"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
ในการเมืองไทยร่วมสมัย มีคำตอบรูปแบบหนึ่งที่ผู้ครองอำนาจพึงพอใจเป็นพิเศษ คำตอบเหล่านี้มิได้ปฏิเสธคำถามอย่างตรงไปตรงมา หากเลือกที่จะกลืนคำถามเข้าไปในความคลุมเครือของกระบวนการ มันคือคำตอบประเภท ต้องเริ่มใหม่ ต้องรอรัฐสภา ต้องตามคำวินิจฉัย และ ไม่ทราบ
คำเหล่านี้ฟังดูเป็นการเคารพหลักการ ฟังดูถ่อมตัว ฟังดูเป็นวิชาการกระทั่ง แต่เมื่อถอดเปลือกชั้นภาษาทางการของมันออก สิ่งที่เผยตัวคือยุทธศาสตร์ของการถ่วงเวลา ที่ออกแบบมาเพื่อให้ความเปลี่ยนแปลงไม่เคยเกิดขึ้นในจังหวะที่ประชาชนต้องการ
คำให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือกรณีศึกษาที่สะท้อนวิธีคิดเช่นนี้ การยืนยันว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ต้องนับหนึ่งใหม่ ในรัฐสภาชุดปัจจุบัน การไม่ยอมรับร่างที่ค้างมาจากสภาชุดก่อน การปัดให้กระบวนการเป็น เรื่องของรัฐสภา มิใช่ของรัฐบาล การอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นโล่กำบัง และที่สำคัญที่สุดคือคำว่า ไม่ทราบ เมื่อถูกถามถึงความเร็ว ทั้งหมดนี้มิใช่คำตอบที่บังเอิญ หากคือถ้อยแถลงทางการเมืองที่เผยให้เห็นธาตุแท้ของชนชั้นนำไทยร่วมสมัยอย่างเปลือยเปล่ายิ่งกว่าครั้งใด
ในวรรณกรรมรัฐศาสตร์คลาสสิก มาคิอาเวลลี (Machiavelli) เคยตั้งข้อสังเกตว่าผู้ปกครองที่ฉลาดมิใช่ผู้ที่แข็งกร้าวที่สุด หากเป็นผู้ที่เข้าใจจังหวะของสถานการณ์ดีที่สุด คือรู้ว่าเมื่อใดควรเร่ง เมื่อใดควรถ่วง และเมื่อใดควรปล่อยให้ปัญหาคลี่คลายตัวมันเอง การปกครองในความหมายของมาคิอาเวลลีจึงไม่ใช่ศาสตร์ของการตัดสินใจ หากเป็นศิลปะของการครอบครองเวลา
ในแง่นี้ คำตอบ “ไม่ทราบ” ของผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในฝ่ายบริหาร เมื่อถูกถามถึงระยะเวลาของกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ความไม่รู้ในเชิงข้อเท็จจริง หากเป็นการประกาศโดยนัยว่าเวลาเป็นทรัพยากรที่อยู่ในมือผู้ปกครอง มิใช่ของประชาชน
ในสนามการเมือง เวลามิใช่ทรัพยากรกลางที่ทุกฝ่ายเข้าถึงเท่าเทียมกัน หากคือ ทุนเชิงเวลาที่ถูกครอบครองอย่างไม่สมมาตร ผู้ที่ครอบครองเครื่องมือของรัฐสามารถยืดกระบวนการให้ยาวเท่าที่ตนต้องการ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามและประชาชนต้องดำเนินชีวิตในความเร่งรีบของวันต่อวัน คำสั่งให้นับหนึ่งใหม่ คือการรีเซ็ตนาฬิกาทางการเมืองเพื่อให้ชนชั้นนำซื้อเวลาเพิ่มเติม โดยที่ราคาของการซื้อเวลาดังกล่าวมิได้ตกอยู่กับผู้ซื้อ หากตกอยู่กับสังคมทั้งสังคมที่ต้องอยู่ภายใต้กติกาที่หมดอายุไปนานแล้ว
