xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ผ่าปม “กรรมการอิสระ” ขวางรื้อ CPALL แค่ทำตาม “แบงก์ชาติ” ไม่ได้ “ขัดแย้ง” ?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทางด้านเศรษฐกิจที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อพญามังกรอย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPG) เกิดกรณีคณะกรรมการอิสระของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL มีมติเป็นเอกฉันท์ค้านแผนโอนย้ายกิจการที่เป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่ของ CPALL ออกไปหนุน “ธนาคารไร้สาขา” ธุรกิจใหม่ของ CPG ที่มีมูลค่าเดิมพันนับแสนล้านบาท 

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากความไฝ่ฝันของเครือซีพีที่ต้องการรุกคืบเข้าสู่ธุรกิจ Virtual Bank หรือธนาคารไร้สาขา ภายใต้ชื่อ   “บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACMH)”  โดยยกเหตุผลเรื่องจำเป็นต้องทำตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำหนดให้บริษัทในเครือที่มีใบอนุญาตทางการเงิน (Payment Gateway, e-Money) ต้องมาอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจทางการเงินเดียวกัน

แต่ปัญหาอยู่ที่ “จิ๊กซอว์” ที่เครือซีพีต้องการหยิบออกไปจาก CPALL นั้นคือ “หัวใจและเส้นเลือดใหญ่” ที่หล่อเลี้ยงธุรกิจของร้านสะดวกซื้อ 7-11 ประกอบด้วย

 1.บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องจักรผลิตเงินสดที่ไม่เคยหลับไหล และเป็นฐานข้อมูลการชำระเงินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ (CPALL ถือหุ้น 100%)

2.บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด เจ้าของเทคโนโลยีการชำระเงินและฐานข้อมูลสมาชิก All Member (CPALL ถือหุ้น 100%)

3.บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT เจ้าของ Makro และ Lotus’s ซึ่งเปรียบดั่งแขนขาด้านค้าส่งและค้าปลีกขนาดใหญ่ที่เพิ่งจะควบรวมเสร็จสิ้น (CPALL ถือหุ้น 60%) 

อันที่จริงแล้วปรากฏการณ์ที่ “กรรมการอิสระ” ลุกขึ้นมาคัดค้านมติของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่แบบ “ยกแผง” นำโดยบุคคลระดับบิ๊กอย่าง นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์, พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ และคณะ รวม 6 คน ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ด้วยตามปกติแล้วกรรมการบริษัทจดทะเบียน มักจะเห็นชอบกับแผนที่ฝ่ายบริหารบริษัท ฯ หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ

แต่กรรมการ CPALL และคณะกรรมการตรวจสอบ กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในตลาดทุนไทย โดยลุกขึ้นมาขวางข้อเสนอการโยก 3 บริษัทดังกล่าวที่ทำรายได้สำคัญของ CPALL นับเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามได้ด้วยประการทั้งปวง

เหตุผลที่กรรมการอิสระยกขึ้นมาประกอบด้วย

 หนึ่ง ทำลายความเชื่อมั่นและจุดแข็งเดิม เนื่องจากการโอนเคาน์เตอร์เซอร์วิสออกไปจะทำให้ CPALL เสียความเป็นกลาง (Neutrality) ในการเป็นตัวแทนรับชำระเงินให้ธนาคารอื่น และอาจทำให้คู่ค้าหวาดระแวง

 สอง  ความไม่สมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องจาก CPALL คือผู้ที่แบกหนี้มหาศาลจากการไปไล่ซื้อ Makro และ Lotus’s มาตามยุทธศาสตร์เครือ แต่ในวันที่ธุรกิจเหล่านี้กำลังผลิบาน กลับจะถูกดึงพรากออกไปในราคาที่อาจไม่เป็นธรรมต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย

 สาม  ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น เมื่อพินิจพิจารณาจากแนวทางการแลกสินทรัพย์ที่ทำกำไรแน่นอน (Cash Cow) กับหุ้นในธุรกิจใหม่อย่าง Virtual Bank ที่ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีกำไร นั่นอาจหมายถึงการเอาอนาคตของผู้ถือหุ้นรายย่อยไปเสี่ยงในเกมที่ CPALL ไม่ได้เป็นผู้คุมกติกา

