xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

พระแท้ คนเก๊? ลอกคราบ 9 เซียน เปลือยความฉาวธุรกิจพระเครื่อง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -วงการพระเครื่องปรากฏความฉาวโฉ่อีกครั้ง กับเรื่องราวของเซียนพระชื่อดังอย่าง “นายโทนทอง สุขแก่น” หรือ “โทน บางแค” ที่อยู่ๆ ก็เปิดฉากท้ารบกับ “บิ๊กเต่า-พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว” รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยมีต้นสายปลายเหตุมาจากการไปกู้หนี้ยืมสิน“มาดามเก่ง” หรือ “นางสาวดรณ์ เทียนถาวรวงษ์”

โทน บางแค ไปเป็นหนี้สินมาดามเก่งได้อย่างไร

มาดามเก่งคือใคร ทำธุรกิจอะไร ทำไมถึงมีเงินให้ยืมหลักร้อยล้านพันล้านได้

รวมถึงคำถามสำคัญที่ว่า นอกจาก “โทน บางแค” แล้ว ยังมี “เซียนพระคนอื่นๆ” เข้าอีหรอบนี้สักกี่มากน้อย เพราะคงไม่ได้มีแค่ “9 เซียน” ตามที่ “บิ๊กเต่า” ออกมาเปิดให้เห็นอย่างแน่นอน

นี่คือความไม่ธรรมดาของวงการพระเครื่องไทยที่ ณ ปัจจุบัน มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละปีแตะระดับหมื่นล้าน และแวดล้อมไปด้วยผู้คนในทุกระดับตั้งแต่เจ้าสัว มหาเศรษฐี ไปจนถึงคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ

 โทน บางแค VS บิ๊กเต่า 

ฉากเปิดของคดีฉาวแห่งวงการพระเครื่องสู่สายตาของสาธารณชน เริ่มต้นจากการที่ “นายโทนทอง สุขแก่น” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โทน บางแค” เดินหน้าเข้าร้องเรียนต่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยอ้างว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ได้เรียกตนเองมาไกล่เกลี่ยหนี้สินด้วยพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับความเป็นนายตำรวจระดับสูง

รวมทั้งเดินทางไปที่สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด ขอให้ตรวจสอบพนักงานอัยการชื่อ “แหม่ม” ว่าเป็นอัยการจริงหรือไม่ เนื่องจากอยู่ในวงเจรจาเคลียร์หนี้สินกับเจ้าหนี้ในเวลาราชการ ซึ่งได้รับการเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า อัยการคนดังกล่าวคือ “ลูกพี่ลูกน้องของมาดามเก่ง”

จากนั้นก็นำเอกสารหลักฐาน เดินทางเข้าแจ้งความที่ สน.พหลโยธิน เพื่อให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ข้อหาข่มขู่กรรโชก รับจ้างทวงหนี้

ขณะที่ “บิ๊กเต่า” เองก็ออกมาปฏิเสธว่า เหตุที่เข้าไปเกี่ยวข้องก็เพราะ “โทน บางแค” เป็นคนนัดผ่าน “ป๋อง สุพรรณ” ที่รู้จักมักคุ้นกัน พร้อมเล่าเป็นฉากๆ ด้วยข้อมูลที่เปลือยขบวนการดังกล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี 68 ได้มีผู้เสียหายเข้ามาร้องขอความเป็นธรรมว่า ได้ถูกกลุ่มคนประมาณ 7 คน เจตนา ฉ้อโกงทรัพย์สินรวมความเสียหายพันกว่าล้าน ซึ่งหลังการสืบสวนก็ได้แจ้งข้อกล่าวหาไป 2 คน จนการสืบสวนล่วงเลยมาถึงต้นปี 69 และพบว่ามีนายโทน เข้ามาเกี่ยวกับการฉ้อโกงนี้ด้วย ดังนั้น จึงมีการสืบสวนในเรื่องของนายโทน จนพบพยานหลักฐานน่าเชื่อว่า แต่ละคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงรวมทั้งหมด 2 พันกว่าล้านบาท