ในแง่นี้ การถ่วงเวลาในทางการเมืองคือความรุนแรงที่สวมเสื้อคลุมของกระบวนการ มันบดขยี้โดยไม่ทิ้งแผล แต่ทิ้งความเหนื่อยล้าที่ลึกกว่ารอยฟกช้ำใด
ที่ลึกยิ่งกว่านั้น คืออำนาจที่ทำงานผ่านการกำหนดสิ่งที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ในจินตนาการของสังคม เมื่อผู้นำกล่าวว่า ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด ราวกับว่านี่คือข้อจำกัดเชิงเทคนิคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความสามารถของประชาชนในการตั้งคำถามว่า ทำไมต้องเริ่มใหม่ จึงค่อย ๆ ถูกบีบให้แคบลง การเลือกใช้ภาษาของกระบวนการเพื่อตอบคำถามทางการเมือง คือการแปลงเรื่องของการตัดสินใจให้กลายเป็นเรื่องของขั้นตอน และในการแปลงนั้น ความรับผิดชอบทางการเมืองหายไปอย่างเงียบเชียบ
องค์ประกอบที่น่าตกใจที่สุดของคำให้สัมภาษณ์มิใช่การปฏิเสธร่างกฎหมาย หากคือการปฏิเสธ ๒๑ ล้านเสียงของประชามติเมื่อครั้งเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ด้วยเหตุผลว่ามันเป็นคนละส่วนกันกับรัฐบาลปัจจุบัน
ในระดับพื้นผิว ข้อโต้แย้งนี้ฟังดูเป็นเรื่องของหลักการแบ่งช่วงเวลาทางการเมือง แต่เมื่อพิจารณาในกรอบของทฤษฎีประชาธิปไตยเชิงเจตจำนง ข้อโต้แย้งดังกล่าวคือการทำลายฐานรากของความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยอย่างถึงราก เพราะหากเจตจำนงร่วมที่ประชาชนแสดงออกในประชามติสามารถถูกรีเซ็ต ด้วยเหตุผลเชิงเทคนิคของการเปลี่ยนรัฐบาล ก็ไม่มีการลงคะแนนเสียงครั้งใดที่จะมีน้ำหนักทางการเมืองข้ามรัฐบาลได้อีก
รุสโซเคยเขียนไว้ว่า “เจตจำนงทั่วไป” ของประชาชนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถถูกตัวแทนใดยกเลิกได้ เพราะตัวแทนได้รับอำนาจมาจากเจตจำนงนั้นเอง
ในสังคมไทยร่วมสมัย เรากำลังเห็นการกลับด้านอย่างประหลาด คือตัวแทนซึ่งได้รับอำนาจมาจากระบอบที่อ้างความชอบธรรมจากประชามติ ๒๑ ล้านเสียง กลับใช้ตำแหน่งของตนเพื่อปฏิเสธความผูกพันของประชามตินั้นเสียเอง การกระทำเช่นนี้ คือการแสดงออกของ การตัดสินใจในสภาวะยกเว้น หรือการที่ผู้มีอำนาจประกาศโดยพฤตินัยว่ากติกาปกติไม่ต้องบังคับใช้กับการตัดสินใจของตน
ปรากฏการณ์นี้ว่าการเปิดเผยของความเชื่อและตัวตนที่แท้จริงของนักการเมืองบ้านใหญ่ ที่ครั้งหนึ่งเคยซ่อนอยู่ใต้พิธีกรรมของประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง เมื่อมั่นใจมากพอ พวกเขาจะถอดหน้ากากของการเคารพเจตจำนงประชาชนออก และพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ประชามติของพวกท่านไม่ผูกพันพวกเรา
