xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ภัยความมั่นคงบน “เกาะพะงัน” SAFE ZONE อิสราเอลหนีสงคราม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี กำลังเผชิญภัยความมั่นคงจากกรณี “ชุมชนอิสราเอล” เข้ามาตั้งรกรากยึดครองพื้นที่ แผ่อิทธิพลประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย เปลี่ยน “เกาะพะงัน” ของไทย เป็น “เทลอาวีฟ 2 (Tel Aviv)” เมืองเศรษฐกิจที่สุดในอิสราเอล ที่ต้องจับตาอาจดึงประเทศไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งสงครามตะวันออกกลาง 

กรณีชุมชนอิสราเอลยึดเกาะพะงันนับเป็นประเด็นใหญ่ สะท้อนภาพความฉ้อฉลของเจ้าหน้าที่รัฐที่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนต่างชาติ ตลอดจนปัญหานอมินีชาวไทยที่เห็นแก่ผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย กลายเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจเกาะพะงัน ตลอดจนสถานการณ์ด้านภัยความมั่งคง

ย้อนกลับไปช่วงเดือนตุลาคม 2568 หลังเกิดกระแส  “ทวงคืน เกาะพะงัน จ. สุราษฎร์ธานี”  รัฐบาลไทยเปิดปฏิบัติการปราบต่างชาติทำผิดกฎหมายอย่างเข้มข้นในพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ภายใต้นโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร/ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นำสู่การระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในลักษณะจัดตั้งนอมินี ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี อย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง มีการดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือ กลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุในลักษณะกลุ่มแก๊งหรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

โดยที่ผ่านมาพบปัญหา “ชาวอิสราเอล" เข้ามาปักหลักตั้งรกราก กว้านซื้อที่ดิน สร้างบ้าน เปิดกิจการ ส่งผลกระทบต่อมิติทางสังคมและเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะการเปิดกิจการและประกอบอาชีพผิดกฎหมาย มิหน้ำซ้ำ ยังทำลายสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ตลอดจนกระทำผิดกฎหมายอย่างไม่เกรงกลัว ถึงขั้นที่ว่าเปลี่ยน “เกาะพะงัน” เป็น “เทลอาวีฟ สาขา 2” ที่รู้จักกันว่าเป็นเมืองเศรษฐกิจที่มั่งคั่งที่สุดในประเทศอิสราเอล

บริเวณพื้นที่  “บ้านศรีธนู”  มีการจัดตั้งโบสถ์ชาวยิว หรือ ชาบัด (Chabad) เป็นศูนย์กลางของชุมชนชาวยิวที่ย้ายมาใหม่ มีการอำนวยการช่วยเหลือในการโยกย้ายชาวยิวเข้ามาในเกาะพะงัน ตั้งโรงเรียนนานาชาติเฉพาะของยิวด้วยกันเอง โดยมีนักเรียนกว่า 90% เป็นชาวอิสราเอล

ล่าสุด เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีการบุกจับโรงเรียนเอกชนนอกระบบบนเกาะพะงัน ซึ่งเปิดนอกเหนือจากการขออนุญาตเป็นสถานที่รับเลี้ยงเด็ก โดยพบมีเด็กจำนวน 100 กว่าคน เป็นเด็กสัญชาติอิสราเอลมากถึง 89 คน และมีครูชาวต่างชาติลักลอบทำงาน

ประเด็นนี้ ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ออกมาวิพากษ์โดยโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กอย่างน่าสนใจ ความว่า “ถอดรหัส โรงเรียนลับเกาะพะงัน : เมื่อโลกใบที่สองกำลังก่อตัวในแผ่นดินไทย”  โดยสาระสำคัญระบุว่าโรงเรียนเด็กอิสราเอลบนเกาะพะงัน เป็นปัญหาต่างชาติมาปักหลักลักษณะคล้ายเป็นการวางรากฐานระยะยาว ซึ่งรัฐต้องเร่งแสดงบทบาทเชิงรุกเพื่อรับมือความเสี่ยงต่างชาติฝังรากในพื้นที่ก่อนสถานการณ์ลุกลามในอนาคต

กรณีการบุกค้นโรงเรียนเถื่อนบนเกาะพะงันที่มีครูเป็นชาวอิหร่านและนักเรียนเป็นเด็กชาวอิสราเอล ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำผิดกฎหมายทางการศึกษา แต่นี่คือ “สัญญาณเตือนภัยทางยุทธศาสตร์สังคม” ที่บ่งบอกว่าโครงสร้างประชากรและรูปแบบการพำนักของชาวต่างชาติในไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ Parallel Society หรือ “สังคมขนาน” อย่างเต็มตัว ในเชิงยุทธศาสตร์ โรงเรียนคือ “หัวใจของชุมชน” การที่ชาวต่างชาติลักลอบเปิดโรงเรียนเอง สะท้อนว่าพวกเขามีความตั้งใจจะ “ฝังรากลึก” (Deep Integration) โดยสร้างระบบนิเวศจำลองที่ตัดขาดจากกฎระเบียบของรัฐไทย

เพจ “ประชาคมแพทย์”
 นอกจากนี้  ดร.ปรีชา ทองหยัด  นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวเกาะพะงัน ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ปัญหายิวยึดเกาะพงันส่วนหนึ่งมาจากความอ่อนแอของเจ้าหน้าที่รัฐและขบวนการเอื้อประโยชน์ภายใน ซึ่งความอ่อนแอของเจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติตามข้อกฎหมายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ชาวอิสราเอลเข้ามายึดเกาะพงัน