นอกจากนี้ จากการสอบสวนพบว่ามีผู้กระทำผิดอีก 2 คน รวมแล้วเป็น 9 คน

นี่คือ “เบาะแสแรก” ที่ทำให้สังคมหูผึ่งเกี่ยวกับขบวนการฉ้อโกง ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า บรรดาผู้คนในวงการพระเครื่องคงอยู่ไม่เป็นสุข ไม่ว่าจะเป็นคนที่เคยซื้อขายระหว่างกัน ด้วยเกรงว่าเส้นเงินจะโยงใยมาถึง หรือคนที่เคยเช่ามาในราคาแพงๆ ด้วยไม่แน่ใจว่า พระที่นิมนต์ขึ้นคอหรือเก็บไว้ในตู้เซฟจะมีมูลค่าตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่

 โทน บางแค VS มาดามเก่ง 

ส่วน “เจ้าหนี้” ซึ่งเป็นคู่กรณีของ “โทน บางแค” คือ “ไฮโซเก่ง” หรือ “มาดามเก่ง” หรือ “ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์” จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า เธอเป็นผู้ก่อตั้ง Chi Villa & Spa Ayutthaya ซึ่งเป็นรีสอร์ท หรูในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมีความเชื่อมโยงกับ บริษัท เอ็ม.ซี.เอส. สตีล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตและส่งออกโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่าในปี 2564 มาดามเก่งเคยทำรายการซื้อ-ขายหุ้นบริษัทฯ และถือสิทธิออกเสียงสูงถึง 5.42% ขณะที่ปัจจุบันมาดามเก่ง ถือหุ้นอยู่ในบริษัทดังกล่าวอยู่ 2,400,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.50%

นอกเหนือจากธุรกิจส่วนตัว เธอยังเป็นที่รู้จักในฐานะไฮโซคนดังที่นิยมชมชอบสะสมแบรนด์เนม เช่น กระเป๋า Hermes รุ่นหายาก นาฬิกาแพงๆ อย่าง Patek Philippe หรือริชาร์ด มิลล์ ฯลฯ รถยนต์หรู รวมถึงพระเครื่อง ทำให้เป็นที่รู้จักของบรรดา “เซียนพระ” จำนวนไม่น้อย

มาดามเก่ง หรือ ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์

 นายโทนทอง สุขแก่น หรือ โทน บางแค
คำถามมีอยู่ว่า มาดามเก่งหรือไฮโซเก่งเข้าไปรู้จักมักจี่กับ “โทน บางแค” ได้อย่างไร

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้จัก “โทน บางแค” รู้จักกับ “มาดามเก่ง” ก็คือการที่เธอต้องการขาย “รถยนต์หรูยี่ห้อ Bentley” แต่ถูกกดราคา แล้วบังเอิญขณะนั้น “โทน บางแค” กำลังนั่งอยู่กับ “ตี๋ตื่น” เซียนพระรุ่นพี่ และกำลังปรึกษาเรื่องนี้กันอยู่

“ตี๋ตื่น” ทราบว่า “โทน บางแค” มีความสนใจในเรื่องรถหรู จึงแนะนำให้รู้จักพร้อมส่งสายโทรศัพท์ให้พูดคุยกัน

“โทน บางแค” เมื่อทราบว่าเป็น “มาดามเก่ง” ก็รีบอาสาช่วยเหลือทันที เนื่องจากรู้จักชื่อเสียงในวงการพระว่าเป็นคนใจถึงและกล้าลงทุน จากนั้นก็นัดเข้าไปดูรถและในที่สุดก็ตัดสินใจซื้อรถคันดังกล่าวในราคา 35 ล้านบาท โดยขอผ่อนชำระเป็นงวดๆ