การพูดเช่นนี้มิใช่ความบังเอิญทางวาทศิลป์ หากคือการประกาศตัวตนของนักการเมืองบ้านใหญ่ที่ตระหนักว่าตนเองไม่จำเป็นต้องอำพรางอำนาจอีกต่อไป เพราะกลไกของรัฐ ของสภา ของศาล และของระเบียบการเมืองที่เอื้อต่อพวกเขา แข็งแกร่งพอที่จะรองรับการเปลือยเปล่าเช่นนั้นได้
เทคนิคทางวาทกรรมที่ปรากฏซ้ำ ๆ ในคำให้สัมภาษณ์คือการ ผลักภาระ ออกจากตัวรัฐบาลไปสู่รัฐสภา และจากรัฐสภาไปสู่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกลยุทธ์การปกครองแบบไม่มีใครรับผิดชอบ หรือสภาวะที่อำนาจกระจายตัวอยู่ในเครือข่ายของขั้นตอนและตำแหน่ง จนไม่มีใครรับผิดชอบในสิ่งที่ระบบทั้งระบบกระทำต่อพลเมือง
การที่ผู้นำสูงสุดของรัฐบาลกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นของรัฐสภา เกี่ยวกับเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของรัฐทั้งรัฐ คือการนำหลักการของการปกครองของไม่มีใครมาใช้เป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองอย่างจงใจ
สิ่งนี้ยังเป็นการหลบอยู่หลังกระบวนการ ซึ่งเป็นการใช้ความชอบธรรมเชิงเหตุผล-กฎหมาย เพื่อกลบเกลื่อนการตัดสินใจเชิงจุดยืนและอุดมการณ์ทางการเมือง เมื่อนายกรัฐมนตรีอ้างว่าตนต้องรอรัฐสภา ต้องรอศาล ต้องรอกระบวนการ
การอ้างนั้นในผิวหน้าฟังดูเป็นการเคารพหลักนิติรัฐ แต่ในสาระคือการหลบเลี่ยงคำถามทางการเมืองว่า ตัวท่านในฐานะผู้นำของฝ่ายบริหารและของพรรครัฐบาล สนับสนุนหรือคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเรียกร้อง ความเงียบในประเด็นนี้คือคำตอบที่ดังที่สุด เพราะมันบอกว่าผู้นำเลือกที่จะไม่นำในเรื่องที่สำคัญที่สุดของสมัยของตน
เหตุใดการแก้รัฐธรรมนูญจึงถูกถ่วงอย่างเป็นระบบเช่นนี้
คำตอบไม่อาจหยุดอยู่ที่ระดับของบุคคลหรือพรรค หากต้องลงลึกถึงโครงสร้างของผลประโยชน์ที่หล่อเลี้ยงชนชั้นนำไทยมาตลอดสามทศวรรษ พรรคการเมืองที่มีลักษณะอุปถัมภ์เข้มข้นนั้นพึ่งพิงทรัพยากรรัฐในแบบที่เฉพาะตัว ตำแหน่งทางการเมือง สัมปทาน โครงการงบประมาณ และอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้าย ล้วนเป็นกระแสเงินสดที่หล่อเลี้ยงเครือข่ายของหัวคะแนน ผู้สนับสนุน และผู้ลงคะแนนตามฐานบ้านใหญ่ การออกแบบรัฐธรรมนูญที่ลดอำนาจของศูนย์กลาง กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น และเพิ่มกลไกตรวจสอบของพลเมือง คือภัยคุกคามต่อระบบนิเวศทั้งหมดของพวกเขา
