xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

เปิดศึกชิงเก้าอี้ “ผู้ว่าฯ กทม.” “ติ่งชัชชาติ” ปะทะ “ติ่งส้ม” “ติ่งลูกผสม” เทใจให้ “ใคร”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เห็นรายชื่อผู้ที่มีความประสงค์จะลงชิงชัยเก้าอี้ “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) ณ เวลานี้ ก็ต้องว่า “ตัวเต็ง” มีอยู่แค่เพียง 2 คนเท่านั้น

คนแรกคือ “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน ซึ่งลงสมัครในนามอิสระเช่นเคย
คนที่สองคือ “ดร.โจ-นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) ระบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน

ส่วนคนอื่นๆ เท่าที่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็น เจ๊ติ่ง-ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ,นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล , ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เป็นต้น สำรวจตรวจสอบแล้วคงยากที่จะฝ่าด่านเข้ามาได้

เหลือแต่เพียง “พรรคประชาธิปัตย์” เท่านั้น ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า “ใคร” คือตัวแทนของพรรค ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า เป็น “งานยาก” แม้เป้าหมายจะมีเพียงแค่ “การตรึงฐานเสียงกทม.”เอาไว้ เพื่อมิให้เพลี่ยงพล้ำต่อพรรคประชาชนมากไปกว่านี้ในห้วงยามที่ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับมารั้งเก้าอี้หัวหน้าพรรค

ก็ต้องรอดูว่า เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ เปิดตัวผู้สมัครออกมาแล้วจะ “ว้าว” หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์เคยแย้มออกมาว่าเป็นคนที่เคยทำงานร่วมกับพรรคมาก่อน แบบเรียกว่า “เฉียดพรรค” มานานแล้ว นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ต้องเป็นคนที่เปิดออกแล้วต้องรู้จัก

คำถามก็คือ อะไรคือปัจจัยที่จะนำไปสู่ชัยชนะของศึกการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้

กล่าวสำหรับผู้ว่าฯ ชัชชาตินั้น ถ้าเป็นสินค้าก็ต้องจัดอยู่ในหมวดหมู่ที่มี “รอยัลตี้สูง” จากประชาชนคนกรุงเทพฯ ซึ่งแม้ 4 ปีที่ผ่านมาจะมิได้มีผลงานที่โดดเด่นหรือให้จดจำสักเท่าไหร่ เป็นเพียงแค่ทำงาน “รูทีน” แต่ก็มิได้มีข้อเสียหายอะไร และกระแสตอบรับก็ยังคงเหนียวแน่น

ที่สำคัญคือนอกจาก “ฐานเสียงธรรมชาติ” แล้ว ผู้ว่าฯ ชัชชาติยังมี “ฐานเสียงทางการเมือง” ให้การสนับสนุนอีกต่างหาก โดยเฉพาะจาก “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

ส่วนเที่ยวนี้ ก็น่าจะเพิ่มเสียงจาก “ฝั่งอนุรักษ์นิยม” เพิ่มเข้าอีก เพื่อต่อสู้กับ “พรรคส้ม” ที่ทุ่มสรรพกำลังเพื่อการนี้เป็นพิเศษ

เพราะฉะนั้น จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่ 2 พรรคใหญ่ปีกรัฐบาลคือ พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย” จะประกาศตัวชัดเจนว่า จะไม่ส่งผู้สมัครของพรรคลงแข่งในสนามเลือกตั้งนี้

ในการลงชิงชัยเมื่อปี 2565 นายชัชชาติสร้างสถิติใหม่ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กวาดไปกว่า 1,386,215 คะแนน ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุดนับแต่ที่มีการเลือกตั้งมา

ทำลายสถิติที่ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ทำไว้จากการเลือกตั้งปี 2556 ด้วยคะแนนเสียง 1,256,349 คะแนน และก่อนหน้านี้ คือ นายสมัคร สุนทรเวช ที่ชนะการเลือกตั้งปี 2543 ด้วยคะแนนเสียง 1,016,096 คะแนน

อย่างไรก็ดี มีการคาดการณ์ว่า ในการเลือกตั้งเที่ยวนี้ คะแนนของนายชัชชาติน่าจะน้อยลงไปกว่าเดิมพอสมควร
กล่าวสำหรับ “นายชัยวัฒน์” ที่พรรคประชาชนเปิดตัวลงสมัครพร้อมกับแคมเปญ “กรุงเทพง่ายๆ” ว่ากันตามตรง มิได้เป็นที่รู้จักและโดดเด่นอะไรนัก จะใช้คำว่า “กระดูกคนละเบอร์” กับนายชัชชาติคงไม่ผิดจากความเป็นจริงเท่าใดนัก
ในวันเปิดตัวนายชัยวัฒน์ เห็นได้ชัดว่า พรรคประชาชนพยายามสร้างภาพลักษณ์ของเขาให้แลดูมีสตอรี่ในลักษณะเดียวกับนายชัชชาติ