อาทิ กระบวนการจัดตั้งโบสถ์ชาวยิว หรือ ชาบัด มีคนของรัฐคอยทำหน้าที่เป็นนายหน้าจัดหาที่ดิน วิ่งเต้นใบอนุญาต และเปิดทางให้มีการก่อสร้างที่ผิดกฎหมาย ตั้งแต่การขออนุญาตที่พักอาศัยไปจนถึงการประกอบอาชีพ หรือการเอื้อให้ทำประกอบธุรกิจผ่านการจดทะเบียนบริษัทสัญชาติไทย โดยมีคนไทยถือหุ้น 51% ใช้คนไทยเป็นนอมินี แต่การบริหารจัดการและรับผลประโยชน์เป็นของต่างชาติ 100% นอกจากนี้ การรุกคืบของชุมชนชาวยิวยังส่งผลให้ค่าครองชีพและราคาอสังหาริมทรัพย์บนเกาะพะงันพุ่งสูงขึ้นจนผิดธรรมชาติ เป็นผลกระทบจากการที่ทุนต่างชาติเข้ามาปั่นนราคา

ข้อเท็จจริงจากเพจ “ประชาคมแพทย์” ได้โพสต์ถึงวิกฤตของเกาะพะงัน จ.สุราษฯ เกี่ยวกับปัญหานอมินียึดครองที่ดิน โดยระบุความว่า “นอมินี + เงินต่างชาติ + เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน” อาจกำลังพาประเทศไทยเข้าใกล้ความเสี่ยงระดับโลกกรณีความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เพราะพื้นที่หนึ่งของประเทศ ถูกใช้เป็นฐานตั้งถิ่นฐานขนาดใหญ่ของพลเมืองจากประเทศที่อยู่ในภาวะสงคราม ซึ่งอาจกลายเป็นเป้าหมายทางความมั่นคงโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งเกิดจากระบบนอมินี การถือครองที่ดินผ่านตัวแทน และการเอื้อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน

ข้อมูลจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและรายงานข่าวหลายแห่งระบุว่า บนเกาะพะงันมีชาวต่างชาติประมาณ 8,000 คน ในจำนวนนี้มีชาว Israel ประมาณ 2,500–2,600 คน หรือเกือบ 30% ของชาวต่างชาติบนเกาะ และมีการประเมินว่ามีชุมชนครอบครัวประมาณ 400–600 ครอบครัว ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับเกาะที่มีพื้นที่จำกัด และมีความเป็นไปได้มากว่าชาวอิสราเอลจำนวนมาก อาจกำลังหาแหล่งพักพิง สำรอง เพื่อหลบภัยสงคราม

“นักท่องเที่ยวบางส่วนเริ่มเช่าที่ดิน ซื้อที่ดินผ่านนอมินี เปิดธุรกิจของตนเอง สร้างเครือข่ายเศรษฐกิจของตนเอง สร้างโรงเรียนและชุมชนของตนเอง สุดท้าย พื้นที่ที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยว ค่อยๆ กลายเป็นชุมชนของคนต่างชาติ แต่ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่จำนวนคน คือคำถามเรื่อง “นอมินี” กฎหมายไทยชัดเจนต่างชาติ ห้ามถือครองที่ดินแต่ในทางปฏิบัติหลายพื้นที่ในประเทศไทย ต่างชาติสามารถครอบครองที่ดินได้ผ่านบริษัทบังหน้า นอมินีไทย การถือหุ้นแทน คำถามที่สังคมไทยควรถามคือ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนที่รู้เห็นเป็นใจ” เพจประชาคมแพทย์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ชุมชนชาวอิสราเอลบนเกาะพะงัน  นายคริส โปตระนันทน์  สส.บัญชีรายชื่อพรรคเศรษฐกิจ ตั้งโต๊ะร่วมแถลงข่าวพร้อมสมาชิกพรรคฯ แสดงความกังวลโดยมองว่าอาจมีความสุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคง และอาจดึงประเทศไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

โดยระบุว่า ปัจจุบันมีชาวอิสราเอลเข้ามาพักอาศัยระยะยาวบนเกาะพะงันประมาณ 4,000 คน และยังมีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่เดินทางเข้าประเทศผ่านนโยบายฟรีวีซ่าของรัฐบาลอีกประมาณ 3,000 คน รวมแล้วประมาณ 7,000 คน ซึ่งมองว่านโยบายฟรีวีซ่าเปรียบเสมือนการเปิดประตูประเทศโดยไม่มีการคัดกรองที่เข้มงวดเพียงพอ

ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในพื้น ได้แก่ การจัดตั้ง ชาบัด ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ที่อาจกลายเป็นเป้าหมายของประเทศคู่ขัดแย้งในตะวันออกกลาง และอาจส่งผลให้เกาะพะงันได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ

และการขยายตัวของโรงแรม โรงเรียน และสถานประกอบการต่า ๆ ของชาวอิสราเอล รวมถึงการจัดงานเลี้ยงที่มีการกล่าวอ้างว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และส่งเสียงดังรบกวนประชาชนในพื้นที่ อีกทั้ง ยังมีข้อกังวลเรื่องอาชญากรรม และการซื้อขายธุรกิจผ่านแอปพลิเคชันระหว่างชาวอิสราเอลกันเอง โดยไม่ได้เสียภาษีในประเทศไทย ทำให้รัฐสูญเสียรายได้

พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะที่เกี่ยวข้องกับสงครามตะวันออกกลาง เพราะชัดเจนว่าปฏิบัติการปราบต่างชาติทำผิดกฎหมายอย่างเข้มข้นในพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ที่ดำเนินแบบแมวไล่จับหนูดูจะไม่เป็นผลเท่าไหร่นัก


 นับเป็นประเด็นใหญ่เสทือนความมั่นคงระดับชาติ คงต้องติดตามว่าภายใต้การกำกับของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล จะสะสางปัญหาชุมชนยึวยึดเกาะพะงันได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่?