*กล่าวได้ว่า ระเบียบการเมืองในรูปแบบที่ความมั่นคงของสังคมตั้งอยู่บนการแลกเปลี่ยนระหว่างชนชั้นนำที่ตกลงกันว่าจะแบ่งผลประโยชน์อย่างไรในระบบปิดเปลี่ยนไปสู่ระบบเปิดซึ่งกฎกติกาเปิดให้ผู้เล่นใหม่เข้ามาแข่งขันได้อย่างเสรี เป็นการเปลี่ยนที่ชนชั้นนำเดิมต่อต้านอย่างถึงที่สุด เพราะมันคุกคามทั้งทรัพย์สิน อำนาจ และที่สำคัญที่สุดคือพันธสัญญาส่วนตัว ที่ผูกโยงชนชั้นนำกลุ่มต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน รัฐธรรมนูญที่ประชาชนต้องการนั้น คือการเปิดประตูของระเบียบให้ผู้เล่นใหม่เข้ามา ซึ่งเป็นสิ่งที่เครือข่ายอำนาจปัจจุบันจะป้องกันด้วยทุกเครื่องมือที่มี
เมื่อพิจารณาในกรอบนี้ คำว่า ห้ามแตะต้องหมวดสำคัญ จึงไม่ใช่หลักการทางกฎหมาย หากเป็นการประกาศโดยนัยว่าแกนของอำนาจที่หล่อเลี้ยงชนชั้นนำต้องไม่ถูกท้าทาย หมวด ๑ และหมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญในปัจจุบันมิใช่เพียงข้อความทางกฎหมาย หากคือสัญลักษณ์ของระเบียบทั้งระเบียบที่ค้ำจุนระบบการแบ่งผลประโยชน์ของชนชั้นนำในรอบสี่ทศวรรษ การปกป้องหมวดเหล่านี้ในนามของความศักดิ์สิทธิ์ทางวัฒนธรรม คือการนำภาษาของศาสนา ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ มาคลุมทับเสาหินของระเบียบทางอำนาจที่ในเชิงสาระเป็นเรื่องของวัตถุและผลประโยชน์ล้วน ๆ
ในจุดนี้ คำถามที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ แล้วประชาชนควรทำอย่างไร เมื่อชนชั้นนำตั้งใจถ่วงเวลาเช่นนี้
คำตอบที่อาจฟังดูสิ้นหวังคือ ไม่ทำอะไรเลยเพราะระบบไม่เปิดให้ทำได้อยู่แล้ว แต่ประวัติศาสตร์การเมืองโลกตั้งแต่ศตวรรษที่สิบเก้าเป็นต้นมาบอกเราอย่างชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญที่ดีในประเทศใดก็ตาม มิเคยเกิดขึ้นจากการประทานให้ของชนชั้นนำที่ใจดี หากเกิดจากการกดดันอย่างยาวนานของขบวนการพลเมืองที่ไม่ยอมแพ้
ใน เกาหลีใต้ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริงในปี ค.ศ. ๑๙๘๗ ใช้เวลาเกือบสามทศวรรษของการเรียกร้องที่หลายครั้งจบลงด้วยเลือดของนักศึกษาและกรรมกร
ใน แอฟริกาใต้ การสิ้นสุดของระบอบ apartheid ในปี ค.ศ. ๑๙๙๔ และการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่หลายฝ่ายถือว่าก้าวหน้าที่สุดในโลก ใช้เวลาเกือบครึ่งศตวรรษของการต่อสู้
ใน ชิลี การฉีกรัฐธรรมนูญสมัย Pinochet และการเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ในช่วงปี ค.ศ. ๒๐๑๙-๒๐๒๒ มิได้สำเร็จในรอบเดียว แต่ก็ได้สั่นคลอนเสาหินของระเบียบเก่าจนถึงรากแล้ว บ
ทเรียนร่วมของทั้งสามกรณีคือ ชนชั้นนำที่กลัวการกระจายอำนาจไม่เคยยอมจำนนเพราะถูกขอ พวกเขายอมจำนนเพียงเมื่อต้นทุนของการไม่ยอมสูงกว่าต้นทุนของการยอม ความหวังไม่ใช่ความเชื่อว่าประชาชนจะชนะในวันพรุ่งนี้ หากคือความตั้งใจที่จะไม่ยอมแพ้แม้ในวันที่ไม่เห็นชัยชนะ
การสู้ต่อในสภาวะที่ชนชั้นนำตั้งใจถ่วงเวลามิใช่การสู้ในแนวรบเดียว หากต้องคิดในเชิงยุทธศาสตร์ของหลายแนวรบที่เสริมกัน
