คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
ความขัดแย้งระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพรรค the Hats: Louisa Ulrika และกำเนิดคณะเจ้าคณะที่สอง : ความพยายามและความล้มเหลวในการฟื้นพระราชอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์
ในปี ค.ศ. 1748 ในขณะที่ Frederick I ทรงเริ่มประชวรจากโรคเส้นโรคโลหิตถึงสองครั้งติอต่อกัน Louisa Ulrika ได้ทรงเข้าไปมีส่วนในการวางแผนทำรัฐประหารหลายครั้งโดยได้รับการสนับสนุนจาก Frederick มหาราช
และในปี ค.ศ. 1751 ในขณะที่ Frederick I ทรงใกล้เสด็จสวรรคต พระองค์ทรงหวังว่า เมื่อ Adolf Frederick เสด็จขึ้นครองราชย์ Adolf Frederick จะทรงสามารถรื้อฟื้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้กลับคืนมาได้โดยไม่ต้องมีการเสียเลือดเนื้อแต่อย่างใดเพียงจากการที่พระมหากษัตริย์พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการเท่านั้นตามที่ Tessin และ the Hats เคยสัญญากับพระองค์ว่า จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญขยายพระราชอำนาจ
แต่ Tessin และสภาบริหารกลับทำการขัดขวางแผนการดังกล่าวโดยการเผชิญหน้ากับพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่พร้อมกับกฎบัตรการเสด็จขึ้นครองราชย์ (Accession Charter) ที่ร่างขึ้นอย่างกะทันหัน และ Adolf Frederick ทรงไม่เข้มแข็งพอที่จะปฏิเสธกฎบัตรดังกล่าว
และด้วยเหตุนี้ พระนางจึงทรงไม่พอพระทัยอย่างยิ่งกับการที่สภาฐานันดรและพวกอภิชนในสภาบริหารมีอำนาจเหนือสถาบันพระมหากษัตริย์ พระนางจึงทรงพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้ Adolf Frederick ผู้มีบุคลิกภาพอ่อนแอให้แข็งขืนต่อฝ่ายสภาฐานันดรและ the Hats ที่ไม่จริงใจกับ Adolf Frederick
ดังนั้น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างพรรค the Hats กับสถาบันพระมหากษัตริย์จึงมี Louisa Ulrika เป็นผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังที่นำไปสู่ความพยายามที่จะรื้อฟื้นพระราชอำนาจกลับคืนมา ดังที่พระองค์และ Adolf Frederick ทรงคาดหวังไว้จากครั้งที่ Tessin และ the Hats เคยให้สัญญาไว้ในคราวที่ดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมาร
ความพยายามรื้อฟื้นพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองหลังจากที่ความพยายามของ Frederick I และคณะเจ้าล้มเหลวลงไปปี ค.ศ. 1723
และจากบทบาทของ Louisa Ulrika กล่าวได้ว่า นับตั้งแต่ ค.ศ. 1747 ที่พระองค์ทรงเริ่มเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ในการปลุกกระแสนิยมสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานันดรชาวนา พระองค์ได้ทรงเป็นผู้เริ่มสร้างประวัติศาสตร์แห่งอุดมการณ์กระแสนิยมเจ้าในสวีเดนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
อย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวไปแล้วว่า ความพยายามรื้อฟื้นพระราชอำนาจหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นเรื่องปกติและหลีกเลี่ยงไม่ได้ หาการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน
อีกทั้งการที่สวีเดนได้ Louisa Ulrika สมเด็จพระราชินีผู้ซึ่งไม่ได้เพียงทรงมาจากวัฒนธรรมทางการเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เท่านั้น แต่ยังเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายใต้ Frederick II มหาราชผู้ทรงเป็น “Enlightened despot” ที่โดดเด่นในยุโรป และที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองในสวีเดน ค.ศ. 1718 เป็นความบังเอิญมากกว่าจะเป็นพัฒนาการทางสังคมการเมือง
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า หลังจากที่พรรค the Hats สามารถครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ ได้เกิดความขัดแย้งขึ้นภายในพรรค แต่กระนั้น พรรค the Hats ก็ยังมีอำนาจทางการเมืองอย่างสมบูรณ์ ดังจะเห็นได้จากการประชุมสภาฐานันดรในช่วง ค.ศ. 1751 ที่มีการเปลี่ยนรัชกาลจาก Frederick I เป็น Adolf Frederick ที่ผ่านไปอย่างเรียบร้อยตามความต้องการของ the Hats
กระนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง the Hats จากเดิมทีที่ Adolf Frederick และ Louisa Ulrika ทรงเป็นพันธมิตรกับกลุ่ม the Hats ด้วยเหตุผลที่ทั้งสองพระองค์ระแวงสงสัย the Caps ตามที่ the Hats พยายามโจมตี the Caps ในกรณีการสืบราชสันตติวงศ์ของพระองค์ รวมทั้งการที่ Tessin และแกนนำ the Hats ได้สัญญากับพระองค์ว่า จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อขยายพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์หลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
แต่หลังจากที่ the Hats ได้ครองอำนาจสูงสุดและการเปลี่ยนผ่านรัชกาลก็เป็นไปโดยเรียบร้อย Tessin กลับปฏิเสธที่จะผลักดันให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความร้าวฉานในความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และรัฐบาล the Hats ด้วยทั้งสองพระองค์ทรงเห็นว่า the Hats หักหลังพระองค์อย่างที่กล่าวไปแล้ว
ภายใต้ความร้าวฉานที่เกิดขึ้นและด้วยบุคลิกภาพ ความมุ่งมั่นและการเป็นพระภคินีของ Frederick II แห่งปรัสเซีย Louisa Ulrika ทรงปรารถนาที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ในตอนต้น ยังไม่มีความแน่ชัดว่า เป้าหมายของพระองค์คือการสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กลับคืนมาหรือเพียงให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อขยายพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ให้กว้างขวางขึ้น
ขณะเดียวกัน ก็มีบุคคลจำนวนหนึ่งหันมาฝักใฝ่ใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้รวมตัวกันเป็น “คณะเจ้าชุดที่สอง” (Court party) แม้ว่าบุคคลที่มีมารวมตัวกันนี้จะมีที่มาที่แตกต่างกัน แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือ หาทางที่จะขยายพระราชอำนาจและให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นองค์อธิปัตย์หรือมีอำนาจสูงสุด
(โปรดติดตามตอนต่อไป)


