xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

กลุ่มทุนพลังงาน รวยไม่ไหว กำไรพุ่งทะลุฟ้า “รัฐบาลหนู” คุมค่ากลั่น-รีดคืนลาภลอย กี่โมง?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - รวยไม่ไหวแล้วจ้าของจริง นั่นคือ ผลกำไรกระฉูดพุ่งทะลุฟ้าของทุนพลังงานโดยเฉพาะกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่ได้รับประโยชน์เต็ม ๆ จากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ขณะที่คนไทยต้องกัดฟันจ่ายค่าน้ำมันดีเซลทะลุลิตรละ 40 กว่าบาท แบบที่ว่าบ้าไปแล้ว 

ข้อมูลตัวเลขคร่าว ๆ กำไรสุทธิของบางจาก (BCP) ประมาณการ 7.6 พันล้าน, ไทยออยล์ (TOP) 1.9 หมื่นล้าน, IRPC 7.8 พันล้าน, สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนนิ่ง (SPRC) 3.8 พันล้าน และ PTTGC 3.2 พันล้าน เมื่อนำมารวมกันจะพบว่าเพียงไตรมาสแรกของปี 2569 กลุ่มทุนพลังงานเหล่านี้ฟันกำไรสุทธิรวมกันไปกว่า 42,000 ล้านบาท!

ตัวเลข “สี่หมื่นล้าน” ในไตรมาสเดียวนี้ สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึง “กำไรฟู่ฟ่าในวิกฤตราคาแพง” ขนาดหนัก

 ไทยออยล์ น่าอัศจรรย์ ฟาดเฉียด2หมื่นล้าน 

ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของกลุ่มโรงกลั่นต่างโชว์ตัวเลขกำไรเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง โดย ไทยออยล์ (TOP) ทุบสถิติด้วยกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท พุ่งขึ้นถึง 456% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ปัจจัยหลักมาจากค่าการกลั่น (GRM) ที่ฟื้นตัวแรงและ “กำไรจากสต็อกน้ำมัน” (Stock Gain) ตามราคาน้ำมันดิบดูไบที่ขยับสูงขึ้น

 นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ยอมรับ “นับว่าเป็นกำไรที่สูงมาก”  โดยเป็นกำไรจากสต็อกน้ำมันสุทธิจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินค้าคงเหลือ 16,746 ล้านบาท คิดเป็น 85% ของกำไรรวม และมีกําไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,436 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิจากการธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ซีอีโอของ TOP บอกว่า อยู่ที่ 4,136 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.9 บาทต่อลิตรเท่านั้น

ทั้งนี้ ไทยออยล์มีการจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือนก่อนเดือนที่จะใช้ผลิต ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันทางบัญชีในไตรมาส 1/2569 เป็นต้นทุนที่ยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงความขัดแย้งอย่างเต็มที่ รวมทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการจัดหาน้ำมันดิบ กำไรจากสต็อกน้ำมันดังกล่าวเป็นรายการชั่วคราว และอาจพลิกเป็นขาดทุนจากสต็อกน้ำมันได้ในอนาคต ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลงจากสถานการณ์ความตึงเครียดเริ่มผ่อนคลาย ทำให้บริษัทมีด้านความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป

ซีอีโอของ TOP ประเมินว่า ในไตรมาส 2/2569 ค่าการกลั่นจะทยอยปรับลดลง คาดว่าจะอยู่ที่ 2.6 บาทต่อลิตร จากค่าการกลั่น(รวมกำไรจากสต๊อกน้ำมัน) ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 7.6 บาทต่อลิตร ส่วนไตรมาส 3/2569 คาดว่าค่าการกลั่นจะติดลบ 2.3 บาทต่อลิตร และไตรมาส 4/2569 จะอยู่ที่ 0.0 บาทต่อลิตร เฉลี่ยทั้งปี 2569 คาดว่าค่าการกลั่นจะอยู่ที่ 2.0 บาทต่อลิตร หากภาครัฐจำเป็นต้องลดค่ากลั่นอีกไทยออยล์ก็พร้อมให้ความร่วมมือ แต่หากค่ากลั่นปรับลดหรือติดลบ ไทยออยล์จะขอค่ากลั่นที่ลดลงไปก่อนหน้านี้คืน

