"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
ในห้องประชุมที่หรูหราของกระทรวงแห่งหนึ่ง โต๊ะกว้างถูกปูด้วยเอกสารหนาเป็นตั้ง ผู้เชี่ยวชาญสวมสูทเรียงรายตามลำดับอาวุโส แผนภูมิเศรษฐกิจฉายอยู่บนจอ ตัวเลขผลตอบแทนทางการลงทุนและการคาดการณ์การจ้างงานปรากฏชัดในทศนิยมสองตำแหน่ง ทุกอย่างดูเป็นวิทยาศาสตร์ ทุกอย่างดูสมเหตุสมผล
ทว่า หากเงี่ยหูฟังให้ลึกพอ จะพบว่าบทสนทนาทั้งหมดเดินไปในทำนองเดียวกัน คำถามที่ถูกถามล้วนเป็นคำถามที่รู้คำตอบไว้ล่วงหน้า ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยล้วนยืนยันสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ว และข้อสรุปที่ได้มาล้วนเป็นข้อสรุปเดียวกับที่คณะกรรมการชุดก่อนหน้าและก่อนหน้านั้นเคยให้ไว้
ปรากฏการณ์ที่ดูคล้ายความอุดมสมบูรณ์ทางความรู้นี้ แท้จริงแล้วคือสภาวะที่ผู้เขียนขอเรียกว่า “ทุพภิกขภัยทางปัญญา” (Intellectual Famine) หรือสภาวะที่สังคมและระบบนโยบายดูเหมือนจะอุดมด้วยข้อมูล รายงาน งานวิจัย และผู้เชี่ยวชาญ แต่กลับขาดแคลนความหลากหลาย ความลึก และความเป็นอิสระของความรู้อย่างรุนแรง เปรียบดังทุ่งนาที่ปลูกพืชชนิดเดียวต่อเนื่องนานนับทศวรรษ จนแม้จะเขียวขจีในสายตา แต่ดินกลับเสื่อมโทรมและระบบนิเวศพังทลายไปเงียบ ๆ
ทุพภิกขภัยทางปัญญามิใช่การไม่มีความรู้ หากคือการมีความรู้แบบจำกัดและถูกกำกับ มันคือสภาวะที่ความรู้ถูกผลิตซ้ำและหมุนเวียนอยู่ภายในกรอบคิดเดียว จนระบบไม่สามารถตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ต่อสมมติฐานพื้นฐานของตนเองได้อีกต่อไป
หากจะมองเห็นปรากฏการณ์นี้อย่างเป็นระบบ อาจแยกแยะองค์ประกอบเชิงโครงสร้างได้เป็นห้าใบหน้า ซึ่งทำงานสอดประสานกันราวกลไกของเครื่องจักรเรือนเดียว
ใบหน้าแรก คือสิ่งที่อาจเรียกว่า “เอกภาพเชิงกรอบคิด” อันเป็นสภาวะที่มีเพียงกรอบการวิเคราะห์เดียวที่ได้รับการยอมรับให้เป็นภาษาทางการของรัฐ
ในกรณีของไทย กรอบดังกล่าวคือการเน้นเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลาง (growth-centric economics) ซึ่งแปลทุกปัญหาให้เป็นโจทย์ของผลิตภัณฑ์มวลรวม การจ้างงาน และเงินลงทุน ขณะที่กรอบทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐศาสตร์นิเวศ ความเป็นธรรมข้ามรุ่น สิทธิชุมชน หรือมานุษยวิทยาของชีวิตประจำวัน ถูกผลักให้กลายเป็นเรื่องของ “อารมณ์” “อุดมคติ” หรือ “ไม่เป็นวิทยาศาสตร์”
ใบหน้าที่สอง คือ “การคัดเลือกความรู้” ซึ่งทำงานในระดับลึกกว่าการเซ็นเซอร์ทั่วไป มันมิได้ห้ามไม่ให้ผลิตงานวิจัย หากกำหนดล่วงหน้าว่าจะให้ทุนงานวิจัยแบบใด จะอ้างอิงงานของใคร และจะเชิญใครมาเป็นที่ปรึกษา ผลที่ตามมาคือข้อมูลและรายงานที่หลั่งไหลเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจล้วนมีรูปร่างคล้ายกันอย่างน่าประหลาด ราวกับถูกหล่อจากแม่พิมพ์เดียวกัน ข้อโต้แย้งและหลักฐานที่ขัดแย้งกับข้อสรุปที่ต้องการ มิได้ถูกหักล้างด้วยการถกเถียง หากถูกทำให้หายไปอย่างเงียบเชียบจากบรรณานุกรมของรายงานทางการ