เฟซบุ๊กทางการของพรรค บรรยายตัวตนของนายชัยวัฒน์เอาไว้ว่า

“อ. โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เกิดที่ย่านตลาดพลู ครอบครัวค้าขาย ในวัยเด็กต้องช่วยพ่อแม่หารายได้ด้วยการวิ่งขายของหน้าร้านสมใจนึก บางลำภู วิ่งหนีเทศกิจ นั่งรถเมล์ไปเรียนจนจบปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนทำงานก็ต้องนั่งรถเมล์ เรือด่วน บีทีเอส มอเตอร์ไซค์ รวม 4 ต่อเพื่อไปทำงาน จึงทราบดีว่าชีวิตกรุงเทพไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จริงมันยากและเหนื่อยมากสำหรับคนธรรมดาที่ไม่มีเงิน ไม่มีอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นคน 99% ของกรุงเทพฯ แต่ที่น่าตกใจก็คือ คนกรุงเทพดูจะชินชาและปรับตัว ทุกคนสู้ชีวิต อดทนทำงานหาเงิน เพื่อจะใช้ชีวิตในกรุงเทพ เป้าหมายคือยิ่งมีเงิน ชีวิตเราก็จะยิ่งง่ายขึ้น สบายขึ้น มั่นคงขึ้น เราเชื่อกันว่ากรุงเทพก็เป็นแบบนี้แหละ”

นายชัยวัฒน์จะทำได้สักกี่เสียง จะทำได้มากกว่าตัวแทนของพรรคประชาชนที่ลงสมัครในเที่ยวที่แล้วคือ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่ได้ 253,851 คะแนนหรือไม่ เป็นคำถามที่ยังคงต้องรอบทพิสูจน์กันต่อไป

และบทพิสูจน์ที่ว่านั้น ยังหมายรวมไปถึงคะแนนนิยมของพรรคในกรุงเทพฯ กับเก้าอี้ “ผู้ว่าฯ กทม.” ด้วย เพราะแม้ในสนามใหญ่คือ สส.พรรคส้มจะประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น แต่กับสนาม “ผู้ว่าฯ กทม.” ยังคงห่างไกลจากความเป็นจริง

ดังนั้น การเลือกตั้งเที่ยวนี้ พรรคส้มจึงต้องการพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในสนามผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้ง

ประเด็นของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่า คนกรุงเทพฯ ที่สนับสนุนนายชัชชาติกับพรรคประชาชนนั้น “ทับซ้อน” กันอยู่ในที

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของพรรคประชาชนคือทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้สนับสนุนพรรคในการเลือกตั้ง สส.หันมาเทคะแนนเสียงให้กับนายชัยวัฒน์

กล่าวสำหรับแคมเปญ “กรุงเทพง่ายๆ” ที่หยิบมาเป็นมอตโต้ในการหาเสียงแบ่งออกเป็น 4 เรื่องประกอบด้วย
1.เลี้ยงครอบครัวง่าย - ยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ขยายเวลาและช่วงวัยรับดูแล ให้พ่อแม่ทำงานได้อย่างมั่นใจ พร้อมพัฒนาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบ Day Care และจัด Caregiver ดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงถึงบ้าน
2.ค้าขายง่าย - เพิ่มพื้นที่ค้าขายถูกกฎหมาย ไม่ต้องจ่ายส่วย เปิดโอกาสสร้างรายได้ พัฒนาย่านท่องเที่ยวใหม่ร่วมกับชุมชน และยกระดับโรงเรียนฝึกอาชีพเป็นศูนย์ Reskill เชื่อมการฝึกงานกับการจ้างงานจริง
3.เดินทางง่าย - เชื่อมข้อมูลรถเมล์ รถไฟ เรือ ให้ดูเส้นทางและติดตามพิกัดแบบเรียลไทม์ เพิ่มเส้นทางขนส่งสาธารณะ และฟื้นเรือเมล์ในคลองสำคัญ คืนเวลาเดินทางให้คนกรุงเทพฯ

และ 4. ใช้ชีวิตง่าย - แก้ปัญหากลิ่นขยะด้วยระบบจัดการที่ได้มาตรฐาน และปฏิรูประบบขออนุญาตต่าง ๆ ให้โปร่งใส รวดเร็ว ลดการรอนานและการจ่ายใต้โต๊ะ
กระนั้นก็ดี ว่ากันตรงๆ แค่ชื่อก็ไม่ผ่านแล้ว เพราะทำให้คนเข้าใจผิดว่า งาน กทม.เป็นงานง่ายๆ ทั้งๆ ที่แนวคิดคือการทำให้ชีวิตคนกรุงง่ายขึ้นก็ตามที

