ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ในจังหวะที่สปอตไลท์ฉายส่องไปยังโครงการแลนด์บริดจ์ที่มีเสียงคัดค้านดังกระหึ่ม รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยได้ฉวยโอกาส “สับขาหลอก” ปฏิบัติการลักไก่กู้เงินมหาศาล 4 แสนล้านบาท แบบผ่านฉลุย ทิ้งให้ประชาชนคนไทยได้แบกหนี้เพิ่มโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวในสภาวะที่เศรษฐกิจมืดมน
กระแสเสียงค้านโครงการแลนด์บริดจ์ที่ยังอยู่ในโหมดร้อนแรงไม่แผ่ว ทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ต้องปฏิบัติการ “ชักฟืนออกจากกองไฟ” ตั้งคณะกรรมการฯ ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน ขึ้นมาศึกษาความเหมาะสมใหม่อย่างรอบด้าน ภายใน 90 วัน ถือเป็นท่าทียื้อเวลาที่คลาสสิกที่สุดเพื่อลดอุณหภูมิความร้อนแรงจากเครือข่ายภาคประชาชนและนักวิชาการที่ออกมาชี้เป้าโครงการนี้ “ไม่คุ้มทุน” และ “ทำลายมรดกโลก” รวมถึงตั้งข้อกังขาต่อ “กฎหมายพิเศษ” คือ ร่าง พ.ร.บ. SEC ที่มุ่งหวังวางโครงสร้างอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเพื่อเดินหน้าแลนด์บริดจ์และแผนพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ หรือ “ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้” แบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
หมากตานี้ นายอนุทินจงใจผลักให้นายเอกนิติ ออกมารับหน้าแทน “รัฐมนตรีตำบลกระสุนตก” อย่าง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม เจ้าของโปรเจคโดยตรง ถือเป็นกลวิธีทางการเมืองที่พรรคภูมิใจไทยถนัดนัก ไม่ต่างไปจากกรณีวิกฤตพลังงานที่มีปัญหา “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” นายอนุทิน ก็ส่งนายเอกนิติ “ยาสามัญประจำพรรค” เข้าไปสยบกระแสและช่วยฝังกลบปัญหาที่ลุกลามแผดเผานายพิพัฒน์ จนแทบเอาตัวไม่รอด
แต่ถ้าถามย้ำอีกทีว่า รัฐบาลนายอนุทิน ถ่วงเวลาเพื่อทบทวนใหม่และเพื่อสดับรับฟังเสียงคัดค้านจริงหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าคงไม่ เพราะน้ำเสียงของนายกรัฐมนตรี บ่งชี้ว่า เอาแน่ ไปต่อแน่ โดยนายอนุทิน ยังคงยืนกรานสู้ตายด้วยวาทกรรมยุทธศาสตร์ “ไทยต้องยืนบนลำแข้งตัวเอง” และลดผลกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก
นายอนุทิน สำทับว่า ในการศึกษาของคณะกรรมการฯชุดนายเอกนิติ จะดูครอบคลุมทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ รูปแบบการลงทุน การคุ้มค่าของการลงทุน โดยยอมรับกลาย ๆ ว่าหากมองแค่เรื่องการขนส่งสินค้าอย่างเดียวอาจไม่คุ้มทุน แต่หากมี “องค์ประกอบอื่น” เข้ามาจะเกิดความคุ้มค่าแน่นอน โครงการนี้อยู่ในนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย มาตั้งแต่ปี 2562 และสมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.คมนาคม ในรัฐบาลชุดที่แล้วก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาและตั้งใจที่จะทำให้เกิดขึ้น ก็เป็นงานที่ต่อเนื่องกัน