 โบรกเกอร์เตือนพายุกำลังถล่มหุ้น CPALL 

ในระยะแรกที่ปรากฏข่าว การคานอำนาจครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุนอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อของการเปิดเผยข้อมูลสำคัญ นับตั้งแต่วันที่บอร์ดมีมติเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 จนถึงวันที่ 21 เมษายน 2569 ราคาหุ้นของ CPALL มีความผันผวนสะท้อนความอึดอัดของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างธุรกิจที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ ช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ก่อนมีข่าวราคาหุ้น CPALL อยู่ในกรอบ 45 – 47 บาท โดยมีแรงซื้อเก็งกำไรผลประกอบการ Q1/26 ที่คาดว่าจะออกมาดี และวันที่มีมติบอร์ดราคาปิดอยู่ที่ 47.50 บาท แต่เริ่มเห็นแรงขายเพื่อลดความเสี่ยงจากวันหยุดยาวและรอความชัดเจนจากข่าวเรื่องโอนกิจการ พอถึงวันที่ 20-21 เมษายน 2569 หลังข่าวกรรมการอิสระคัดค้านการโอนย้าย 3 กิจการ แพร่กระจายอย่างเป็นทางการและขยายวงกว้าง ราคาหุ้น CPALL ผันผวนโดยลงทำจุดต่ำสุดที่ประมาณ 45.75 บาท ก่อนจะทรงตัวที่ระดับ 46 บาท

ขณะที่มุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ ด้านปัจจัยพื้นฐาน “ยังคงแนะนำซื้อ”  ส่วนใหญ่ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 60.00 - 65.00 บาท เนื่องจากมองว่าผลดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ยังแข็งแกร่ง และการขยายสาขา 7-Eleven รวมถึงการคัดค้านของกรรมการอิสระช่วยลดความเสี่ยงที่บริษัทอาจจะสูญเสียเครื่องจักรทำเงิน (Cash Cow) อย่างเคาน์เตอร์เซอร์วิสไป

แต่ก็เตือนให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) ซึ่งกำหนดเอาไว้วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นี้

สำหรับมุมมองของรายโบรกเกอร์  บล.เอเซีย พลัส (ASPS)  สะท้อนว่านี่ว่าเป็นภาพสะท้อนระหว่างความต้องการขยาย New S-Curve ของเครือซีพี กับการรักษาฐานรายได้เดิมของ CPALL พร้อมเตือนให้นักลงทุนติดตามคะแนน ESG ของหุ้นในกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และรองประธานกรรมการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
ทั้งนี้ เอเซีย พลัส ให้ความสำคัญอย่างมากกับคุณภาพของสินทรัพย์ที่จะถูกโยกออกไป โดยวิเคราะห์ว่าทั้งเคาน์เตอร์เซอร์วิส และ ไทยสมาร์ทคาร์ด ไม่ใช่แค่บริษัทย่อยธรรมดา แต่เป็น “เส้นเลือดใหญ่” ที่หล่อเลี้ยงระบบนิเวศ (Ecosystem) ของ CPALL และเป็นการดึงกำไรที่แน่นอนและมีความเสี่ยงต่ำออกจากมือผู้ถือหุ้น CPALL เพื่อไปลงใน Virtual Bank ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่ยังไม่เห็นกำไร และมีโอกาสขาดทุนในช่วง 3-5 ปีแรก

ยังมีประเด็นความเสียเปรียบเชิงอำนาจต่อรอง เนื่องจากการโอนกิจการครั้งนี้อาจทำให้ CPALL ต้องกลายเป็น “ลูกค้า” ของบริษัทเดิมที่ตัวเองเคยเป็น “เจ้าของ” ซึ่ง เอเซีย พลัส ตั้งข้อสังเกตว่าเงื่อนไขค่าธรรมเนียมในอนาคตจะยังคงเอื้อประโยชน์ต่อ CPALL เหมือนเดิมหรือไม่?

ในมุมของ เอเซีย พลัส ยังมองว่า หากดีลนี้ถูกผลักดันผ่านที่ประชุม EGM โดยไม่แก้ไขข้อกังวลของกรรมการอิสระ จะส่งผลกระทบต่อคะแนน ESG ของหุ้น CPALL อย่างรุนแรง

ส่วนในแง่กลยุทธ์ “เก็งกำไรบนความเสี่ยง” เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนมองข้ามราคาหุ้นในระยะสั้นที่ผันผวน และไปโฟกัสที่ "ราคาที่จะใช้ในการโอนกิจการ" (Transfer Pricing) หากราคาโอนกิจการต่ำเกินไป จะถือเป็นการ “ผ่องถ่ายกำไร” ที่ไม่เป็นธรรม

