xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

สธ.ยุ่งเหยิง - บัตรทองรักษาทุกที่ “บัญชีเน่า” วิกฤต “รพ.ชายแดน” VS “เมดิคัล ฮับ” ปั๊มจีดีพี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -   “30บาท รักษาทุกที่” ภาคสองของ “30 บาท รักษาทุกโรค” หนึ่งในนโยบาย “เรือธง” ที่พรรคภูมิใจไทย ฉวยใช้เป็นอาวุธหนักทางการเมืองเพื่อช่วงชิงฐานเสียงจากพรรคเพื่อไทยผู้ทำคลอด กำลังออกอาการน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า “เรือธง” อาจกลายเป็น “เรือล่ม” ในอีกไม่นานจากปรากฏการณ์คล้ายแผลปริแตกเลือดไหลไม่หยุด งบไม่มา หมอลาออก โรงพยาบาลที่เข้าร่วมทยอยถอนตัว 

ล่าสุด  โรงพยาบาลบางนา 1 ประกาศเตรียมออกจากการเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิในระบบบัตรทอง หรือ 30 บาท รักษาทุกที่ และอีกแห่งคือ โรงพยาบาลมิตรประชา ประกาศยกเลิกการเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิ-ประจำ เพื่อเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลรับส่งต่อเท่านั้น โดยมีผลในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาการเบิกจ่ายเงินคืนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ล่าช้าและไม่ครบถ้วนจนโรงพยาบาลไม่สามารถแบกรับสภาวะขาดทุนได้อีกต่อไป

ปัญหาการค้างเงินของ สปสช. ที่จ่ายให้หน่วยบริการคือโรงพยาบาลคล้าย “โรคเรื้อรัง” รุมเร้า 30 บาท รักษาทุกโรค อยู่ก่อนหน้ามาออกอาการชัดเจนขึ้นหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปักหมุดเมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2563 ว่าจะพัฒนา 30 บาท รักษาทุกโรค เป็น 30 รักษาทุกที่ และเคลมว่า “30 บาทรักษาทุกที่ คือ อนุทิน ไม่ใช่ ชลน่าน (นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน อดีตรมว.สาธารณสุข)”

ไม่ว่าจะเป็นภูมิใจไทยหรือเพื่อไทย แต่ตอนนี้ 30 บาทรักษาทุกที่สร้างความปั่นป่วนโกลาหลให้กับโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นวงกว้าง เนื่องจากระบบการเบิกจ่ายจาก สปสช.สู่รพ.ล่าช้า ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้เกิดปัญหา “เงินค้างจ่าย” สะสมมหาศาล โรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเขตเมืองต้องรับภาระหนักจากผู้ป่วยข้ามเขตมาใช้บริการ หรือการไหลเข้าสู่ศูนย์กลาง ขณะที่งบประมาณเหมาจ่ายรายหัวถูกตัดยอดไปล่วงหน้าแล้ว เมื่อเงินมาช้าแต่ค่ายาและค่าบุคลากรต้องจ่ายทุกเดือน ผลคือ "สภาพคล่องติดลบ" เมื่อโรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง สิ่งที่ตามมาคือการลดค่ายา หรือใช้ยาเกรดรอง, การจำกัดจำนวนเคสผ่าตัดเพื่อคุมงบ, และวิกฤตภาระงานล้นมือของหมอพยาบาล ซึ่งสุดท้ายจะส่งผลต่อ "ความปลอดภัย" และ "คุณภาพการรักษา" ของผู้ป่วยโดยตรง

ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว  นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา กำลังเข้ามาตรวจสอบ คาดอีกสองเดือนจะได้ข้อสรุปเสนอต่อรัฐบาลเพื่อพัฒนาปรับปรุงระบบ การบริหารจัดการทางการเงินโรงพยาบาลต้องอยู่ได้ สภาพการณ์ตอนนี้เกิดความตึงเครียด บุคลากรก็ทำงานหนัก แต่ค่าตอบแทนไม่ได้ ก็จะเกิดภาวะสมองไหล