“....ทุกอย่างอยู่ที่ข้อมูล อยู่ที่ผลการศึกษา อยู่ที่การคุ้มทุน อยู่ที่จะหาพาร์ตเนอร์มาเป็นลักษณะการลงทุนแบบไหน อยู่ที่รูปแบบ ประโยชน์ใช้สอยของโครงการแลนด์บริดจ์ จะมีประโยชน์ใช้สอยทําอย่างไรให้ได้มากที่สุด....” นายอนุทิน กล่าวอธิบายไว้อย่างนั้น
ส่องแรงขับ “Supply Side”
ทุนใหญ่-ทุนข้ามชาติจ่อเขมือบ
แม้มีเสียงคัดค้านดังระงม ทว่าแรงผลักดันเบื้องหลังนั้นมหาศาลเกินกว่าจะถอย รัฐบาลภูมิใจไทยจึงทุ่มหมดหน้าตักกับเมกะโปรเจกต์ล้านล้านบาทนี้ซึ่งหากวิเคราะห์แรงขับดันของโครงการแลนด์บริดจ์ ในเวลานี้พบว่ามีน้ำหนักมาจากฝั่ง “ผู้ก่อสร้างและผู้บริหารจัดการพื้นที่” (Supply Side) มากกว่า “ผู้ใช้บริการเดินเรือ” (Demand Side) อย่างเห็นได้ชัด
เป็นความจริงที่โครงการแลนด์บริดจ์มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท คือเค้กชิ้นโตที่ดึงดูดกลุ่มทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานอย่างแรงกล้า โดยมุ่งเป้าไปที่สัญญาก่อสร้างและสัมปทานระยะยาวโดยที่ผ่านมาปรากฏชื่อกลุ่มไชน่า ฮาร์เบอร์ (China Harbour Engineering – CHEC) เป็นหนึ่งในกลุ่มทุนที่แสดงความสนใจ
CHEC ยักษ์ใหญ่จากแดนมังกรรายนี้ มีความชำนาญด้านการสร้างท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลจีน ปัจจุบันมีพันธมิตรร่วมกับกลุ่ม ปตท. และ GULF ในการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 การที่ CHEC แสดงความสนใจแลนด์บริดจ์ เป็นเรื่องสมเหตุสมผลในแง่ของงานรับเหมาก่อสร้างที่มีมูลค่ามหาศาล
ส่วนกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี (GULF) ภายใต้การนำของรัฐบาลชุดปัจจุบัน GULF ถูกมองว่าเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็งที่สุด เนื่องจากมีทั้งความพร้อมด้านทุนและประสบการณ์ในโครงการ Mega Project ทั้งมอเตอร์เวย์ (M6, M81) และท่าเรือ การที่โครงการแลนด์บริดจ์ มีองค์ประกอบของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น ท่อส่งน้ำมัน -ก๊าซฯ และคลังสำรอง ยิ่งทำให้ GULF มีความได้เปรียบในการเข้าชิงสัมปทานบริหารจัดการพื้นที่
และหากมองย้อนศร จะเห็นว่าท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 คือโมเดลต้นแบบที่ GULF จับมือกับ CHEC และ PTT ชนะประมูลและได้สัมปทานบริหารจัดการท่าเรือ ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่รัฐบาลพยายามจะทำในโครงการแลนด์บริดจ์
สำหรับการลงทุนที่ภาครัฐนำเสนอมาตลอดในรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) คือให้เอกชนลงทุนเกือบทั้งหมด หากกลุ่มทุนจีนชนะประมูล แหล่งเงินทุนก็น่าจะมาจากสถาบันการเงินของจีน เช่น EXIM Bank of China ซึ่งอาจนำไปสู่ความกังวลเรื่องกับดักหนี้หากโครงการไม่สามารถทำกำไรได้จริงตามคาดการณ์