แนวรบแรกคือแนวรบของความรู้และวาทกรรม เมื่อชนชั้นนำพยายามอำพรางการถ่วงเวลาด้วยภาษาของกระบวนการ หน้าที่ของปัญญาชนสาธารณะ ของสื่อ ของอาจารย์มหาวิทยาลัย ของนักเขียน และของพลเมืองที่มีปากเสียง คือการแปลภาษาเชิงเทคนิคของชนชั้นนำกลับเป็นภาษาเชิงการเมือง ให้ประชาชนเห็นว่าเบื้องหลังคำว่า ต้องรอ ต้องนับหนึ่งใหม่ ต้องตามคำวินิจฉัย คือทางเลือกทางการเมืองที่ผู้ครองอำนาจตัดสินใจ มิใช่ข้อจำกัดเชิงเทคนิคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แนวรบที่สองคือแนวรบของการจัดองค์กร เพราะเสียงที่ดังเพียงใดหากไม่มีองค์กรรองรับก็จะกลายเป็นเพียงเสียงสะท้อนในห้องเสียงสะท้อน ขบวนการพลเมืองที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ตั้งแต่ตูนิเซียถึงไอซ์แลนด์ ล้วนใช้รูปแบบเครือข่ายที่กระจายตัว มีผู้ประสานงานหลายจุด ไม่พึ่งพิงผู้นำเดี่ยว และเชื่อมโยงระหว่างคนรุ่นและภูมิภาคที่หลากหลาย รูปแบบเช่นนี้เป็นสิ่งที่ระบอบอุปถัมภ์โจมตีได้ยากที่สุด เพราะไม่มีหัวขบวนเดี่ยวที่จะถูกจับ ถูกซื้อ หรือถูกข่มขู่ให้ยอมจำนน
แนวรบที่สามคือแนวรบของเวลายาว ในการเมืองที่ชนชั้นนำใช้เวลาเป็นอาวุธ ประชาชนต้องเรียนรู้ที่จะใช้เวลาเป็นอาวุธเช่นกัน นั่นหมายถึงการสร้างความทรงจำทางการเมือง ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น การไม่ปล่อยให้คำสัญญาที่ผิดของชนชั้นนำลืมหายในวงรอบข่าวรายสัปดาห์ การบันทึก การวิจัย การเขียน การสอนในห้องเรียน การพูดในวงสนทนาในครัวเรือน
ทั้งหมดนี้คือการสะสมทุนทางการเมืองในรูปแบบทุนเชิงสัญลักษณ์ ที่จะออกดอกผลเมื่อจังหวะเปิดให้ออก รัฐธรรมนูญที่ดีของหลายประเทศไม่ได้เกิดจากชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งเดียว แต่จากการที่สังคมหนึ่ง ๆ ตกผลึกความรู้ทางการเมืองมาเป็นเวลายาวจนกระทั่งคนรุ่นใหม่เกิดมาในโลกที่คำถามทางการเมืองพื้นฐานได้ถูกตอบไว้แล้วในใจของพวกเขา
ในขณะที่ชนชั้นนำกำลังเล่นเกมของการถ่วงเวลาด้วยความมั่นใจ มีบางสิ่งกำลังก่อตัวอยู่ใต้ผิวของสังคมที่พวกเขามองไม่เห็น คนรุ่นใหม่ที่เกิดในยุคหลังการรัฐประหารปี ๒๕๔๙ และ ๒๕๕๗ กำลังก้าวเข้าสู่วัยแรงงานพร้อมกับโลกทัศน์ทางการเมืองที่ต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างถึงราก พวกเขามิได้เติบโตในยุคที่อำนาจของชนชั้นนำเป็นสิ่งที่ต้องเคารพโดยอัตโนมัติ พวกเขาเติบโตในยุคที่ความล้มเหลวซ้ำ ๆ ของระเบียบเก่าเป็นประสบการณ์รายวัน ในขณะเดียวกัน คนชั้นกลางและล่างที่กำลังกลายเป็นชนชั้นคับแค้นก็สะสมความผิดหวังในระดับโครงสร้างที่ลึกกว่ารอยร้าวทางการเมืองรอบใด