เพจเฟซบุ๊ก "หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า" ขมวดปมปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในระบบนี้ว่ามาจาก 1. ระบบ "รักษาไปก่อน เบิกได้ทีหลัง" งบบัตรทองกว่าสองแสนล้านต่อปี สปสช.เป็นผู้ถือเงินและกำหนดกติกาการจ่าย รพ.ต้องสำรองจ่ายค่าดูแลผู้ป่วย ค่ายา ค่าอุปกรณ์ไปก่อนแล้วนำไปเบิกย้อนหลัง ซึ่งมักพบปัญหาได้เงินช้า ได้ไม่ครบ และกติกาเรียกเงินคืนถูกเปลี่ยน

2. ระบบการเบิกจ่ายของ สปสช.ใช้วิธีคิดเป็นคะแนน (DRG/RW) ตามความยากง่ายของโรค แต่เมื่อกลางปีที่ผ่านมา สปสช.ได้ปรับลดอัตราจ่ายจาก 1 คะแนน = 8,350 บาท ลงเหลือเพียง 7,800 บาท โดยไม่แจ้งล่วงหน้า ซ้ำร้ายยังมีการ "เรียกเก็บเงินคืนย้อนหลัง" ในเคสที่รักษาเสร็จและจ่ายเงินไปแล้ว ส่งผลให้หลายโรงพยาบาลจู่ ๆ ก็กลายเป็นหนี้ สปสช. เช่น รพ.ศรีนครินทร์ ม.ขอนแก่น ที่ถูกเรียกเงินคืนสูงถึง 34 ล้านบาท

3. "กฎ 3%" ที่อยุติธรรม สปสช.มีกติกาในการสุ่มตรวจเวชระเบียน 3% ของผู้ป่วยทั้งหมด หากพบว่าแพทย์กรอกเอกสารผิดพลาดหรือตกหล่น จะทำการหักคะแนนเงินคืน แต่ความเลวร้ายคือ สปสช.จะนำสัดส่วนความผิดพลาดที่เจอใน 3% นี้ ไปคูณเหมาหักเงินกับคนไข้ที่เหลืออีก 97% ด้วย แม้จะไม่ได้เปิดตรวจเอกสารเลยก็ตาม ทำให้โรงพยาบาลสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้จากการรักษาจริงไปมหาศาล

"หมอม็อดฯ" ยังเล่าว่า จากรายงานล่าสุดในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 พบตัวเลขที่น่าตกใจว่ามีโรงพยาบาลรัฐถึง 326 แห่งที่มีเงินบำรุงติดลบ รวมมูลค่ากว่า 8,200 ล้านบาท ซึ่งวิกฤตทางการเงินนี้นำไปสู่ผลกระทบร้ายแรงสองด้านหลัก คือผลกระทบต่อบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องทำงานฟรี หรือรอค่าตอบแทนล่าช้านาน 6 เดือนถึง 1 ปี เนื่องจากโรงพยาบาลไม่มีเงินหมุนเวียน ส่งผลให้บุคลากรด่านหน้าเกิดความท้อแท้และมีแนวโน้มลาออกจากระบบมากขึ้น

อีกด้านคือผลกระทบต่อประชาชนผู้รับบริการ รพ.ต้องลดยา จากที่เคยจ่ายให้ครั้งละ 2-3 เดือน เหลือเพียง 1 สัปดาห์ ยานอกบัญชีหรือยาคุณภาพสูงบางชนิดเริ่มขาดแคลน การรักษาโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงถูกจำกัด เช่น คนไข้เส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น อาจเบิกทำได้แค่ 1 เส้น ต้องรอให้มีอาการหนักอีกครั้งจึงจะทำต่อได้ ผู้ป่วยต้องเดินทางไกลขึ้นเพื่อหาโรงพยาบาลที่ยังเปิดรับสิทธิ