นั่นคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ของทั้งสองคนที่สามารถใช้คำว่า เกิดขึ้นเพราะความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวตนของ “โทน บางแค” แม้เงื่อนไขในการผ่อนชำระจะแปลกประหลาดอยู่สักหน่อยเพราะจบดีลซื้อขายด้วยการจ่ายเช็ค 10 ใบ ใบละ 3.5 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขว่าหลังจากทำสัญญา อีก 10 เดือนถึงจะมีการจ่ายเงิน

ขณะที่เมื่อไล่เรียงข้อมูลจากการที่ “มาดามเก่ง” ส่งทนายเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ “โทน บางแค” เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่กองปราบปราม รวมทั้งข้อมูลที่มีการนำเสนอผ่านการให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมา ก็จะพบการทำธุรกรรมระหว่างกันอันเป็นที่มาของหนี้สินก้อนมหึมาที่น่าสนใจยิ่ง

กล่าวคือสืบเนื่องจากช่วงเดือนมิถุนายน 2565 โทน บางแคได้ขอซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม เพื่อจะนำไปขายต่อ ตามต่อด้วยการหยิบยืมเงิน 100 ล้านบาทเพื่อไปผลิตกล้องส่องพระโดยอ้างว่าจ้างบริษัทจากประเทศเยอรมนีผลิต จำนวน 1,000 ตัว เพื่อนำมาจำหน่ายในประเทศไทยราคาตัวละกว่า 10,000 บาท และจะจัดสรรให้มาดามเก่ง 300 ตัว ในราคาต้นทุนตัวละ 3,000 บาท ซึ่งการทำธุรกรรมมีสัญญาจดจำนองอย่างชัดเจน

ทว่า เมื่อเวลาผ่านไป มาดามเก่งไม่เคยได้รับกล้องตามที่ตกลง จึงทวงถาม ซึ่งโทน บางแคอ้างว่าสินค้าถูกขายไปเกือบหมด เหลือเพียง 100 ตัว หากต้องการต้องซื้อในราคาตัวละ 10,000 บาท ทำให้มาดามเก่งเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล

ในที่สุด มาดามเก่งก็ตัดสินใจทวงหนี้ และโทน บางแคก็ขอผ่อนชำระหนี้ด้วยการนำที่ดินจำนอง รวมทั้งจ่ายเช็ค โดยช่วงแรกสามารถขึ้นเงินได้ แต่ช่วงหลังกลับกลายเป็นเช็คเด้ง

ต่อมาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 ก็ตกลงที่จะทำทำหนังสือรับสภาพหนี้ พร้อมขอผ่อนชำระ 84 งวด งวดละ 5,760,000 บาท และนำพระเครื่อง 152 องค์ เป็นหลักทรัพย์ประกัน

ต่อมาวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 เซียนพระได้นัดหมายให้ “มาดามเก่ง” ไปที่บริษัทพระเครื่อง เพื่อทำบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญารับสภาพหนี้

ประเด็นที่น่าสนใจของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2569 มาดามเก่งได้นำพระเครื่องและที่ดินที่เซียนพระนำมาเป็นหลักประกันไปประเมินราคา ทำให้ทราบว่าราคาต่ำกว่าท้องตลาดเกือบเท่าตัว โดยเฉพาะพระเครื่อง

เช่นเดียวกับตึกที่ “โทน บางแค” นำมาค้ำประกันเมื่อตอนยืมเงิน 100 ล้านไปผลิตกล้องส่องพระ เพราะอ้างว่ามีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท แต่เมื่อนำไปประเมินภายหลังกลับพบว่าได้มูลค่าเพียง 60 ล้านบาท

นอกจากนี้ของแบรนด์เนม เช่น นาฬิกาหรูยี่ห้อริชาร์ด มิลล์ ก็พบว่าไม่ได้นำไปจำหน่ายตามที่กล่าวอ้าง หากกลับกลับนำไปใช้ส่วนตัวโดยพบเห็นว่า มีการสวมใส่อวดในโซเชียลมีเดีย

นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้ “มาดามเก่ง” ตัดสินใจแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีมูลค่าความเสียหายทั้งหมดประมาณ 300 ล้านบาท

“นายโทนทองก็ได้นำพระพุทธรูปที่สะสมจำนวน 152 องค์ โดยอ้างว่าหากเก็บไว้เก็งกำไรจะมีมูลค่า 400-500 ล้านบาท ต่อมาเมื่อขาดภาพคล่อง จึงนำพระทั้งหมดไปตีราคา และพบว่ามีมูลค่าเพียง 35-40 ล้านบาทเท่านั้น”มาดามเก่งกล่าว

ขณะที่ทางด้าน “โทน บางแค” เองก็ยอมรับว่า ตนเองมีหนี้สินกับ “มาดามเก่ง” จริงกว่า 800 ล้านบาท โดยจ่ายคืนไปแล้ว 500 ล้านบาท เหลืออีก 300 ล้านบาท ซึ่งการชำระมีสัญญายาวถึงปี 2573 และได้จ่ายล่วงหน้าไปจนถึงปี 2570 แล้ว

ทั้งนี้ ยอมรับว่าเคยมีเช็คเด้งในช่วงปี 2565 แต่เคลียร์จบไปหมดแล้ว พร้อมยืนยันว่าตึกที่ค้ำมีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท แต่ถูกประเมินราคาต่ำกว่าความเป็นจริง ส่วนรถ Bentley และของแบรนด์เนมทุกอย่าง ตนเองเป็นคนซื้อและผ่อนชำระเองทั้งหมด ไม่ได้หลอกลวงเอามาใช้ฟรีๆ

โดยเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม “โทน บางแค” ประกาศว่าจะไม่ขอให้สัมภาษณ์สื่ออีกจนกว่าจะพิสูจน์ตนเองจนบริสุทธิ์ โดยจะขอกลับไปทำมาหากินเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ต่อไป

 ต้อม นครสวรรค์

อั๋น โอกิ
 ลอกคราบ 9 เซียนกระดาษ 

อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่า คดีมาดามเก่งไม่ได้มีเฉพาะ “โทน บางแค” เท่านั้น หากยังเกี่ยวพันกับเซียนพระชื่อดังหลายคนตามที่ปรากฏข้อมูลในการเปิดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 พร้อมกับทนายความและเพื่อนสนิทในวงการพระเครื่องคือ “อุ๊ กรุงสยาม” หรือ “วัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์” ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

รวมทั้งจากข้อมูลของ “บิ๊กเต่า” ที่เปิดเผยเกี่ยวกับ “9 เซียนพระ” เอาไว้ว่า เป็นขบวนการหลอกขายพระ เช่น มีการนำพระมาขายให้เหยื่อ 50 ล้านบาท มีการจ่ายเงินสดเพื่อซื้อ เมื่อขายเสร็จกลุ่มขบวนการเซียนพระก็จะกล่อมว่าพระชุดนี้ขายได้อีก 60-70 ล้านบาท แล้วซักพักจะมีกลุ่มคนอีกกลุ่มเข้ามาซื้อพระชุดนี้ จะมีการขายพระชุดนี้ไปประมาณ 60 ล้านบาท แต่เป็นการจ่ายเช็ก ซึ่งเช็กจะจ่ายได้บางใบ โดยกลุ่มเซียนพระจะอ้างว่า ไม่มีเงินจ่าย และบอกว่าไม่มีเงินเนื่องจากเอาพระไปจำนำไว้

