xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ทุนจีนจากคอมปราดอร์ถึงนอมินี (4) คอมปราดอร์คนแรกของจีน (ต่อ)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ปอทติงเจอร์ (Sir Henry Pottinger)
 
ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล


ผลของการศึกครั้งนี้คือ อังกฤษยังคงเป็นฝ่ายชนะ คราวนี้อังกฤษตีป้อมหูเหมิน (Bogue forts) ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 1841 จากนั้นก็บุกเข้ายึดจุดยุทธศาสตร์บริเวณปากแม่น้ำไข่มุกหรือจูเจียง (Pearl River) แล้วปิดล้อมกว่างโจวเอาไว้ ทำให้ทัพจีนตกอยู่ใน “กับดัก”

เมื่อเป็นเช่นนี้ พ่อค้าหองและข้าราชการในกว่างโจวจึงเสนอ “ค่าไถ่” (ransom) จำนวนหกล้านเหรียญเพื่อรักษากว่างโจวเอาไว้ไม่ให้ถูกทำลาย

 การเจรจาสงบศึกกว่าจะมีขึ้นได้เวลาก็ล่วงไปถึงเดือนพฤษภาคม 1841 ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ทำให้จีนต้องจ่ายเงินค่าไถ่หกล้านเหรียญให้อังกฤษภายในหนึ่งสัปดาห์ และต้องถอนกำลังออกจากกว่างโจวไปราว 96 กิโลเมตรภายในหกวัน โดยอังกฤษจะถอนกำลังออกไปจากป้อมหูเหมินเช่นกัน การแลกเปลี่ยนเชลยศึก และการเลื่อนเวลาปัญหาการยกฮ่องกงให้อังกฤษออกไป 

ผลงานของอี้ซานในครั้งนี้จึงล้มเหลว

ส่วนการศึกในระยะที่สามเริ่มนับเมื่อ  ปอทติงเจอร์ (Sir Henry Pottinger, ค.ศ.1789-1856)  เลขาธิการการต่างประเทศคนใหม่เดินทางมาถึง และเอลลิออทเดินทางกลับอังกฤษในเดือนสิงหาคม 1841 ไปแล้ว การศึกระยะนี้ปอทติงเจอร์เตรียมเรือรบ 10 ลำ เรือกลไฟสี่ลำเพื่อขนปืน 336 กระบอก และกำลังพล 2,519 นาย

จากนั้นก็บุกทะลวงกว่างโจวขึ้นไปทางเหนือแล้วยึดเมืองต่าง ๆ เช่น อามอย ติ้งไห่ในมณฑลเจ้อเจียง และหนิงปอ จนถึงฤดูใบไม้ผลิ 1842 อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทยอยเพิ่มเข้ามาก็บุกขึ้นเหนือเข้ายึดอู๋ซง (ที่อยู่ทางเหนือของซ่างไห่) ซ่างไห่ (เซี่ยงไฮ้) และจิ้นเจียงในมณฑลฝูเจี้ยน

ที่สำคัญคือ การยึดศูนย์กลางการคมนาคมอย่างคลองขุดใหญ่ (ต้าอวิ้นเหอ) และแม่น้ำหยางจื่อ (แยงซี) เพื่อตัดช่องทางการขนส่งธัญญาหารไปทางภาคเหนือของจีน ศึกระยะนี้จึงสร้างความสูญเสียให้แก่จีนอย่างมาก และทำให้แก่ข้าราชการในมณฑลต่าง ๆ ต้องออกมาเรียกร้องให้จักรพรรดิทรงเปิดการเจรจากับอังกฤษเพื่อยุติศึกครั้งนี้