วิกฤตครั้งนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการงบประมาณ 2 แสนล้านบาทของ สปสช. ว่ากำลังใช้คำว่า "ผลประโยชน์ของประชาชน" มาเป็นข้ออ้างในการผลักภาระให้โรงพยาบาลแบกรับจนถึงจุดแตกหักหรือไม่ หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่เพียงแต่บุคลากรทางการแพทย์ที่จะไหลออกจากระบบ แต่ท้ายที่สุดแล้ว "สิทธิรักษาฟรี" ของคนไทยกว่า 48 ล้านคน อาจหลงเหลือเพียงแค่ชื่อ เพราะจะไม่มีโรงพยาบาลใดที่มีศักยภาพและทุนทรัพย์เพียงพอที่จะเปิดประตูรับผู้ป่วยได้อีกต่อไป

 ความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่กำลังทำให้ระบบ "เลือดไหลไม่หยุด" จากการเปิดเผยของชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) และข้อมูลจากกองเศรษฐกิจสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ณ เดือนมกราคม 2569 โรงพยาบาลรัฐกว่า 463 แห่ง จากทั้งหมด 901 แห่ง หรือคิดเป็น 51% ของโรงพยาบาลทั้งระบบ ตกอยู่ในสภาวะ "เงินบำรุงติดลบ" โดยมีตัวเลขคาดการณ์ยอดขาดทุนสะสมรวมพุ่งสูงเกินกว่า 17,143 ล้านบาท นี่คือยอดหนี้สะสมที่ สปสช. ยังไม่สามารถบริหารจัดการให้สะท้อนต้นทุนจริงได้ ขณะที่ยอด "หนี้ค้างค่ายา" ที่โรงพยาบาลติดค้างบริษัทเวชภัณฑ์ทะยานไปถึง 60,000 ล้านบาท จนเริ่มมีสัญญาณจากอุตสาหกรรมยาว่าอาจต้องระงับการส่งยาหากยอดหนี้ยังไม่ได้รับการชำระ 

เมื่อเจาะลึกลงไปใน "ระดับวิกฤตทางการเงิน" สถานการณ์ในเวลานี้รุนแรงถึงขั้นที่มีโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ถึง 136 แห่ง ถูกจัดให้อยู่ใน  "วิกฤตระดับ 7"  ซึ่งเป็นระดับสูงสุด (สีแดงเข้ม) หมายถึงโรงพยาบาลที่มีกระแสเงินสดไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินงานเกิน 3 เดือน หากไม่ได้รับการอัดฉีดฉุกเฉิน โรงพยาบาลเหล่านี้แทบจะไม่สามารถจ่ายเงินเดือนบุคลากรหรือค่ายาได้ตามกำหนด ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในพื้นที่ห่างไกล แต่กำลังลามเข้าสู่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเขตเมืองที่ต้องรับภาระ "รักษาทุกที่" จนคนไข้ล้นทะลัก แต่เงินงบประมาณกลับไหลมาไม่ถึงด่านหน้า

ต้นตอของความพังทลายนี้มาจากตรรกะที่บิดเบี้ยวระหว่าง "งบปลายปิด" ของรัฐบาล กับ "บริการปลายเปิด" ที่ประชาชนได้รับ แม้บอร์ด สปสช. นำโดยเลขาธิการ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี จะการันตีค่าบริการผู้ป่วยใน ที่ 8,350 บาทต่อหัว สำหรับปีงบประมาณ 2569 แต่ในมุมมองของนักบริหารโรงพยาบาล ตัวเลขนี้คือ "ภาพลวงตา" พญ.ภาวิณี เอี่ยมจันทน์ ประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป และผู้อำนวยการโรงพยาบาลสระบุรี ชี้ให้เห็นว่าหลังจากหักลบเงินเดือนบุคลากรและค่าใช้จ่ายดำเนินการตามสูตรของ สปสช. แล้ว เงินที่เหลือถึงมือโรงพยาบาลจริงๆ อาจเหลือเพียง 3,505 บาทต่อหัว ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการรักษาจริงที่สูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อและค่านวัตกรรมทางการแพทย์กว่า 20%