ในเชิงยุทธศาสตร์แล้ว แม้แลนด์บริดจ์จะไม่ได้บรรจุเป็นโครงการหลักในยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีนเหมือนรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน แต่จีนมองโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามแก้ปัญหาช่องแคบมะละกา แลนด์บริดจ์จึงเป็นจิ๊กซอร์ที่จีนเฝ้ามองว่าจะเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ หากโครงการนี้เกิดขึ้นแล้วเชื่อมต่อกับเส้นทางขนส่งอื่น ๆ ในภูมิภาคที่จีนมีอิทธิพลอยู่แล้ว จะทำให้โครงข่ายโลจิสติกส์ของจีนในอาเซียนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ไม่เพียงแต่กลุ่มทุนข้ามชาติ กลุ่มทุนระดับชาติ แต่ยังมีกลุ่มนายหน้าค้าที่ดินที่เป็นขุมกำลังของพรรคในภาคใต้ ที่ต้องการเปลี่ยนโฉมพื้นที่เพื่อสร้างอาณาจักรทางการเมืองใหม่ด้วยเช่นกัน
“รัฐอิสระทางเศรษฐกิจ”
เดิมพันครั้งใหญ่ของพรรคสีน้ำเงิน
แรงขับดันของกลุ่มทุนที่อยู่เบื้องหลังโครงการแลนด์บริดจ์ สอดประสานกับเป้าหมายทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย ที่เดิมพันด้วยร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ พ.ร.บ.SEC (Southern Economic Corridor) ซึ่งเป็นกุญแจไขอำนาจพิเศษเบ็ดเสร็จ กฎหมายนี้จะสร้างกลไกที่สามารถยกเว้น รวบรัดขั้นตอนการทำ EIA/EHIA และผังเมือง อุปสรรคสำคัญของโครงการขนาดใหญ่ นี่คือจุดแข็งที่รัฐบาลใช้ดึงดูดกลุ่มทุนก่อสร้างและพลังงาน ที่ต้องการความรวดเร็วและความแน่นอนในการลงทุน
พ.ร.บ.SEC ยังจะเป็นการ “สร้างรัฐอิสระทางเศรษฐกิจ” ที่ให้อำนาจในการจัดการสิทธิประโยชน์และที่ดินที่เบ็ดเสร็จ คล้ายกับความสำเร็จ (ในเชิงการก่อสร้าง) ของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งหากทำสำเร็จพรรคภูมิใจไทยจะใช้เคลมเป็นผลงานชิ้นโบแดงรุกคืบขยายฐานเสียงในภาคใต้สู้กับเจ้าถิ่นอย่างพรรคประชาธิปัตย์รวมทั้งพรรคประชาชนที่พยายามปักธงในพื้นที่ปลายด้ามขวาน
การเดินหมากตานี้ของพรรคภูมิใจไทย จึงเปรียบเสมือนการเดิมพันครั้งใหญ่ หากสามารถผ่าน พ.ร.บ. SEC และดึงสายการเดินเรือยักษ์ใหญ่มาเซ็นสัญญาได้จริง (ไม่ใช่แค่กลุ่มทุนก่อสร้าง) พรรคภูมิใจไทย จะพิสูจน์ฝีมือ “พูดแล้วทำ” เปลี่ยนโฉมประเทศได้จริง ครองใจคนใต้ไปอีกนาน แต่หาก พ.ร.บ. SEC ถูกตีตราว่าเป็นกฎหมายเอื้อกลุ่มทุน และ “ขายชาติ”สร้างความเสียหายมหาศาลต่อสิ่งแวดล้อม ท้องทะเลอันดามันที่เตรียมยื่นขอมรดกโลก และทำลายวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยที่โครงการแลนด์บริดจ์ ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องความคุ้มค่าก็จะกลายเป็น “จุดตาย” ล้มรัฐบาลได้เช่นกัน
ล่าสุด ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นหนึ่งในกฎหมายสำคัญที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังอยู่ในช่วง “เร่งเครื่อง” อย่างเต็มที่เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้คลอดออกมาให้ทันก่อนสิ้นปี 2569 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหลักในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน 1 ล้านล้านบาท เพราะหากกฎหมายนี้ยังไม่ประกาศใช้ รัฐบาลจะยังไม่สามารถเปิดประมูลโครงการแลนด์บริดจ์ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติต้องการความชัดเจนเรื่องสิทธิประโยชน์และการเช่าที่ดิน 99 ปี ที่ระบุไว้ในกฎหมายฉบับนี้ก่อนตัดสินใจลงทุน