กล่าวโดยสรุปแล้ว ไม่ว่าผู้บริหาร TOP ออกมาตีหน้าเศร้าเล่าความจริงทั้งหมดหรือไม่ในเรื่อง “ต้นทุน Crude Premium (ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ) พุ่งสูงขึ้น 25 เท่า” หรือค่าระวางเรือที่แพงระยับ แต่ “บรรทัดสุดท้าย” ของงบการเงินก็ยังฟันกำไรไปเกือบ 2 หมื่นล้าน

ตัวเลขกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท หรือพุ่งขึ้น 456% ของ TOP คือบทพิสูจน์ชั้นดีของคำว่า  “ลาภลอย” โดยจะพบว่ามี Stock Gain (กำไรสต็อกน้ำมัน) สูงถึง 22,557 ล้านบาท หรือสุทธิอยู่ที่ 16,746 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นกว่า 85% ของกำไรทั้งหมด และในไตรมาสนี้ ค่าการกลั่นของ TOP พุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ 14.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือประมาณ 2.5 - 3 บาทต่อลิตร สวนทางกับที่ TOP บอกว่าได้อยู่ที่ 0.9 บาทต่อลิตรเท่านั้น

 ไออาร์พีซี เทิร์นอะราวด์ กำไรพุ่ง1,400%! 

สำหรับผลประกอบการของ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ในไตรมาส 1/2569 เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญที่ตอกย้ำภาพความมั่งคั่งของกลุ่มทุนพลังงานท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพของประชาชน

 นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ IRPC เปิดเผยว่า ผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 67,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น และมี Market GIM อยู่ที่ 7,902 ล้านบาท หรือ 13.21 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากไตรมาส 4/2568 โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 7,889 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 1,206 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 574 ล้านบาท

ผลประกอบการของ IRPC นี่คือการเทิร์นอะราวด์แบบก้าวกระโดดจากสภาวะขาดทุนอย่างหนักสู่กำไรมหาศาลชั่วพริบตา จากการขาดทุนสุทธิ 574 ล้านบาทใน Q4/2568 สู่กำไรสุทธิ 7,889 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2569 เท่ากับว่ากำไรพุ่งขึ้นถึง 1,474.4% ภายในเวลาเพียง 3 เดือน และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) จากการขาดทุนสุทธิ 1,206 ล้านบาทใน Q1/2568 สู่กำไร 7,889 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2569 เท่ากับว่าพุ่งขึ้นถึง 754% เลยทีเดียว

ถามว่า กำไรที่โตกว่าพันเปอร์เซ็นต์นี้มาจากไหน?

คำตอบคือ กำไรครั้งนี้ IRPC รับรู้ “กำไรจากสต็อกน้ำมัน” (Stock Gain) สูงถึง 9,843 ล้านบาท (หรือประมาณ 16.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) และส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ค่าการกลั่นพุ่งแรง หนุนให้ ส่วนต่างกำไร (Market GIM) รวมอยู่ที่ 7,902 ล้านบาท และหักกลบลบหนี้ทางบัญชี ค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งหมด คิดสะระตะแล้วเหลือกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,889 ล้านบาท

 SPRC ไม่น้อยหน้า พุ่งก้าวกระโดด 

หาก TOP คือพี่ใหญ่ทำกำไรยืนหนึ่ง และ IRPC คือ “ราชาแห่งการเทิร์นอะราวด์” ผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 ของ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนนิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC คือ “พยานหลักฐานชิ้นสำคัญ” ที่ฟ้องว่าโครงสร้างราคาน้ำมันไทยเอื้อต่อกลุ่มทุน