เมื่อเข้าตาจนเช่นนี้ จีนก็เสนอให้มีการเจรจากันขึ้น แต่ถูกปอทติงเจอร์ปฏิเสธโดยเขาให้เหตุผลว่า การเจรจาจะมีขึ้นก็ต่อเมื่อราชสำนักส่งผู้มีอำนาจเต็มมาเจรจาเท่านั้น จากนั้นก็นำเรือรบเข้าโจมตีเมืองหนานจิงในวันที่ 9 สิงหาคม แล้วการเจรจาก็มีขึ้นที่เมืองนี้ และสนธิสัญญาอันอื้อฉาวคือ  สนธิสัญญาหนานจิง (หนานจิงเถียวเยี่ว์ย, (南京條約, Treaty of Nanking)  ก็เกิดขึ้น

สาระสำคัญของสนธิสัญญาหนานจิงคือ จีนต้องเสียค่าปรับให้ 21 ล้านเหรียญ ด้วยการแบ่งจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายทางการทหาร 12 ล้านเหรียญ ค่าเสียหายที่จีนได้ทำลายฝิ่นของอังกฤษอีกหกล้านเหรียญ และชำระหนี้ที่พ่อค้าหองติดพ่อค้าอังกฤษสามล้านเหรียญ ยกเลิกการผูกขาดของพ่อค้าหอง เปิดเมืองท่าห้าเมืองคือ กว่างโจว อามอย ฝูโจว หนิงปอ และซ่างไห่ พร้อมที่พักอาศัยของกงสุลและพ่อค้าอังกฤษกับครอบครัว

 ที่สำคัญคือ ยกฮ่องกงให้แก่อังกฤษ โดยสนธิสัญญาฉบับภาษาจีนจะใช้ภาษาทางการที่สละสลวยว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณขององค์จักรพรรดิ ที่พระราชทานเกาะนี้ให้เป็นที่พักและที่เก็บสัมภาระแก่ชาวอังกฤษ หลังจากการเดินทางท่องเที่ยวในจีนมาอย่างยาวนาน 

เป็นภาษาที่ฟังดูดีแม้ในยามที่พ่ายแพ้ไปแล้ว แต่ก็ยังมิวายที่จะรักษาหน้าเอาไว้

หลังจากที่สนธิสัญญาหนานจิงประสบผลสำเร็จ ชาติตะวันตกอื่นก็เอาอย่างบ้าง และจีนก็มิอาจปฏิเสธ ดังนั้น สนธิสัญญาฉบับต่าง ๆ ที่ไม่เป็นธรรมก็ทยอยกันออกมาด้วยรายละเอียดที่แตกต่างกันไป แต่โดยภาพรวมแล้วจะเห็นได้ชัดถึงการพังทลายลงของความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการ ที่ถูกแทนที่ด้วยความสัมพันธ์ในระบบการค้าเสรี

ระบบบรรณาการที่จีนยึดมั่นมายาวนานหลายพันปีจึงสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ในชั้นหลังได้สรุปสาเหตุของความพ่ายแพ้ของจีนแล้วได้คำตอบว่า ปฏิสัมพันธ์กับตะวันตกในครั้งนี้จีนถูกบังคับให้ต้องยอมรับกติกาการค้าเสรีที่ตะวันตกตราขึ้นมา และหลังจากนี้ไปอีกไม่นานก็ต้องปรับตัวให้ยอมรับวัฒนธรรมตะวันตกตามมาด้วย

ในขณะเดียวกันจีนก็มีความอ่อนแอภายในโดยไม่รู้ตัวว่าตนอ่อนแอ ซ้ำร้ายก็ยังเข้าใจผิดว่าตนยังเข้มแข็งเกรียงไกร เป็นจักรวรรดิที่มีอารยธรรมสูงส่งที่ไม่มีใครทัดเทียม ชาติอื่นมีแต่จักต้องมาสวามิภักดิ์ต่อจีนเท่านั้น และแล้วความพ่ายแพ้ของจีนในครั้งนี้จึงมีสาเหตุอยู่สองประการ
ประการแรก จีนมีความล้าหลังทางเทคนิคและอาวุธ ประการที่สอง จีนมีความเสื่อมในการบริหารจัดการกองทัพ เวลานั้นจีนมีกำลังพลอยู่ถึง 600,000 นาย แต่กำลังพลเหล่านี้กระจายกันอยู่ตามเมืองเล็ก ๆ และตามถนนรนแคมจนแยกไม่ออกระหว่างพ่อค้ากับราษฎร ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะระบบบริหารได้กีดกันไม่ให้มีการรวมกำลังพลให้เข้มแข็ง ซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่ราชวงศ์ชิงได้ เพราะกำลังพลเหล่านี้ล้วนเป็นชนชาติฮั่น (จีน) ที่อาจลุกฮือขึ้นโค่นล้มชิงเมื่อไรก็ได้