คำถามที่ชนชั้นนำลืมถามตัวเองคือ เมื่อความถ่วงเวลาทำให้ผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าหมดความเชื่อในกระบวนการปกติของการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่จะมาแทนนั้นใช่สิ่งที่พวกเขาควบคุมได้หรือไม่
นักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศส อเล็กซี เดอ ต็อกวีล (Alexis de Tocqueville) เคยตั้งข้อสังเกตเมื่อสองศตวรรษก่อนว่าการปฏิวัติฝรั่งเศสมิได้เกิดในจุดที่ระบอบเก่าโหดร้ายที่สุด หากเกิดในจุดที่ระบอบเก่าเริ่มปฏิรูปแต่ปฏิรูปไม่ทันใจประชาชน เพราะการปฏิรูปครึ่ง ๆ กลาง ๆ คือการปลดปล่อยความคาดหวังโดยไม่ยอมตอบสนอง และนั่นคือสูตรของการระเบิด
การถ่วงเวลาของชนชั้นนำไทยในปัจจุบันคือการเล่นไฟชนิดเดียวกัน คือการคลายความหวังออกพอให้ประชาชนยังเดินตามระบบ แต่ไม่คลายมากพอที่จะให้ความหวังนั้นเป็นจริง ดังนั้น ชนชั้นนำที่ฉลาดที่สุดในประวัติศาสตร์มิได้รักษาอำนาจด้วยการถ่วงเวลา หากด้วยการอ่านเวลาออกก่อนผู้อื่น และเปลี่ยนตัวเองก่อนถูกเปลี่ยน
คำว่า “ไม่ทราบ” ของผู้นำเมื่อถูกถามเรื่องเวลาในการแก้รัฐธรรมนูญ จะอยู่ในความทรงจำทางการเมืองของยุคสมัยนี้ในฐานะถ้อยแถลงที่เผยตัวตนของชนชั้นนำได้ตรงและซื่อที่สุดเท่าที่เคยมี มันคือคำสารภาพโดยไม่ตั้งใจว่าผู้พูดมิได้คิดว่าตนเองมีหน้าที่ต้องทราบ เพราะการรู้นั้นพ่วงมาด้วยความรับผิดชอบที่จะต้องลงมือ และการลงมือพ่วงมาด้วยความเสี่ยงต่อระเบียบที่หล่อเลี้ยงตำแหน่งของผู้พูดเอง
ในแง่นี้ คำว่า ไม่ทราบ จึงมีค่าทางการเมืองมากกว่าคำตอบที่ละเอียดและเฉียบคมใด เพราะมันบอกตรง ๆ ว่าผู้ครองอำนาจในขณะนี้เลือกที่จะไม่นำในประเด็นที่สำคัญที่สุดของวาระแห่งชาติ
ประวัติศาสตร์การเมืองโลกในรอบสองศตวรรษมีคำตอบเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือ ระบอบที่กดทับเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่ของตนเองนานพอ ในที่สุดจะพ่ายแพ้ต่อเจตจำนงนั้น
คำถามมิใช่ว่าพ่ายแพ้หรือไม่ แต่คือพ่ายแพ้อย่างไรและด้วยต้นทุนทางสังคมเท่าใด หากชนชั้นนำไทยร่วมสมัยเลือกที่จะใช้กลยุทธ์ของการถ่วงเวลาต่อไปโดยไม่อ่านสัญญาณของกาลเวลาให้ทัน ต้นทุนนั้นจะสูงทั้งสำหรับพวกเขาเองและสำหรับสังคมทั้งสังคม แต่หากประชาชนยืนหยัด เรียนรู้ จัดองค์กร และส่งต่อความหวังจากรุ่นสู่รุ่นโดยไม่ยอมจำนน วันที่นาฬิกาของพวกเขาจะดังขึ้นพร้อมกันในที่สุดก็จะมาถึง และในวันนั้น คำว่า ไม่ทราบ ของผู้นำในเช้าวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๙ จะกลายเป็นเพียงเชิงอรรถในประวัติศาสตร์ของยุคสมัยที่กำลังจะปิดฉาก