ASPS ประเมินว่าหุ้น CPALL จะติดหล่มไปจนกว่าจะถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันประชุม EGM เพราะความไม่แน่นอนนี้คือศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของตลาดหุ้น

ส่วนการวิเคราะห์ของ บล.กรุงศรี (KSS)  มุ่งเป้าไปที่หัวใจหลักของความกังวลในหมู่ผู้ถือหุ้นรายย่อย นั่นคือผลกระทบต่อกำไรและกระแสเงินสด และการสูญเสีย “ศักยภาพการเติบโตในอนาคต” โดยกรุงศรีระบุว่า บริษัทที่จะถูกโยกออกไป โดยเฉพาะเคาน์เตอร์เซอร์วิส และ CPAXT คือธุรกิจที่ทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ เมื่อบริษัทเหล่านี้ถูกย้ายไปอยู่ภายใต้ ACMH (Virtual Bank) กำไรสุทธิของ CPALL จะลดลงตามสัดส่วนที่เคยถืออยู่ ซึ่งกรุงศรี ประเมินว่าอาจสูงถึง 23% ของกำไรสุทธิรวม

เมื่อกำไรสุทธิลดลง ย่อมส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ลงทุนใน CPALL เพราะต้องการเงินปันผลที่สม่ำเสมอและปลอดภัย

สำหรับผลกระทบต่อการเติบโตของบริษัท การสูญเสียธุรกิจเหล่านี้ เท่ากับเป็นการตัดแขนตัดขาของยุทธศาสตร์ New Retail นั่นคือการสูญเสีย Synergy โดยเคาน์เตอร์เซอร์วิสและไทยสมาร์ทคาร์ด ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำ Data Analytics และ Loyalty Program (All Member) หากแยกจากกัน การเชื่อมต่อข้อมูลเพื่อทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Marketing) จะทำได้ยากขึ้นและมีต้นทุนสูงขึ้น

ไม่นับว่าการเปลี่ยนจากเจ้าของธุรกิจที่มีกำไรแน่นอน ไปเป็นผู้ถือหุ้นใน Virtual Bank ที่ยังไม่รู้หมู่หรือจ่า คือการแลก “เงินสดในมือ” กับ “ความฝันในอนาคต” ซึ่งกรุงศรีมองว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยง (Risk Profile) ให้กับบริษัทโดยไม่จำเป็น

ส่วน  ดาโอ (DAOL) มองว่าประเด็นนี้เป็น “ปัจจัยลบที่กดดันราคาหุ้น” ในระยะสั้นจนกว่าจะมีความชัดเจนในการประชุม EGM วันที่ 29 พฤษภาคม โดยประเมินว่าหากมีการโอนธุรกิจจริง CPALL อาจต้องแบกรับผลขาดทุนจากธุรกิจ Virtual Bank ในช่วง 3 ปีแรก ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการดำเนินงาน

ทางด้าน  อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) เน้นย้ำเรื่อง “ธรรมาภิบาลและสิทธิผู้ถือหุ้น” โดยระบุว่าการที่กรรมการอิสระมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่เห็นด้วย ถือเป็นจุดที่นักลงทุนต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด โดยมติของกรรมการอิสระ สะท้อนถึงการรักษาประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้นรายย่อยเป็นที่ตั้ง มากกว่าการทำตามยุทธศาสตร์ของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่

 “ใครได้-ใครเสีย” ในเกมนี้?  

หากถามว่าใครได้? (The Gainers) ต้องตอบว่า เครือซีพี (CPG) จะได้สรรพกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศไปไว้ในมือ Virtual Bank ทั้งฐานข้อมูลลูกค้ามหาศาลจาก 7-Eleven และ CPAXT (Makro/Lotus's) รวมถึงช่องทางชำระเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดอย่างเคาน์เตอร์เซอร์วิส เพื่อไปสู้ในศึก Virtual Bank กับคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่างกลุ่ม SCBX และกลุ่ม KTB นั่นหมายถึง Virtual Bank (ACMH) จะกลายเป็นธนาคารที่มีอาวุธครบมือตั้งแต่วันแรก เพราะมีทั้งฐานลูกค้ารายย่อยและรายใหญ่ (B2B จาก CPAXT) หนุนหลัง