ใบหน้าที่สาม คือ สิ่งที่อาจเรียกว่า “การทำให้ความรู้กลายเป็นพิธีกรรม” อันเป็นการเปลี่ยนกระบวนการตรวจสอบให้กลายเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ การประชุมรับฟังความคิดเห็น การทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม การจัดเวทีสาธารณะ ทั้งหมดถูกประกอบขึ้นด้วยลำดับขั้นตอนที่ครบถ้วนตามกฎหมาย แต่กลับขาดสาระของการเรียนรู้จริง เวลาในการพูดถูกจำกัด เอกสารถูกเปิดเผยเพียงไม่กี่วันก่อนการประชุม ผู้เห็นต่างถูกบรรจุไว้ในวาระเป็นรายชื่อ ไม่ใช่เป็นเสียง พิธีกรรมเหล่านี้มิได้มีไว้เพื่อค้นหาคำตอบ หากมีไว้เพื่อยืนยันความชอบธรรมของคำตอบที่เตรียมไว้แล้ว
ใบหน้าที่สี่ คือ “การกีดกันความรู้ทางเลือก” ซึ่งทำงานผ่านการลดทอนสถานะของผู้รู้ที่ไม่ได้สวมเสื้อคลุมของสถาบันทางการ ความรู้ของชาวประมงเกี่ยวกับกระแสน้ำ ความรู้ของชาวไร่เกี่ยวกับฤดูกาล ความรู้ของชุมชนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของผืนดินตน ทั้งหมดถูกจัดอยู่ในประเภท “ข้อมูลเชิงคุณภาพ” ที่อาจประดับรายงานได้ แต่ไม่อาจล้มล้างตัวเลขทางสถิติของผู้เชี่ยวชาญในเมืองหลวงได้ ทั้งที่สิ่งเหล่านั้นคือปัญญาเชิงปฏิบัติที่สั่งสมจากประสบการณ์ในพื้นที่ แต่รัฐสมัยใหม่มักเข้าใจไม่ถึงและจึงเลือกที่จะไม่นับ
ใบหน้าสุดท้าย คือ “การทำให้ข้อสรุปเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้” อันเป็นการใช้ภาษาเพื่อปิดประตูของจินตนาการทางเลือก คำว่า “จำเป็น” “ต้องเร่ง” “ไม่ทำไม่ได้” “โลกเขาไปกันแล้ว” ถูกนำมาใช้เพื่อแปลงเรื่องของการเลือกให้กลายเป็นเรื่องของชะตากรรม และภาษาของ “ไม่มีทางเลือก” ก็กลายเป็นเครื่องมือทรงพลังที่สุดของผู้กุมอำนาจในการปิดกั้นการเมืองของความเป็นไปได้
กล่าวได้ว่า ทุพภิกขภัยทางปัญญามิใช่การไม่มีความรู้ หากคือการมีความรู้มากมาย แต่หมุนวนอยู่ในวงจรเดียว จนสังคมสูญเสียความสามารถที่จะคิดในแบบที่ไม่ได้ถูกอนุญาตให้คิด
ทุพภิกขภัยทางปัญญามิได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน หากค่อย ๆ ก่อรูปขึ้นผ่านวงจรการผลิตความรู้ที่บิดเบี้ยว ซึ่งทำงานเป็นลำดับขั้นที่แนบเนียน
ลำดับแรก คือการ “จัดกรอบปัญหา” (problem framing) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทรงพลังที่สุดเพราะทำงานก่อนที่ใครจะรู้ตัว ผู้กำหนดกรอบเป็นผู้กำหนดด้วยว่าคำถามใดสมควรถาม ใครเป็นผู้มีคุณสมบัติตอบ และข้อมูลใดเกี่ยวข้อง ในกรณีของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ปัญหามักถูกจัดกรอบให้เป็นเรื่อง “ประเทศจะแข่งขันกับโลกได้อย่างไร” มากกว่าเรื่อง “ประชาชนจะมีชีวิตที่มีศักดิ์ศรีได้อย่างไร” และเพียงแค่นี้ ทิศทางของการสนทนาทั้งหมดก็ถูกกำหนดไว้แล้ว