ขณะที่ฟากฝั่งนักเคลื่อนไหว นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล แกนนำกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) ได้ออกมาเตือนแรง ๆ ว่า เป้าหมายของพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่แค่แลนด์บริดจ์แต่คือ การสร้างรัฐอิสระของต่างชาติ ภายใต้ พ.ร.บ. SEC ซึ่ง พ.ร.บ.SEC คุมภาคใต้ด้วย 5 แผนสำคัญ แลนด์บริดจ์เป็นเพียงหนึ่งโครงการในแผนว่าด้วยโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค และในแผนโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากเส้นขนส่งที่เรียกว่าแลนด์บริดจ์ ยังมีการยึดกุมระบบน้ำ และระบบพลังงาน
กลุ่ม SEC Watch และเครือข่าย มีนัดหมายเคลื่อนไหวและนัดชุมนุมในเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2569 โดยตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป จะปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลยุติการผลักดันออก พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้
กู้ 4 แสนล้าน “ผ่านฉลุย”
แต่รื้อโครงสร้างพลังงานไม่คืบ
โครงการแลนด์บริดจ์ ยังอยู่ในอาการที่เรียกว่าลูกผีลูกคนยังต้องฟันฝ่าอีกยาวไกล แต่สำหรับการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น ผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 แล้ว โดยครม.อนุมัติร่างพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยมี 2 แผนหลัก คือ แผนแรกช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ บรรเทาภาระค่าครองชีพและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก 2 แสนล้าน และอีก 2 แสนล้าน ส่งเสริมสนับสนุนให้เปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ยืนยันว่า แม้จะกู้เพิ่มแต่สถานะทางการคลังของไทยยังอยู่ในกรอบบริหารจัดการได้ สัดส่วนหนี้สาธารณะยังต่ำกว่าร้อยละ 70 ของจีดีพีตามที่กฎหมายกำหนด การกู้เงินเพื่อรับมือกับวิกฤต 3 ระลอก คือ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนอาหารและสินค้าเพิ่มขึ้น กำลังซื้อหดตัวลง ส่งผลรายได้ลดแต่ต้นทุนสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัว ภายใต้เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำในระยะถัดไป
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ พ.ร.ก.เงินกู้ครั้งนี้ไม่เป็นการหว่านแห สอดไส้ หรือตีเช็คเปล่า และมีแผนการใช้หนี้ที่ชัดเจน
นั่นเป็นประเด็นสำคัญที่ฝ่ายค้านตั้งข้อกังขา หากรัฐบาลยังคงใช้โมเดลการหว่านแห แทนที่จะใช้ฐานข้อมูล มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบาง หรือกลุ่ม SME ที่ได้รับผลกระทบจริง ทำให้เม็ดเงินกู้มหาศาลนี้มีประสิทธิภาพต่ำเมื่อเทียบกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น
เมื่อโจทย์ของรัฐบาลที่กู้เงินมาครั้งนี้เพื่อแก้วิกฤตพลังงานและผลกระทบ คำถามย้อนกลับคือ หากรัฐบาลมีความกล้าหาญทางจริยธรรมในการรื้อโครงสร้างพลังงานอย่างจริงจังทั้งราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า เม็ดเงินกู้ 4 แสนล้าน อาจลดลงได้เกินครึ่ง หรือไม่ต้องกู้เลยในระยะยาว