ส่วนใครเสีย? (The Losers) นั่นคือ ผู้ถือหุ้นรายย่อย CPALL เพราะ 3 ธุรกิจที่จะถูกโยกออกไปคือ “หัวใจ” และ “หม้อข้าวหลัก” ของ CPALL ซึ่งในเชิงโครงสร้างธุรกิจมีการตั้งข้อสังเกตว่า CPALL เคยต้องกู้เงินมหาศาลเพื่อไปซื้อ Makro และ Lotus's แต่ในวันที่ธุรกิจเหล่านี้เริ่มผลิออกดอกผล กลับจะถูกโยกออกไป

ยังไม่นับความคล่องตัวที่หายไป โดยหากโยกไปแล้ว การจะทำโปรโมชั่นสะสมแต้ม ALL Member หรือบริการใน 7-Eleven อาจต้องผ่านกฎเกณฑ์ธนาคารที่ยุ่งยากซับซ้อนขึ้น และพันธมิตรธนาคารเดิม เคาน์เตอร์เซอร์วิสที่เคยเป็นกลางและเป็นตัวแทนรับชำระเงินให้ทุกธนาคาร อาจสูญเสียความเชื่อมั่นจากคู่ค้าเดิม เพราะข้ามเส้นไปเป็น “คู่แข่ง” โดยตรงในฐานะเจ้าของธนาคาร

กรรมการอิสระบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL
มาดูผลประกอบการล่าสุดของแต่ละบริษัทที่จะโยกไปสักหน่อย เคาน์เตอร์เซอร์วิส ปี 2567 มีรายได้ 3,547 ล้านบาท กำไร 974 ล้านบาท, ไทยสมาร์ทคาร์ด ปี 2567 มีรายได้ 337 ล้านบาท กำไร 87 ล้านบาท ส่วน CPAXT ปี 2568 มีรายได้ 520,706 ล้านบาท กำไร 9,356 ล้านบาท

คำถามที่ถามกันมากที่สุดในแผนการโอนกิจการคราวนี้ นั่นคือ เคาน์เตอร์เซอร์วิส กับ ไทยสมาร์ทคาร์ด เป็นที่เข้าใจได้ แต่ CPAXT เกี่ยวโดยตรงหรือไม่ คำตอบคงไม่ใช่ เพราะธุรกิจหลักของ CPAXT คือค้าปลีก ไม่ใช่การเงิน และบริษัทนี้ใหญ่มากระดับแสนล้าน โดยมูลค่าบริษัท CPAXT ตามราคาตลาดปัจจุบัน อยู่ที่ 163,000 ล้านบาท สัดส่วนที่ CPALL ถือหุ้นอยู่ 60% แปลว่า CPALL ถืออยู่ 98,000 ล้านบาท เมื่อบวกมูลค่ากับอีกสองบริษัทก็น่าจะรวมกันไม่ต่ำว่า 110,000 ล้านบาท

หันไปดูมูลค่าทางบัญชีของ ACMH บ้าง จะพบว่า มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 8,200 ล้านบาท หากดีลครั้งนี้ไม่มีเงินสดเข้ามาเกี่ยวเท่ากับว่า CPALL จะไปถือหุ้น ACM Holding มากถึง 93% พูดง่าย ๆ คือ ทำให้ CPALL ไปร่วมวงทำธุรกิจ Virtual Bank ทางอ้อม แต่หากกลุ่มซีพี หาวิธีที่จะไม่ทำให้ CPALL ต้องไปถือหุ้นใหญ่ใน ACM Holding คำถามคือ ต้องจ่ายเงินสดเท่าไหร่

 “ศุภชัย” ไขปม “ต้องทำตามเกณฑ์แบงก์ชาติ” 

เมื่อการขยับของพญามังกรอย่างเครือซีพีในคราวนี้มีคำถามตามมามากมาย นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และรองประธานกรรมการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)  ให้สัมภาษณ์สื่อเพื่อตอบคำถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า กรณีของเคาน์เตอร์เซอร์วิส ด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดไว้ หากจะขอใบอนุญาต Digital Bank/Virtual Bank บริษัทที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มต้องถูกรวมไว้ในที่เดียว แต่กรรมการอิสระของ CPALL ไม่เห็นด้วยว่า เคาน์เตอร์เซอร์วิส ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับค้าปลีก รับชำระค่าน้ำ ค่าไฟ และธุรกรรมกับธนาคารทั้งหมด หากนำไปรวมกับ Virtual Bank แล้วถ้า Virtual Bank ไม่ให้ความสำคัญแล้วธุรกิจของเขาจะมีปัญหา เขาก็ยืนว่าไม่เห็นว่าจะต้องเอาไปรวม