ลำดับที่สอง คือ “การผลิตความรู้สนับสนุน” ซึ่งดำเนินไปผ่านการว่าจ้างสถาบันวิจัย การให้ทุนนักวิชาการ และการเชิญผู้เชี่ยวชาญที่มีประวัติการให้คำปรึกษากับโครงการประเภทเดียวกัน ผู้เล่นในวงจรนี้คือ ปัญญาชนในเครือข่ายระบบของชนชั้นปกครอง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ใช้ภาษาทางวิชาการของตนเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้แก่อำนาจที่มีอยู่ ในขณะเดียวกัน นักวิชาการอิสระที่ยกประเด็นต่างมุมจะถูกจัดให้อยู่ในฐานะ “ผู้คัดค้าน” “เอ็นจีโอ” หรือ “ขาดความเข้าใจในภาพใหญ่” ราวกับว่าการมองอีกมุมหนึ่งคือความผิดพลาดทางจริยศาสตร์
ลำดับสุดท้าย คือ “การสื่อสารสร้างสามัญสำนึก” ซึ่งแปลงข้อสรุปจากห้องประชุมให้กลายเป็นความจริงในชีวิตประจำวันของสาธารณชน ผ่านบทสัมภาษณ์ของรัฐมนตรี ผ่านอินโฟกราฟิกที่งดงามในสื่อทางการ ผ่านสปอตโฆษณาที่ขายภาพอนาคตอันรุ่งโรจน์ กระบวนการนี้คือการสร้าง “มายาคติ” หรือการแปลงสิ่งที่เป็นการตัดสินใจทางการเมืองให้กลายเป็นข้อเท็จจริงทางธรรมชาติ และเมื่อมายาคตินี้ปักรากลึกพอ การถามคำถามต่อมันก็จะดูเหมือนการต่อต้านความก้าวหน้าและการพัฒนา
สังคมที่อยู่ในภาวะทุพภิกขภัยทางปัญญาแสดงอาการเฉพาะตัวที่สังเกตได้หากรู้จะมองหา ประการแรกคือความขัดแย้งระหว่างปริมาณข้อมูลกับคุณภาพของการถกเถียง รายงานหนาเป็นพันหน้าถูกผลิตขึ้น สถิติถูกเผยแพร่ทุกไตรมาส แต่บทสนทนาสาธารณะกลับวนอยู่ในวลีเดิม ๆ ไม่กี่วลี “ต้องเร่งการลงทุน” “ต้องสร้างความเชื่อมั่น” “ต้องไม่ตกขบวนรถไฟโลก” ราวกับว่าสมองส่วนรวมของสังคมถูกจำกัดอยู่ในคลังศัพท์ที่กระทรวงการคลังอนุมัติให้ใช้
ประการที่สอง คือความเหมือนกันอย่างน่าประหลาดของผู้เชี่ยวชาญ หากเปิดดูรายชื่อคณะกรรมการของหน่วยงานสำคัญ เปิดดูรายชื่อปาฐกในงานสัมมนาระดับชาติ เปิดดูชื่อผู้เขียนในรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยและสภาพัฒน์ จะพบว่าเป็นกลุ่มเดียวกันที่หมุนเวียนเปลี่ยนเก้าอี้กัน จากภาคเอกชนสู่กระทรวง จากกระทรวงสู่สถาบันวิจัย จากสถาบันวิจัยสู่บอร์ดของรัฐวิสาหกิจ ปรากฏการณ์นี้คือ“ชนชั้นนำที่หมุนเวียน” อันมีลักษณะเด่นคือเป็นวงปิดที่สมาชิกใหม่จะถูกคัดเลือกผ่านความคุ้นเคยของวงเดิม ไม่ใช่ผ่านการเปิดประตูสู่มุมมองใหม่
ประการที่สาม คือเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ปราศจากอิทธิพลต่อการตัดสินใจ เมื่อเสียงของประชาชนถูกบันทึกไว้ในรายงาน แต่ไม่ส่งผลต่อโครงการเลย เมื่อข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญอิสระถูกบรรจุในภาคผนวก แต่ไม่ปรากฏในข้อสรุปผู้บริหาร เมื่อนั้นการรับฟังกลายเป็นพิธีกรรมแห่งการแสดงว่ามีการรับฟัง โดยไม่จำเป็นต้องมีการฟังจริง สภาวะนี้ในทางจิตวิทยาการเมืองอาจเรียกว่า “ประชาธิปไตยเชิงพิธีกรรม” ซึ่งกัดเซาะความไว้วางใจของพลเมืองอย่างช้า ๆ และลึกที่สุด เพราะสิ่งที่เลวร้ายกว่าการไม่ถูกถาม คือการถูกถามแล้วรู้ว่าคำตอบไม่มีความหมาย