ด้วยความที่ผู้เสียหายกลัวว่าพระชุดดังกล่าวจะสูญไปกับการจำนำเพราะเซียนพระไม่มีเงินจ่ายแล้วถูกยึด เหยื่อเลยให้เงินไปไถ่เอาพระมาแล้วมาเก็บไว้ ซึ่งเงินที่เหยื่อให้เอาไปไถ่ก็เป็นมูลหนี้ที่เพิ่มขึ้นกับเงินเดิม ซึ่งกลุ่มเซียนพระก็จะเอาพระมาขายให้อีก 2 – 3 ชุด ซึ่งมีพฤติกรรมหลอกในลักษณะดังกล่าว

ที่ปรากฏรายชื่อชัดๆ จากปากของ “อุ๊ กรุงสยาม” ก็คือ “ต้อม นครสวรรค์” ซึ่งนอกจากจะเป็นหนี้มาดามเก่งแล้ว ยังเป็นหนี้ตัวเขาเองด้วย

จากการสืบค้นข้อมูล “ต้อม นครสวรรค์” คือผู้บริหารศูนย์พระเครื่องเอสซี พลาซ่า ซึ่งตั้งอยู่ชั้น 2 สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ ดังนั้น จึงจัดเป็นผู้กว้างขวางในแวดวงนี้

ทั้งนี้ เพจของเขาชื่อ “ต้อมนครสวรรค์ FC” ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักสะสมพระเครื่อง โดยเป็นเพจมีมีการเปิดประมูลพระเครื่องราคาตั้งแต่หลักสิบจนถึงหลักล้าน

ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2565 ที่เพจต้อม นครสวรรค์ FC เปิดประมูลเหรียญทองแดง หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ รุ่นแรก จบไป 22.5 ล้านบาท ท่ามกลางคนดู 2,200 กว่าคน

ถัดมาคือ “แดง” ก่อนหน้านี้ ชื่อของเขาปรากฏให้เห็นหลังจาก “สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย” ตั้งโต๊ะแถลงข่าวถอดถอนออกจาก “กรรมการรับและตัดสินประเภทพระเนื้อผง” และไม่ให้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งห้ามยุ่งเกี่ยวกับสมาคมฯ อีกต่อไป

ส่วนที่เหลือซึ่งมีการเผยรายชื่อออกมา ได้แก่ หนุ่ม,ยศ,เจน,อั้ม,ป้อและภรรยา

ด้าน “อั๋น โอกิ” นั้นเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นหนี้มาดามเก่งจริง แต่ทยอยใช้หนี้เกือบหมดแล้ว เหลืออีกแค่ประมาณ 20 ล้านเท่านั้น

ถึงตรงนี้ คงต้องบอกว่า เรื่องราวระหว่าง “โทน บางแค” และ “มาดามเก่ง” รวมถึงเซียนคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของยอดภูเขาน้ำแข็งที่บังเอิญโผล่ออกมาให้เห็นเท่านั้น เพราะเมื่อเจาะลึกลงไปในแวดวงธุรกิจพระเครื่องก็จะพบเรื่องราวที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์และการหักเหลี่ยมเฉือนคมที่ไม่ธรรมดาดังปรากฏเป็นข่าวให้เห็นเป็นระยะ

ที่สำคัญคือ ปฏิเสธไม่ได้ว่า พระเครื่องมีความโยงใยกับเม็ดเงินนอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ซึ่งนิยมใช้เป็นช่องทางในการ “ฟอกเงิน” เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ตรวจสอบมูลค่าที่แท้จริงได้ยากและไม่มีใบเสร็จ

จากการประเมินมูลค่าการซื้อขายพระเครื่องทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นพระเก่าและพระใหม่อาจสูงถึง “หลายหมื่นล้านบาทต่อปี” เลยทีเดียว

ดังนั้น คงต้องติดตามกันต่อไปว่า เรื่องราวฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้นจะสั่นสะเทือนวงการพระเครื่องหนักหนาสาหัสขนาดไหน รวมถึงบทสรุปสุดท้ายของคดีความจะลงเอยอย่างไร

แต่ที่แน่ๆ คือคงทำให้ “ตาสว่าง” กันบ้างไม่มากก็น้อย.