สำหรับความกล้าหาญในการรื้อโครงสร้างราคาพลังงานกรณีค่าไฟฟ้า เอาเพียงเรื่องการรื้อสูตร Pool Gas โดยปรับให้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ที่มีราคาถูกกว่าก๊าซนำเข้า LNG ถูกส่งไปใช้ในภาคการผลิตไฟฟ้าก่อน แทนที่จะจัดสรรให้ภาคปิโตรเคมีในสัดส่วนที่เป็นอยู่อย่างปัจจุบัน ต้นทุนค่าไฟจะลดลงทันทีโดยไม่ต้องใช้เงินกู้ไปอุดหนุน
และอีกเรื่องคือการทบทวนค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment - AP) ที่รัฐจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ ที่มีปริมาณสำรองไฟฟ้าล้นเกิน หากมีการเจรจาปรับลดหรือพักชำระในภาวะวิกฤต ภาระของ กฟผ. จะเบาลงมหาศาล และประชาชนจะจ่ายค่าไฟฟ้าถูกลง
ส่วนเรื่องการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน นานร่วมเดือนแล้วที่มีแต่การละคร รัฐบาลไม่มีคำตอบที่ชัดเจนทั้งเรื่องการจับปลาตัวใหญ่ “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” ที่เชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง การรื้อโครงสร้างราคา ค่ากลั่นสูง ค่าการตลาดพุ่ง หรือมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ล้วนแล้วแต่ค่อย ๆ จางหายไปกับสายลม
ภาพสะท้อนความจริงที่ว่า งาน “รื้อโครงสร้าง” ไม่คืบหน้า แต่ “งานกู้” กลับไวปานฟ้าผ่า เหตุผลสั้น ๆ ที่รัฐบาลไม่กล้าขยับ เพราะถ้าหากรื้อราคาหน้าโรงกลั่น จะกระทบกำไรบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ หากลดภาษีสรรพสามิต จะกระทบรายได้แผ่นดินจนถังแตก และหากคุม Marketing Margin กระทบกลุ่มดีลเลอร์และปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ จึงมีแต่วาทกรรมทำให้ประชาชนเริ่ม “ชาชิน” กับราคาพลังงานที่แพงขึ้น
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้ว่าหลายแผนงานในแผนเงินกู้ไม่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ อีกทั้งวิธีช่วยประชาชนดีที่สุดคือ การลดค่าครองชีพ ที่ทำได้เร็วที่สุด กว้างขวางที่สุด คือ ลดราคาพลังงาน โดยปฏิรูปโครงสร้างกำไรธุรกิจพลังงาน เช่น เรื่องราคาน้ำมัน จะต้องยกเลิกการอ้างอิงราคานำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกแต่เปลี่ยนเป็นการอ้างอิงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกแทน เพื่อตัดค่ากลั่นที่สูงผิดปกติออกไป พร้อมตัดค่าพรีเมียม เช่น การขนส่ง ประกันภัย จากสิงคโปร์มาไทยซึ่งมิได้เกิดขึ้นจริง ส่วนราคาก๊าซหุงต้มครัวเรือนต้องได้ใช้ก๊าซจากอ่าวไทยที่ราคาต่ำที่สุดก่อนค่อยขายให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในราคาตลาดโลก
คงไม่เกินเลยสักเท่าใดนักถ้าจะสรุปว่า หากรัฐบาลยังไม่กล้าแตะโครงสร้างราคาพลังงานที่ต้นตอ ต่อให้กู้มาสู้วิกฤตพลังงานอีกกี่แสนล้าน ก็เป็นได้แค่การเติมน้ำลงในถังที่ก้นรั่ว สุดท้ายคนไทยทั้งประเทศต้องเป็นคนจ่ายหนี้พร้อมดอกเบี้ย ขณะที่กลุ่มทุนพลังงานไม่กี่กลุ่มยังคงเสวยสุข มั่งคั่ง รวยไม่ไหวแล้ว รวยแบบไม่เกรงใจใครอยู่เช่นเดิม!