หากรัฐบาลยังไม่ยอมรับว่า "30 บาทรักษาทุกที่" กำลังขาดทุนจนหมดตัว อาจเป็นฝันร้ายที่ทำให้โรงพยาบาลรัฐล้มละลาย ระบบล่มสลาย ไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของคนทั้งประเทศ

ทำไม " 30 บาท รักษาทุกที่" ถึงเป็นตัวเร่งการล่มสลาย? คำตอบคือ ในอดีตระบบ 30 บาทถูกออกแบบมาบนหลักการ "ใกล้บ้านใกล้ใจ" เพื่อให้เกิดการจัดการงบประมาณแบบกระจายตัว โรงพยาบาลจะรู้ยอดเงินในกระเป๋าที่แน่นอนจากจำนวนประชากรในพื้นที่ แต่เมื่อกลายเป็น "รักษาทุกที่" พฤติกรรมคนไข้เปลี่ยนไปทันที ทุกคนอยากวิ่งเข้าหาโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในเมือง หรือโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียง ส่งผลให้เกิดภาวะ "เงินรั่วไหลตามคนไข้"

ในขณะที่โรงพยาบาลต้นสังกัด (ตามทะเบียนบ้าน) ถูกหักเงินรายหัวไปแล้ว แต่เมื่อคนไข้ไปรักษาที่อื่น โรงพยาบาลปลายทางกลับต้องมานั่งลุ้น "เงินตามจ่าย" จาก สปสช. ที่มักจะจ่ายไม่ครบต้นทุนจริง หรือจ่ายล่าช้าด้วยกระบวนการตรวจสอบที่ซับซ้อน ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณไม่พอ แต่มันคือ "ความล้มเหลวของการจัดสรรทรัพยากรที่เดินตามหลังสิทธิที่เปิดกว้างเกินไป"

 หมอชายแดน หน้าด่านถูกลืมและภาระที่แบกไม่ไหว 

ท่ามกลางการถกเถียงปัญหาเรื่องงบประมาณในระบบ 30 บาท รักษาทุกที่ อย่างเข้มข้น หันไปมอง รพ.แนวชายแดน โดยเฉพาะฝั่งเมียนมา เช่น แม่สอด, อุ้มผาง, แม่สะเรียง ตกอยู่ในสภาพที่เลวร้ายยิ่งกว่า เรียกได้ว่า เผชิญกับ "ภาวะสงครามสาธารณสุข" กันเลยทีเดียว เนื่องจากการสู้รบในเมียนมาทำให้มีผู้อพยพและผู้บาดเจ็บทะลักข้ามฝั่ง โรงพยาบาลไทยต้องรักษาตามหลักมนุษยธรรม แต่กลุ่มนี้ "ไม่มีสิทธิการรักษาใดๆ" และไม่มีงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล ค่ารักษาพยาบาลของแรงงานข้ามชาติและผู้อพยพกลายเป็น "หนี้สูญ" ที่โรงพยาบาลต้องแบกเองปีละหลายร้อยล้านบาท โรงพยาบาลชายแดนไม่ได้ขาดแคลนแค่เรื่องเงินงบประมาณ แต่ยังขาดแคลนกำลังคน หมอจบใหม่มักทนแรงกดดันไม่ไหวจนเกิดปรากฏการณ์ "ลาออกยกแผง" ทิ้งให้ด่านหน้าอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ จนแทบไม่เหลือหมอและพยาบาลดูแลคนไทยในพื้นที่เอง

บุคคลผู้เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้อันโดดเดี่ยวของหมอชายแดน คงไม่มีใครเกิน นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ผู้ที่อยู่โยงเฝ้าด่านหน้ามานานกว่า 30 ปี

นายแพทย์วรวิทย์ สะท้อนภาพความจริงอันขมขื่นว่า ในพื้นที่อุ้มผางมีประชากรที่ไม่มีสัญชาติไทยมากกว่าคนไทยเสียอีก เมื่อคนเหล่านี้เจ็บป่วยด้วยโรคระบาดหรือบาดเจ็บจากการสู้รบ หมอชายแดนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก "ต้องรักษา" เพราะเชื้อโรคและลูกกระสุนไม่เคยข้ามพรมแดนมาพร้อมพาสปอร์ต ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ "หนี้สูญ" มหาศาล