SPRC เรียกได้ว่าเป็น “Pure Play” หรือโรงกลั่นน้ำมันเกือบ 100% แม้จะมีการควบรวมธุรกิจค้าปลีกน้ำมันจากเชฟรอนเข้ามาเสริมทัพแล้วก็ตาม โดยตัวเลขกำไรสุทธิ 3,854 ล้านบาท ใน Q1/2569 ของ SPRC หากเทียบกับปีก่อนหน้าที่หลายโรงกลั่นยังลูกผีลูกคน ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด

แน่นอนว่า ปัจจัยหนุน “กำไรกระฉูด” มาจาก Market GRM (ค่าการกลั่นทางตลาด) โดย SPRC ได้รับประโยชน์เต็มที่จากค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่พุ่งสูงในไตรมาส 1/2569 รวมทั้งกำไรจากสต็อกน้ำมันเฉกเช่นกัน

 PTTGC พลิกขาดทุนรุนแรงสู่กำไรงาม 

ตามมาโฟกัสยักษ์ใหญ่ปิโตรเคมี บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 จะเห็นภาพการโชว์สเตปพลิกจากขาดทุนมหาศาลกลับมามีกำไรระดับพันล้าน โดย PTTGC พลิกทำกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,232 ล้านบาท พุ่งขึ้น 226% (YoY) และเป็นการพลิกฟื้นอย่างรุนแรงจากไตรมาส 4/2568 ที่เคยขาดทุนยับเยินถึง 5,500 ล้านบาท ส่วนรายได้รวม ทะยานเฉียด 1.5 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้น 59% QoQ) และ Adjusted EBITDA พุ่งกระฉูดไปที่ 14,846 ล้านบาท หรือโตกว่า 200% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) สะท้อนว่าเงินสดในมือไหลมาเทมาแบบไม่หยุดหย่อน

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ PTTGC ฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้?

คำตอบคือ ลาภลอยจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) เช่นเดียวกับโรงกลั่นอื่น PTTGC ได้อานิสงส์จากวิกฤตตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซที่ดันราคาน้ำมันโลกให้พุ่งสูง ทำให้สต็อกน้ำมันในคลังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมหาศาล กลายเป็นกำไรทางบัญชีที่กินเปล่า บวกกับ PTTGC มีการรับรู้กำไรพิเศษจากการขายหุ้นในบริษัท ไทยแท้งค์เทอร์มินัล (TTT) เข้ามาเสริมทัพ ทำให้งบดูดีขึ้นทันตาเห็น

นอกจากนั้น หลังผ่านพ้นช่วงปิดซ่อมบำรุงใหญ่ในไตรมาสก่อน (Shutdown กว่า 50 วัน) ไตรมาสนี้โรงกลั่นกลับมาเดินเครื่องเต็ม 103% ขยี้มาร์จิ้นกันให้เต็มคราบในจังหวะที่ค่าการกลั่น (GRM) และสเปรดปิโตรเคมีเริ่มเงยหัวขึ้น

หากจะบอกว่า กำไร 3,232 ล้านบาทนี้ คือความสำเร็จของ PTTGC แต่คือความล้มเหลวของรัฐบาลในการกำกับดูแลส่วนต่างกำไรที่เกินควร (Windfall Profit) ในช่วงวิกฤตก็คงไม่ผิดนัก

 บางจาก ภาพลักษณ์แสนดี VS กำไรแสนโหด 

หันมาวิเคราะห์ผลประกอบการของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ในไตรมาส 1/2569 ต้องบอกว่านี่คือภาพสะท้อนของยักษ์ใหญ่พลังงานที่โชว์กำไรระดับนิวไฮ บ่งบอกถึงความย้อนแย้งระหว่าง “ภาพลักษณ์ที่แสนดี” กับ “ตัวเลขกำไรที่แสนโหด”

บางจาก โชว์ตัวเลขกำไรสุทธิ 6,144 ล้านบาท (พุ่งขึ้นกว่า 180% YoY) คือผลลัพธ์จากการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ในการควบรวมกิจการเอสโซ่ (ประเทศไทย) ทำให้ปัจจุบัน BCP กลายเป็นโรงกลั่นที่มีกำลังการผลิตสูงสุดในประเทศ ราว 2.9 แสนบาร์เรลต่อวัน การที่รัฐบาลปล่อยให้เกิดการควบรวมนี้โดยไม่มีมาตรการคุมเข้มเรื่อง “เพดานค่าการกลั่น” คือการเปิดประตูให้ BCP ตักตวงกำไรจากส่วนต่างราคาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในจังหวะที่น้ำมันแพงหูฉี่