“แบงก์ชาติบอกว่าถ้าคุณทำถึงที่สุดแล้ว ในฐานะบริษัทมหาชน โดยที่ผู้ถือหุ้นเป็นผู้ตัดสินใจ หากเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ก็ไม่จำเป็นต้องรวม แต่ต้องผ่านกระบวนการให้ถึงที่สุดก่อน เพราะแบงก์ชาติ ถือว่า CP Group มีอำนาจบริหารครอบคลุม CPALL แล้วก็ดิจิทัลแบงก์” นายศุภชัย กล่าว

เมื่อถามว่าภาพออกมาเหมือนมีความขัดแย้ง นายศุภชัยกล่าวว่า ไม่ได้มีความขัดแย้งแต่เป็นไปตามกระบวนการของแบงก์ชาติ

“ปรึกษาแบงก์ชาติแล้ว ก็แนะนำว่าต้องดำเนินเรื่องในฐานะบริษัทมหาชนให้ถึงที่สุดก่อน แบงก์ชาติถึงจะยอมรับได้ว่ากลุ่มธุรกิจเหล่านี้เป็นอิสระจากกัน” นายศุภชัย กล่าวยืนยันและเพิ่มเติมว่า แม้ 3 บริษัทย่อยไม่ได้มารวมในกลุ่มธุรกิจการเงินก็ไม่กระทบกับดิจิทัลแบงก์

กรรมการอิสระบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL
“จริง ๆ เกรงว่าจะกระทบซีพีออลล์มากกว่า เพราะถ้ารวมแล้วแต่ไม่ให้ความสำคัญกับมัน จะทำให้ซีพีออลล์เสียหายได้ และประเด็นที่สอง คือพอมาเป็นส่วนหนึ่งของธนาคาร เมื่ออุตสาหกรรมธนาคารแข่งขันกัน จะกลายเป็นว่าดึงซีพีออลล์เข้ามามีความขัดแย้งกับกลุ่มธนาคารด้วยรึป่าว ทั้งที่ต้องเป็นคนกลาง ต้องคบกับทุกแบงก์ ดังนั้นซีพีออลล์ ก็ยืนว่าไม่รวม เพราะเกรงว่าจะกระทบถึงธุรกิจ แต่ถ้าไม่เดินเรื่องไปถึงผู้ถือหุ้น แบงก์ชาติก็จะถือว่า CP มีอำนาจควบคุม ดังนั้น จึงต้องไปให้ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยพิจารณาด้วย” นายศุภชัย กล่าว

ทั้งนี้ ถ้าหากนำคำให้สัมภาษณ์ขอนายศุภชัยมาวิเคราะห์ ก็น่าจะทำให้เห็นชัดเจนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกมของกลุ่มซีพี กับคณะกรรมการ CPALL หรือกับผู้ถือหุ้นรายย่อย หากแต่เป็นไปตามขั้นตอนที่ทุกฝ่ายต้องเดินเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องทาง Governance

กระนั้นก็ดี การรวม 3 บริษัทย่อย ซึ่งสร้างรายได้สำคัญให้ CPALL เข้าร่วมในกลุ่ม CP ไม่ได้จบลงด้วยกรรมการบริษัท ฯ ที่ไม่มีส่วนได้เสีย แสดงความไม่เห็นด้วยกับแผนปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งนี้ แต่จะจบลงด้วยมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น CPALL ที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569

การจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. โดยเป็นการจัดประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ 3 บริษัทย่อย เข้าไปอยู่ในกลุ่ม CP ซึ่งต้องใช้มติ 3 ใน 4 หรือ 75% ของผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมให้ความเห็นชอบ โดยไม่รวม CP ซึ่งถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 35.9%

คีย์สำคัญจึงอยู่ที่ผู้ถือหุ้นรายย่อย CPALL ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 118,408 ราย ถือหุ้นรวมกันในสุดส่วน 63.94% ของทุนจดทะเบียน ซึ่งจะเป็นผู้ชี้ขาดว่า จะล้มแผนการโยก 3 บริษัทย่อย เข้าไปรวมในกลุ่ม CP ตามแนวทางที่สอดคล้องกับมติกรรมการที่ไม่มีส่วนได้เสียและคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัท ฯ หรือไม่ หรือจะเห็นพ้องกับเครือซีพีผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ต้องการเอา 3 บริษัทดังกล่าวไปรวมกับ Virtual Bank (ACMH)

นี่คือปรากฏการณ์ทางธุรกิจครั้งสำคัญที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วจะลงเอยอย่างไร