นพ.วรวิทย์ นิยามสถานการณ์ในปี 2569 ว่าเป็น "วิกฤตที่หนักที่สุดในรอบ 35 ปี" เพราะงบประมาณจาก สปสช. ที่ได้รับเพียงปีละ 35 ล้านบาทนั้น "ไม่เคยพอ" แม้แต่จะจ่ายเงินเดือนบุคลากร อย่าว่าแต่จะเอาไปรักษาคนไข้ไร้สัญชาติที่ข้ามฝั่งมาด้วยภาวะฉุกเฉิน

ข้อมูลจากโรงพยาบาลอุ้มผาง ชี้ให้เห็นว่าในแต่ละปีมีค่ารักษาพยาบาลที่เบิกไม่ได้พุ่งสูงถึง 20-40 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมของโรงพยาบาลแถบชายแดนทั้งระบบมียอดหนี้สะสมแตะระดับพันล้านบาท นี่คือรูรั่วที่งบประมาณรายหัวของ สปสช. ไม่เคยเข้ามาอุด เพราะเงินเหล่านั้นจ่ายตามเลขบัตรประชาชน 13 หลักเท่านั้น

ภาพรวมหนี้สูญของรพ.ชายแดนทั้งประเทศ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,500 ล้านบาทต่อปี โดยที่กว่า 1,800 ล้านบาท กระจุกตัวอยู่ที่ชายแดนไทย-เมียนมา วิกฤตนี้ทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่การรัฐประหารในเมียนมาปี 2564 ภาระงานของหมอชายแดนเปลี่ยนจากไข้มาลาเรียมาเป็นบาดแผลจากทุ่นระเบิดและแรงระเบิด ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดถูกรีดเค้นจนถึงขีดสุด หมอและพยาบาลต้องทำงานภายใต้ภาวะความกดดันสูงและความขาดแคลนทุกมิติ ตั้งแต่เวชภัณฑ์พื้นฐานไปจนถึงเครื่องมือแพทย์ขั้นสูง ปรากฏการณ์ "หมอลาออก" ในพื้นที่ชายแดนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเงินเดือน แต่มันคือภาวะ "Burnout" จากการที่ต้องแบกความรับผิดชอบระดับชาติไว้บนไหล่เพียงลำพัง

ข้อเสนอที่ถูกผลักดันจากกลุ่มแพทย์ชนบทและนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข เพื่อแก้ปมนี้อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ คือ 1. ยกระดับงบประมาณชายแดนให้เป็น "งบความมั่นคงแห่งชาติ" หรือ "งบมนุษยธรรมระหว่างประเทศ" โดยรัฐบาลต้องจัดตั้งกองทุนเฉพาะกิจ เพื่อจ่ายชดเชยค่าบริการให้โรงพยาบาลชายแดนตามการรักษาจริง

2. สำหรับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ (HISSP) ของกระทรวงสาธารณสุข ต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณที่สะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น และควรมีกลไกให้แรงงานข้ามชาติเข้าถึงการซื้อประกันสุขภาพได้ง่ายและทั่วถึง เพื่อเปลี่ยน "ผู้รับการสงเคราะห์" ให้เป็น "ผู้ร่วมจ่าย" ในระบบประกันสุขภาพที่ยั่งยืน

และ 3. การทูตสาธารณสุขและความร่วมมือสากล รัฐบาลไทยต้องกล้าประกาศต่อประชาคมโลกว่าเรากำลังแบกรับภาระสาธารณสุขแทนภูมิภาค เพื่อดึงงบประมาณสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การอนามัยโลก (WHO) เข้ามาสนับสนุนศูนย์การแพทย์เฉพาะทางตามแนวชายแดน แทนที่จะปล่อยให้เป็นภาระของงบประมาณแผ่นดินไทยเพียงฝ่ายเดียว