ขณะที่รายได้รวมที่พุ่งทะลุ 1.5 แสนล้านบาท ในไตรมาสเดียว มาจาก “กำไรสต็อกน้ำมัน” และการบริหารจัดการน้ำมันดิบที่ได้เปรียบหลังการควบรวม และเมื่อค่ากลั่นในเดือนเม.ย. 2569 พุ่งสูงขึ้น บางช่วงสูงถึง 17 บาทต่อลิตร BCP ได้รับอานิสงส์นี้เต็ม ๆ ทั้งจากโรงกลั่นพระโขนงและโรงกลั่นศรีราชา (อดีตเอสโซ่) นี่คือดอกผลความสำเร็จของการ “ควบรวม” ธุรกิจโรงกลั่น

BCP ยังได้กำไรจากธุรกิจต้นน้ำในนอร์เวย์ (OKEA) ที่พุ่งสูงตามราคาน้ำมันโลก ยิ่งตอกย้ำว่า BCP ไม่ใช่แค่ปั๊มทางเลือกอีกต่อไป แต่คือกลุ่มทุนข้ามชาติที่ใช้โครงสร้างราคาในประเทศเป็นฐานการทำกำไรที่มั่นคงที่สุด

 OR ยังรุ่ง - PTG กลืนเลือด 
ขณะที่ธุรกิจต้นน้ำอย่างโรงกลั่นมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่สำหรับปลายน้ำอย่างปั๊มน้ำมันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ในสมรภูมิตลาดน้ำมันค้าปลีกไตรมาส 1/2569 ภาพความต่างระหว่างยักษ์ใหญ่อย่าง OR และผู้ท้าชิงเบอร์สองอย่าง PTG เป็นบทเรียนราคาแพงที่บ่งชี้ว่า “สายป่าน” และ “โครงสร้างธุรกิจ” คือตัวตัดสินความเป็นความตายในวันที่รัฐบาลใช้มาตรการ "ยาแรง" ตรึงราคาพลังงานจนบิดเบี้ยว

รายงานผลการดำเนินงาน Q1/2569 ของ OR และ PTG ในตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึงบทวิเคราะห์หลักทรัพย์กสิกรไทย และ KGI ในเดือนพฤษภาคม 2569 แสดงให้เห็นว่า บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR ทำกำไรสุทธิ อยู่ที่ 2,415 ล้านบาท (ลดลง 44.9% YoY) ส่วน บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี หรือ PTG ขาดทุนสุทธิ 205 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า Q1/2568 ที่มีกำไรสุทธิ 278 ล้านบาท และเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า Q4/2568 กำไรสุทธิ 511 ล้านบาท

สาเหตุหลัก OR ขาดทุนจากเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันถึง 2,434 ล้านบาท จากความผันผวนของตลาดโลก แต่ OR ได้เปรียบเพราะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ปตท. ที่มีโรงกลั่นในมือ ทำให้การบริหารจัดการต้นทุนน้ำมันทำได้คล่องตัวกว่า แต่ถึงอย่างนั้น "ค่าการตลาด" ที่ลดลงลิตรละ 0.28 บาท ก็เกือบจะลากกำไรให้จมดิน หากไม่ได้ยอดขายกาแฟ 112 ล้านแก้ว มาช่วยพยุงไว้

สำหรับ PTG มีสถานะเป็น “ผู้ซื้อน้ำมันมาขายไป” (Jobber) เมื่อรัฐบาลสั่งตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 29.94 - 30.94 บาท ในขณะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่นจึงพุ่งแรง แต่ราคาขายปลีกถูกล็อคตาย ทำให้ค่าการตลาดของ PTG ลดลงถึง 20% เหลือเพียง 1.29 บาท/ลิตร เป็นระดับที่แทบไม่พอกับค่าดำเนินการปั๊ม