การปฏิบัติแบบไร้ระเบียบในกองทัพจีนถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็นำมาซึ่งการฉ้อราษฎร์บังหลวง เมื่อเหล่าขุนศึกนำเอารายชื่อที่ไม่มีอยู่จริงของกำลังพลไปรับส่วนแบ่งอาหาร จนกำลังพลขาดการฝึกหัด ขาดไหวพริบ และความกล้าหาญในยามที่มีศึก และมักจะหนีทัพก่อนที่ข้าศึกจะมาถึงตัวด้วยซ้ำไป

กำลังพลจะกล้าก็แต่กับราษฎร บางพื้นที่ยังพบเห็นขุนศึกปกครองกำลังพลเยี่ยงทาสในเรือนเบี้ย ส่วนกำลังพลเองจำนวนไม่น้อยต่างก็ติดฝิ่นกันงอมแงม

แต่กระนั้น สาเหตุสองประการข้างต้นเป็นสาเหตุที่สรุปขึ้นในภายหลัง และเป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่จริง แต่กับขุนนางชิงที่อยู่ร่วมในการศึกแล้วกลับมีสาเหตุอีกประการหนึ่งต่างออกไป

สาเหตุที่ว่านี้ก็คือ การมีชาวจีนกลุ่มหนึ่งที่มีความสัมพันธ์อันดีกับชาวตะวันตก ชาวจีนกลุ่มนี้คอยให้ข้อมูลแก่ศัตรู

ชาวจีนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งเป็นพ่อค้าที่มีผลประโยชน์กับตะวันตกมายาวนาน และตอนที่การศึกเกิดขึ้นนั้น ชาวจีนกลุ่มนี้ก็คอยให้ข้อมูลพื้นที่ที่กำลังสู้รบกันอยู่ให้แก่อังกฤษ หรือไม่ก็นำทางให้แก่ทัพอังกฤษด้วยตนเองในขณะที่บุกไปยังพื้นที่ต่าง ๆ

สาเหตุประการนี้ทำให้ขุนนางจีนสรุปว่า ที่จีนพ่ายแพ้แก่อังกฤษนั้น “มาจากเหตุภายในแทนที่จะเป็นเหตุภายนอก” และเรียกชาวจีนกลุ่มนี้อย่างไม่ลังเลว่า “ผู้ทรยศ” (traitor)

และผู้ทรยศที่มีบทบาทสูงคนหนึ่งก็คือ  เป้าเผิง ดังที่บทความนี้ได้กล่าวไปแล้ว โดยเมื่อขุนนางฉีซ่านถูกขับไล่หลังจากที่ไปยอมอังกฤษจนเกิดสนธิสัญญาชวนปี๋แล้ว เป้าเผิงก็ยังคงเป็นล่ามในการเจรจาระหว่างจีนกับอังกฤษ และผลที่ออกมาก็คือ สนธิสัญญาหนานจิง

เป้าเผิงนับเป็นคอมปราดอร์คนแรกในประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ ที่เข้ามามีบทบาททางการเมืองในช่วงเวลาที่สำคัญ ราชสำนักจึงลงโทษเขาด้วยข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับต่างประเทศ โดยให้เนรเทศเขาไปเป็นแรงงานทาสยังมณฑลอีลี่ (ชื่อเดิมของซินเจียง) จนกว่าจะมีการประกาศให้อภัยโทษอย่างเป็นทางการ