ทั้งนี้ โจทย์ใหญ่ของคนกรุงหนีไม่พ้นเรื่องหลักๆ แค่ 3-4 เรื่องสำคัญคือ เก็บขยะ น้ำท่วม การจราจร ซึ่งแม้จะเป็นงานที่ดูเหมือนง่ายๆ แต่ก็อ่อนไหวต่อความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ ค่อนข้างมาก

แถมงานเหล่านี้บางส่วนก็ทับซ้อนกับส่วนกลาง เพราะลำพัง กทม.ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตามลำพัง ด้วยเป็นเมืองที่เติบโตพร้อมกับจังหวัดปริมณฑลซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก เอาแค่เรื่องน้ำท่วมอย่างเดียวก็พัวพันไม่รู้กับกี่หน่วยงาน เป็นอาทิ

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การแข่งขันในสนามนี้ ไม่ง่าย เราทราบดีว่าความพึงพอใจนายชัชชาติของคนกรุงเทพฯ มีมาก แต่เราก็คาดหวังที่จะชนะ ไม่ใช่เช่นนั้น คงไม่ส่งตนลงสมัคร เรามีเจตจํานงที่จะทําให้กรุงเทพฯ เป็นมากกว่ากรุงเทพฯ เพื่อนําเสนอวาระทางเลือก การเลือกตั้งทุกครั้งเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้รับทางเลือกใหม่ ทางเลือกแห่งการเปลี่ยนแปลง ทางเลือกแห่งโอกาสที่ดีขึ้น เราจึงอยากนําเสนอว่ากรุงเทพฯ จะเป็นเมืองหลวงแบบไหนให้คนกรุงเทพฯ จะมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนกรุงเทพฯ ได้อย่างไรบ้าง

ส่วนสนาม “สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร” หรือ “สก.” ที่จะมีการเลือกตั้งในวันเดียวกันก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

หากย้อนกลับไปดูผลการเลือกตั้ง ปี 2565 ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) รวม 50 เขตเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย 20 ที่นั่ง, ก้าวไกล 14 ที่นั่ง, ประชาธิปัตย์ 9 ที่นั่ง, ไทยสร้างไทย 2 ที่นั่ง, กลุ่มรักษ์กรุงเทพ 2 ที่นั่ง, พลังประชารัฐ 2 ที่นั่ง, ผู้สมัครอิสระ 1 ที่นั่ง

ในจำนวนนี้มีการขยับขยายตำแหน่งแห่งหนกันวุ่นไปหมด

กล่าวคือ ก้าวไกล 14 คน ปัจจุบัน ลักขณา ภักดีนฤนา สก.ตลิ่งชัน ยิ่งยงค์ จิตเพียรธรรม สก.ทวีวัฒนา ย้ายไปสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่ พีรพล กนกวลัย สก.พญาไท ลาออกไปรับตำแหน่งเลขาธิการพรรคเศรษฐกิจ และไม่มีการเลือกตั้งซ่อม ส่วน ศศิธร ประสิทธิ์พรอุดมสก.พระนคร พุทธิพัชร์ ธันยาธรรมนนท์ สก.ยานนาวา อานุภาพ ธารทอง สก.สาทร ย้ายไปอยู่กลุ่มกรุงเทพที่ดีกว่า

ด้านประชาธิปัตย์ 9 คน ปัจจุบัน สารัช ม่วงศิริ สก.บางขุนเทียน และณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ สก.บางบอน ย้ายไปพรรคเพื่อไทย ปัจจุบันลงชิงในนามอิสระ ขณะที่ภิญโญ ป้อมสถิตย์ สก.บางพลัด ลงชิงในนามอิสระ

ส่วนพลังประชารัฐ 1 คน อนงค์ เพชรทัต สก.ดินแดง ย้ายไปสังกัดเพื่อไทย ลงชิงในนามอิสระ 2 คน และ ไทยสร้างไทย 2 คน ปัจจุบัน ไสว โชติกะสุภา สก.ราษฎร์บูรณะ ย้ายไปสังกัดประชาธิปัตย์ ขณะที่รัตติกาล แก้วเกิดมี สก.สายไหม ย้ายไปสังกัดเพื่อไทย ลงชิงสส.แต่เขตนี้ไม่มีเลือกตั้งซ่อม

ดังนั้น จึงต้องจับตาว่า สุดท้ายจะดำเนินไปอย่างไร เพราะมีแนวโน้มว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่ส่งอีกต่างหาก และมีกระแสข่าวด้วยว่า งานนี้ “ผู้ว่าฯ ชัชชาติ” จะส่งผู้สมัครสังกัดกลุ่มของตนเองอีกด้วย.