ประการสุดท้าย และเป็นสัญญาณที่อันตรายที่สุด คือการสูญเสียความถ่อมตนเชิงญาณวิทยา ระบบที่อยู่ในภาวะทุพภิกขภัยจะมีคำอธิบายที่มั่นใจสำหรับทุกเรื่อง ไม่มีพื้นที่สำหรับความไม่แน่นอน ไม่มีการยอมรับว่า “เราอาจคิดผิด” ไม่มีกลไกแก้ไขเมื่อโลกแสดงให้เห็นว่าโมเดลที่ใช้อยู่นั้นพลาด จอห์น เมนาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) เคยกล่าวประโยคที่ลือเลื่องว่า “เมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยน เขาก็เปลี่ยนความคิด แล้วผู้อื่นทำอย่างไร” ทว่าในระบบทุพภิกขภัยทางปัญญา ข้อเท็จจริงเปลี่ยนได้ แต่ความคิดของผู้กุมอำนาจไม่เปลี่ยน เพราะความรู้มิได้มีไว้เพื่อนำทาง หากมีไว้เพื่อยืนยันทิศทางที่เลือกแล้ว
สังคมที่มีคำอธิบายที่มั่นใจสำหรับทุกเรื่อง คือสังคมที่หยุดเรียนรู้ และสังคมที่หยุดเรียนรู้คือสังคมที่กำลังเดินเข้าสู่หน้าผาโดยไม่รู้ตัว
เพื่อให้แนวคิดเชิงนามธรรมข้างต้นปรากฏชัดในรูปธรรม โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) เชื่อมชุมพร–ระนอง และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) อาจเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนทุกใบหน้าของทุพภิกขภัยทางปัญญาได้อย่างเข้มข้นที่สุดในยุคสมัยปัจจุบัน
โครงการดังกล่าวถูกผลักดันด้วยภาษาที่คุ้นหู การเชื่อมโยงสองมหาสมุทร การร่นเวลาขนส่ง การยกระดับไทยให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียน เม็ดเงินลงทุนระดับล้านล้านบาท การจ้างงานหลายแสนตำแหน่ง ภาษาที่ฟังดูสมเหตุสมผลจนแทบไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม
หากนำกรอบทุพภิกขภัยทางปัญญามาวิเคราะห์ จะเห็นว่าโครงการนี้ถูกจัดกรอบไว้เป็นเรื่องของการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศตั้งแต่ต้น
คำถามที่ถูกถามคือ “เส้นทางขนส่งของไทยจะแข่งกับช่องแคบมะละกาได้อย่างไร” ไม่ใช่ “ประชาชนในพื้นที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นในแง่ใด”
ผู้เล่นที่ถูกเชิญเข้ามาในห้องประชุมล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม การเดินเรือ และเศรษฐศาสตร์มหภาค ในขณะที่นักนิเวศวิทยาทะเล ชาวประมงพื้นบ้าน ผู้นำชุมชน และนักประวัติศาสตร์สังคมของพื้นที่อ่าวไทยและอันดามัน ผู้ที่อาจมีความรู้ลึกที่สุดเกี่ยวกับสิ่งที่จะถูกเปลี่ยนแปลง ปรากฏตัวในฐานะ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” เท่านั้น ไม่ใช่ในฐานะผู้รู้
งานวิจัยที่ถูกอ้างอิงในการขับเคลื่อนโครงการล้วนผลิตจากเครือข่ายสถาบันที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้สนับสนุนนโยบาย รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพถูกจัดทำในกรอ
บเวลาที่จำกัดและมีโครงสร้างคำถามที่กำหนดล่วงหน้า การประชุมรับฟังความคิดเห็นในจังหวัดชุมพรและระนองดำเนินไปในรูปแบบที่ผู้คัดค้านกล่าวว่าเอกสารถูกเปิดเผยเพียงไม่กี่วันก่อนการประชุม คำถามถูกจำกัด เวลาในการพูดของชาวบ้านสั้นกว่าเวลาของวิทยากร และข้อกังวลที่ยกขึ้นกลับไม่ปรากฏในรายงานสรุป พิธีกรรมที่สมบูรณ์แบบในเชิงรูปแบบ แต่ว่างเปล่าในเชิงสาระ