ขณะเดียวกัน PTG ซึ่งไม่มีโรงกลั่นของตัวเอง ต้องซื้อน้ำมันสต็อกไว้ล่วงหน้า เมื่อราคาหน้าโรงกลั่นขยับขึ้นรายวันแต่ขยับราคาขายปลีกตามไม่ได้ทันที จึงเกิดสภาวะ “เข้าเนื้อ” ทุกลิตรที่ขาย บวกกับการเร่งขยายสาขาปั๊มและร้านกาแฟพันธุ์ไทยอย่างหนักในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้มีค่าเสื่อมและดอกเบี้ยจ่ายสูง เมื่อธุรกิจน้ำมันซึ่งเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ถูกตัดมาร์จิ้น กำไรที่เหลือจึงไม่พอครอบคลุมค่าใช้จ่ายคงที่

 ผลประกอบการของ PTG ที่ออกมาขาดทุน ทำให้คำถามต่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ซึ่งอดีตเคยเป็นผู้ก่อตั้ง PTG ที่ว่ามีนอกมีในได้อานิสงส์จากการปรับขึ้นราคาน้ำมันและข่าวคราวโยงใยไอ้โม่งสต็อกน้ำมันหรือไม่ อย่างไร เบาลงไป ดังที่เขาเคยบอกว่าให้รอดูผลที่ออกมาก่อนค่อยมาว่ากัน 

อย่างไรก็ดี ในขณะที่บริษัทพลังงานฟันกำไรรวมกันหลายหมื่นล้าน สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ ต้นเดือน พ.ค. 2569 กลับติดลบสะสมหนักกว่า 63,469 ล้านบาท และยังต้องแบกภาระชดเชยราคาดีเซลวันละกว่า 15 ล้านบาท

มิหนำซ้ำรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาท เพื่อพยุงเศรษฐกิจและแก้วิกฤตพลังงาน โดยไม่มีการ “รื้อโครงสร้างราคา” อย่างเป็นรูปธรรม แม้จะตั้งคณะทำงานเพื่อรื้อโครงสร้างราคาพลังงาน โดยตั้งกรอบเวลา 60 วัน ก็ดูจะเป็น "ซื้อเวลา" เสียมากกว่าจะทำจริง

 กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถาม ว่าผลประกอบการไตรมาสแรกในปีนี้ของไทยออยล์ สูงถึง 19,481 ล้านบาท เป็นอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น 456% หรือ 4.56เท่า เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปี 2568 นี่คือข้อเท็จจริงที่สะท้อนกำไรสต็อกนํ้ามัน และค่าการกลั่นที่สูงมากต่อเนื่อง …. คำถามต่อรัฐบาลคือ ที่ได้ตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ไปศึกษาวิธีการกำหนดราคาที่เป็นธรรมนั้น สรุปจะแก้อย่างไร หรือไม่ เมื่อไหร่? หรือเพียงใช้ราคาน้ำมันแพง เป็นข้ออ้างในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน มาเยียวยาประชาชน?

ตราบใดที่ “รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล การละคร” ยังไม่กล้าคุมเพดานค่าการกลั่น ไม่ยอมรื้อโครงสร้างภาษีซ้ำซ้อน ไม่เลิกราคาอ้างอิงสิงคโปร์ กำไรของบริษัทพลังงานจะยังคงบานฉ่ำบนวิกฤตของคนทั้งประเทศ

ส่วนค่าไฟฟ้าที่เวลานี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษ มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์  เป็นประธาน ศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหารื้อโครงสร้างสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเอกชน (PPA) ที่ล็อกกำไรระยะยาว โดยเฉพาะประเด็นค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment - AP) และค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Payment - EP) เพื่อแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพง ลดภาระค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนภาคธุรกิจนั้น

 ต้องรอติดตามว่าจะเป็นหนังม้วนเดียวกับการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันที่ “พูดแล้ว(ยังไม่)ทำ” หรือไม่.