 Medical Hub ปั๊มจีดีพีบนความเหลื่อมล้ำ  

ขณะที่ 30 บาทรักษาทุกที่ เข้าใกล้เส้นล่มสลาย และ รพ.ชายแดน อยู่ในสภาพสุดอนาถ ทว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทย กลับมุ่งมั่นปั้น “เมดิคัล ฮับ” รับเศรษฐีกระเป๋าหนัก โดยทุ่มงบลงทุนหลายหมื่นล้าน

นโยบาย "เมดิคัล ฮับ" ของรัฐบาลนายอนุทิน ในปี 2569 มาพร้อมกับยุทธศาสตร์เชิงรุกภายใต้รหัส "MOPH PLUS+" ของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ผู้นำเสนอนโยบายที่เน้น "Health for Wealth" เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

กระทรวงสาธารณสุข ที่พยายามจะเปลี่ยนโรงพยาบาลรัฐจาก "ตึกรักษาผู้ป่วย" ให้กลายเป็น "เครื่องจักรปั๊มรายได้" เข้าประเทศ แต่นี่คือเหรียญสองด้านที่ดึงดูดทั้งเม็ดเงินมหาศาลและผลกระทบที่สั่นคลอนรากฐานของระบบสาธารณสุขไทยไปพร้อมกัน

เป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขในปี 2569 คือการขยายการให้บริการ "พรีเมียมคลินิก" ให้ครอบคลุม โรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) ทั้งหมด 34 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันมีโรงพยาบาลในสังกัดที่เริ่มดำเนินการแล้วถึง 33 แห่ง รวมถึงคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการอีกกว่า 205 แห่ง รัฐบาลตั้งเป้าให้โรงพยาบาลรัฐเหล่านี้ดึงส่วนแบ่งการตลาดจากทั้งชาวต่างชาติและคนไทยที่มีกำลังซื้อสูง โดยวางเป้าหมายรายได้จากการบริการพรีเมียมไว้ที่ 10% ของรายได้ทั้งหมด เพื่อนำมา "อุดรอยรั่ว" และพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยอนาถา

ขณะเดียวกัน ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือนเมษายน 2569 ได้อนุมัติงบประมาณและกรอบการลงทุนรวมกว่า 23,000 ล้านบาท เพื่อสร้าง "จุดขาย" ใหม่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ คือ โครงการศูนย์สุขภาพอันดามัน (ภูเก็ต) วงเงินกว่า 6,431 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต ให้เป็นศูนย์ตติยภูมิรักษาโรคซับซ้อน รองรับนักท่องเที่ยวและคนพื้นที่อันดามัน และศูนย์นวัตกรรมทางการแพทย์ชั้นเลิศบูรพาทิศ (EEC) วงเงินกว่า 5,374 ล้านบาท เพื่ออัพเกรดโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา ให้เป็นศูนย์กลางการแพทย์ของเขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับแรงงานและชาวต่างชาติระดับผู้บริหาร

 การบูมนโนบายเมดิคัล ฮับ นำมาซึ่งข้อกังวลที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และชมรมแพทย์ชนบท ชี้ให้เห็นว่าในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีอาจารย์แพทย์จากโรงเรียนแพทย์ชั้นนำ เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ลาออกสู่ภาคเอกชนแล้วหลายสิบคน เพื่อไปรองรับเคสเมดิคัล ฮับ ซึ่งให้ค่าตอบแทนสูงกว่าหลายเท่า และเมดิคัล ฮับ เป็นตัวเร่งให้แพทย์ที่เก่งกระจุกอยู่ในศูนย์กลางพรีเมี่ยมเพื่อทำเงินทิ้งให้โรงพยาบาลชุมชนต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างหนัก 

ทั้งหลายทั้งปวงคือภาพความยุ่งเหยิงของระบบสาธารณสุขของไทย โดยมีเมดิคัล ฮับ มาเป็นตัวเร่ง ทั้งเร่งวิกฤต 30 บาทรักษาทุกที่ และเร่งทั้งโอกาสจะรวยไม่ไหวแล้วครับท่าน.