ที่สำคัญที่สุดคือลักษณะของวาทกรรม “หลีกเลี่ยงไม่ได้” ที่ห่อหุ้มโครงการนี้ ผู้สนับสนุนกล่าวว่าหากไม่ทำตอนนี้จะตกขบวน หากไม่เร่งสร้างเส้นทางจะเสียโอกาสทางประวัติศาสตร์ หากชะลอจะเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ คำถามพื้นฐาน เช่น ความต้องการขนส่งจริงในเส้นทางนี้มีมากน้อยเพียงใด ค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าผ่านสองท่าเรือจะคุ้มค่าต่อสายเรือหรือไม่ ความเสี่ยงทางสมุทรศาสตร์ในอ่าวไทยและทะเลอันดามันได้ถูกประเมินแบบบูรณาการหรือยัง คำถามเหล่านี้ถูกตอบด้วยภาษาของความเร่งด่วน ไม่ใช่ภาษาของหลักฐาน
ที่น่าสนใจคือความรู้ทางเลือกซึ่งถูกกีดกันออกไป มีอยู่จริงและสะสมอยู่อย่างหนาแน่นในชุมชน ชาวประมงในระนองรู้ว่ากระแสน้ำไหนเปลี่ยนทิศตามฤดู ชุมชนเกาะพยามรู้ว่าแนวปะการังใดเปราะบางต่อตะกอนทราย ผู้เฒ่าผู้แก่จดจำว่าโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจครั้งก่อน ๆ ในภาคใต้ได้ทิ้งร่องรอยใดไว้บ้าง
ความรู้เหล่านี้คือ ปัญญาเชิงพื้นที่ที่ไม่อาจถูกแทนที่ด้วยแบบจำลอง GIS ใด ๆ ทว่าในวงจรการผลิตความรู้ของรัฐ ความรู้ประเภทนี้ถูกจัดอยู่ในฐานะ “ประเด็นทางสังคม” ที่ต้อง “บริหารจัดการ” ไม่ใช่ “องค์ความรู้” ที่ต้องบูรณาการเข้ากับการตัดสินใจ
ผลที่ได้คือการเปลี่ยน “ผืนดิน” ให้กลายเป็น “ทรัพย์สิน” หรือการถอนแผ่นดินและทะเลออกจากเครือข่ายชีวิต ความหมาย และความสัมพันธ์ทางสังคมที่ห่อหุ้มมัน เพื่อแปลงให้กลายเป็นเพียงปัจจัยการผลิตในสมการเศรษฐกิจ และการแปลงนี้มิใช่ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจล้วน ๆ หากคือปฏิบัติการเชิงญาณวิทยา ที่ลบล้างวิธีการรู้แบบหนึ่งเพื่อแทนที่ด้วยอีกแบบหนึ่งโดยปริยาย
ทุพภิกขภัยทางปัญญามิได้เป็นเพียงปัญหาทางวิชาการอันห่างไกล หากมีผลพวงที่ตามมาเป็นรูปธรรมในชีวิตของพลเมืองและเสถียรภาพของระบบ
ผลพวงประการแรก คือความเปราะบางของการตัดสินใจ เพราะนโยบายที่ตั้งอยู่บนฐานความรู้แบบเดียวจะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เมื่อเงื่อนไขจริงของโลกแตกต่างไปจากสมมติฐาน เมื่อราคาน้ำมันโลกเปลี่ยนทิศ เมื่อภาวะภูมิอากาศพลิกผัน เมื่อเทคโนโลยีการเดินเรือก้าวกระโดด นโยบายที่สร้างจากการคำนวณเดียวจะไม่มีกลไกภายในให้ปรับตัวได้ทัน และแทนที่จะปรับ ผู้รับผิดชอบมักเลือกที่จะปฏิเสธว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว
ผลพวงประการที่สอง คือการต่อต้านทางสังคม ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ได้รับผลกระทบรู้สึกว่าตนถูกตัดออกจากกระบวนการสร้างความรู้ที่ใช้ตัดสินอนาคตของตน พวกเขาจะเลือกหนึ่งในสองทางออก นั่นคือ การถอนตัวออกจากความเชื่อมั่นในระบบ หรือก่อกบฏด้วยรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง การประท้วงคัดค้านโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในไทยตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา จากเขื่อนปากมูล โรงไฟฟ้าถ่านหิน เหมืองแร่ ไปจนถึงโครงการเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก มิใช่ปฏิบัติการของกลุ่มคนที่ “ต่อต้านการพัฒนา” หากคือปฏิบัติการของพลเมืองที่ปฏิเสธจะยอมรับความรู้ที่ผลิตโดยปราศจากตน
ผลพวงประการสุดท้ายและร้ายแรงที่สุดคือความล้มเหลวเชิงระบบ อันเป็นสภาวะที่ระบบนโยบายโดยรวมสูญเสียความสามารถในการเรียนรู้และ ระบบทุพภิกขภัยทางปัญญาคือ “การที่ไม่เรียนรู้ ไม่สรุปบทเรียน” ซึ่งจะทำผิดพลาดซ้ำในรูปแบบที่คล้ายเดิมในแต่ละทศวรรษ เพียงเปลี่ยนชื่อโครงการและเปลี่ยนหน้าผู้รับผิดชอบ ในระยะยาว สังคมเช่นนี้จะสูญเสียศักยภาพในการรับมือกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตภูมิอากาศ การปฏิวัติเทคโนโลยี หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงประชากรเพราะเครื่องมือทางปัญญาที่มีอยู่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับโลกของเมื่อยี่สิบปีก่อน
ในห้วงเวลาที่สังคมไทยยืนอยู่บนทางแยกของการตัดสินใจขนาดใหญ่หลายโครงการ ตั้งแต่แลนด์บริดจ์ไปจนถึงนโยบายพลังงาน ตั้งแต่ผังเมืองไปจนถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน คำถามที่อยู่เบื้องหลังคำถามทั้งหมดคือคำถามเชิงญาณวิทยา เราจะรู้ได้อย่างไรว่าทางที่กำลังจะเดินไปนั้นถูกต้อง หากผู้ที่ตอบคำถามนั้นคือกลุ่มคนกลุ่มเดียวที่ใช้ภาษาเดียวกันและมองโลกผ่านเลนส์เดียวกัน ความรู้ที่ได้ก็จะเป็นความรู้ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับกลุ่มนั้น แต่อาจเป็นความรู้ที่อันตรายที่สุดสำหรับสังคมโดยรวม
ทุพภิกขภัยทางปัญญาคือคำเตือนว่าประชาธิปไตยมิได้วัดเพียงจากกล่องบัตรเลือกตั้ง หากจากความหลากหลายของเสียงที่ได้รับการรับฟังในกระบวนการตัดสินใจที่จะกำหนดอนาคตร่วมกัน การคิดคือกิจกรรมทางการเมืองที่พื้นฐานที่สุด เพราะการคิดอย่างเปิดกว้างคือการยอมรับว่ามีคนอื่นที่คิดต่าง และการยอมรับเช่นนั้นคือเงื่อนไขแรกของการอยู่ร่วมในโลกใบเดียวกัน
คำถามจึงไม่ใช่ว่าโครงการใดควรเดินหน้าหรือควรหยุด คำถามคือว่าสังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะรื้อฟื้นพื้นที่ของการคิดร่วมกัน พื้นที่ที่ผู้รู้แบบเก่าและผู้รู้แบบใหม่ ภาษาของตัวเลขและภาษาของชีวิต ปัญญาในเมืองหลวงและปัญญาในชายฝั่ง สามารถปะทะ ผสาน และก่อรูปเป็นความรู้ใหม่ที่ซื่อสัตย์ต่อความซับซ้อนของโลกที่เราอาศัยอยู่ หากไม่พร้อม ความเปราะบางที่สะสมอยู่ใต้ผิวของความมั่นใจในวันนี้ จะปะทุออกในรูปใดรูปหนึ่งวันข้างหน้า ในรูปของวิกฤตทางเศรษฐกิจ ในรูปของความขัดแย้งในพื้นที่ ในรูปของการสูญเสียความชอบธรรมของรัฐที่ค่อย ๆ กัดเซาะจนยากจะกู้คืน
ทุพภิกขภัยทางปัญญาค่อย ๆ ทำให้สังคมสูญเสียภูมิคุ้มกันทางความคิด จนเมื่อวิกฤตที่แท้จริงมาถึง สังคมจะไม่มีเครื่องมือทางปัญญาที่จะรับมือ ความอุดมสมบูรณ์ของรายงาน สถิติ และผู้เชี่ยวชาญจะกลายเป็นเพียงเครื่องประดับของห้องประชุมที่ว่างเปล่า เพราะความรู้ที่แท้จริง ดังที่ภูมิปัญญาตะวันออกเตือนเสมอมา มิได้อยู่ที่การมีคำตอบสำหรับทุกคำถาม หากอยู่ที่การรู้จักถามคำถามที่ยังไม่มีใครกล้าถาม


