” บางตำราว่ามี ๑๐ ปาง บางตำรับว่ามี ๒๔ ปาง บ้างว่ามีนับไม่ถ้วน และเท่าที่พบในภควัตปุราณะมีถึง ๒๐ ปาง แต่ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีจะมีอยู่ ๑๐ ปาง ตามหนังสือนารายณ์ ๑๐ ปาง ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้รจนาไว้เป็นบทพระราชนิพนธ์ “ลิลิตนารายณ์ ๑๐ ปาง” ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่เล่าถึงการอวตารหรือการแบ่งภาคลงมายังโลกมนุษย์ ขององค์พระนารายณ์เพื่อปราบยุคเข็ญ ซึ่งเปรียบได้ถึงการแปลงรูปต่าง ๆ ของพระองค์นั่นเอง

การอวตารแบ่งภาคลงมาปราบยุคเข็ญของพระนารายณ์มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ของศาสนาฮินดู ยังมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับความเชื่อทางพุทธศาสนาอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากพระคาถาที่ในอดีตพระธุดงค์องค์สำคัญหลายรูป ได้ใช้ในคราวออกจาริกแสวงบุญหรือออกธุดงค์วัตรตามป่าเขาลำเนาไพร รวมถึงชาวพุทธทั่วไปก็มักจะใช้พระคาถานี้สวดเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตนเอง รวมถึงความคาดหวังถึงอานิสงส์ในการปกป้องคุ้มครองให้รอดพ้นจากภยันตรายต่าง ๆ ซึ่งพระคาถานี้คือพระคาถาอิติปิโสแปดทิศ ที่มีการกล่าวอ้างชื่อพระนารายณ์ถึง ๕ บทสวด จากทั้งหมด ๘ บทสวด ครบ๘ ทิศ โดยบทพระคาถาที่ชื่อนารายณ์แปลงรูปจะว่าดังนี้คือ “อะ วิช สุ นุต สา นุส ติ”  ประจำอยู่ทิศอีสาณ (ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ) ใช้เน้นทางเมตตามหานิยม


คำว่า “นารายณ์แปลงรูป” ยังมีความเกี่ยวข้องกับเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี แห่งวัดระฆังด้วย ซึ่งสมเด็จโตนี้เป็นผู้ที่ได้รับการสืบทอดวิชาต่างๆ มาจากหลวงปู่แสง วัดมณีชลขัณฑ์ จังหวัดลพบุรี จนมีความแตกฉานในสรรพวิชา โดยมีเรื่องเล่าถึงเมื่อครั้งที่ท่านยังเป็นพระมหาโต ขณะอายุได้ ๖๔ ปี ได้ออกธุดงค์วัตรหนีหายไปจากวัด ไปเป็นเวลานานก็ยังไม่กลับวัด จนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ถึงกลับทรงกริ้วมากจนมีรับสั่งว่า “ท่านเหาะก็ไม่ได้ แหกกำแพงจักรวาลหนีก็ยังไม่ได้” แล้วจึงรับสั่งให้พระญาณโพธ์ออกติดตาม แต่ถึงอย่างไรก็ยังหาไม่พบจนพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งอีกว่า “ฉันจะตามหาเอง”

ครั้นเมื่อถึงเดือนเจ็ดในปีเดียวกัน จึงได้มีพระกระแสรับสั่งไปถึงเจ้าเมืองทั่วราชอาณาจักรว่า “ให้จับพระมหาโต ส่งมายังเมืองหลวงให้ได้” แม้จะมีท้องตรารับสั่งเร่งรัดอย่างไรก็ยังไม่สามารถเสาะพบพระมหาโตได้ จนมีการกล่าวขานกันต่อมาว่าพระมหาโตท่านใช้วิชาเปลี่ยนหน้า จึงทำให้ผู้คนทั้งหลายจดจำท่านไม่ได้

เรื่องราวของพระมหาโตที่ได้หายตัวไปตามตัวไม่ได้ เมื่อครั้งถูกตามให้มาเข้ารับการแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ จากงานเขียนของมหาอำมาตย์ตรีพระยาทิพโกษา และท่านพระครูปลัดมหาเถรานุวัตรดังที่ได้มีการจัดพิมพ์เป็นธรรมทานนั้น ภายหลังได้นำมาสู่การกล่าวขานถึงวิชาที่สมเด็จโตใช้ในครั้งนั้นว่า เป็นวิชา “นารายณ์แปลงรูป” ซึ่งเปรียบได้ถึงการที่องค์พระนารายณ์ได้อวตารแบ่งภาค แปลงกายได้หลากหลายรูปลักษณ์เมื่อลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ เพื่อดับทุกข์เข็ญทั้งหลายให้หมดสิ้นไป ตามมูลเหตุที่แตกต่างกันออกไป

นอกจากคาถาที่มีการกล่าวอ้างชื่อนารายณ์แล้ว คัมภีร์พระเวทฉบับจัตตุถบรรพ (เล่มที่ ๔) ของอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ก็ยังมีพระยันต์อิติปิโสแปดทิศที่ลงด้วยคาถาอิติปิโสแปดทิศดังกล่าวกำกับไว้ทั้งแปดทิศ ซึ่งเชื่อกันว่ามีอำนาจพุทธคุณในการปกป้องคุ้มภัย ซึ่งเปรียบได้ดั่งการอัญเชิญให้พระนารายณ์มาป้องกันภัยทั้งแปดทิศให้ด้วยนั่นเอง จากตำนานและความเชื่อที่เชื่อมโยงดังที่ได้กล่าวมา นำมาซึ่งแรงบันดาลใจให้กับArtmulet ในการรังสรรค์ประติมากรรมแห่งศรัทธานารายณ์แปลงรูปในครั้งนั้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นดั่งสัญลักษณ์ถึงการกลับร้ายให้กลายเป็นดี ผ่านงานศิลปะไทยร่วมสมัย ทั้งนี้เพื่อฝากไว้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของคนไทยสืบไป