"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
ในสังคมหนึ่ง เมื่อผู้คนส่วนใหญ่เริ่มรู้สึกว่าอนาคตของตนเองมิใช่สิ่งที่จะสร้างขึ้นได้อีกต่อไป หากเป็นเพียงสิ่งที่ต้องทนให้ผ่านไปในแต่ละวัน เมื่อนั้นเอง สังคมกำลังเข้าสู่ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปโดยพื้นฐาน การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้มักไม่ประกาศตัวด้วยเสียงอึกทึกของการปฏิวัติ หากแผ่คลานมาอย่างเงียบเชียบในเส้นใยของชีวิตประจำวัน ในบิลค่าไฟที่พุ่งสูง ในงานสัญญาจ้างที่ไม่มีวันต่อ ในใบเสร็จที่ยาวขึ้นแต่ตะกร้าที่เบาลง และในคำว่า “ไว้ก่อน” ที่ทวีคูณจนกลายเป็นปรัชญาชีวิต
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่ซ้อนตัวอยู่ใต้ผิวของตัวเลขทางเศรษฐกิจ มิใช่เพียงความยากจนในความหมายดั้งเดิม แต่คือการก่อรูปของชนชั้นใหม่ที่นักเศรษฐศาสตร์การเมือง กาย สแตนดิง (Guy Standing) เรียกว่า “ชนชั้นคับแค้น” (the precariat) คำนี้ผู้เขียนตั้งใจใช้เกินกว่าคำแปลตรงตัวอย่าง “ชนชั้นเปราะบาง” เพราะสิ่งที่ก่อตัวมิใช่แค่ความเปราะบางในเชิงวัตถุ หากคือความคับแค้นที่ฝังลึกในโครงสร้างอารมณ์ของผู้คน ความรู้สึกว่าถูกสัญญาหลอก ถูกระบบทอดทิ้ง และถูกโลกเลยผ่านไปโดยไม่ทันตั้งตัว
ชนชั้นนี้มิใช่กรรมาชีพแบบศตวรรษที่ยี่สิบซึ่งมีโรงงานและสายพานการผลิตเป็นศูนย์กลาง และมิใช่ชนชั้นกลาง ที่มีเสถียรภาพเพียงพอจะวางแผนชีวิตระยะยาว หากคือผู้คนที่ลื่นไถลอยู่ระหว่างสองโลก กล่าวคือเป็นกลุ่มที่มีการศึกษา มีทักษะ มีสมาร์ตโฟน มีบัญชีธนาคาร แต่ไร้หลักประกันในชีวิตจริง พวกเขาทำงานในระบบแพลตฟอร์ม งานสัญญาจ้างระยะสั้น งานอิสระที่ไม่อิสระ และธุรกิจขนาดเล็กซึ่งสั่นคลอนต่อทุกแรงกระแทกจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ขยับสองสลึง หรือประกาศของธนาคารกลางที่ปรับดอกเบี้ยเพียงหนึ่งในสี่เปอร์เซ็นต์
ในยุคสมัยของการพัฒนาภายหลังสงครามเย็น สังคมไทยดำเนินไปภายใต้สัญญาที่ไม่ได้เขียนไว้ระหว่างรัฐกับประชาชน อันเป็นสัญญาที่เป็นรากฐานของความชอบธรรมเชิงเหตุผล–กฎหมาย (rational–legal legitimacy) ของรัฐสมัยใหม่ สัญญานั้นเรียบง่ายและทรงพลัง นั่นคือ เรียนดี ทำงานหนัก แล้วชีวิตจะดีขึ้น ลูกหลานจะมีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมสูงขึ้นกว่าพ่อแม่ คนจนจะขยับสู่ชนชั้นกลาง และชนชั้นกลางจะขยับสูงขึ้นอีกระดับ บันไดเลื่อนแห่งการพัฒนาจะไม่หยุดนิ่ง
ทว่าในทศวรรษที่ผ่านมา บันไดเลื่อนดังกล่าวเริ่มสะดุด บ้างก็ย้อนทิศ และบ้างก็ถูกถอดกุญแจออกอย่างเงียบ ๆ ครอบครัวที่เคยเชื่อว่าปริญญาคือหลักประกัน พบว่าลูกที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยต้องขับรถส่งอาหาร ลูกจ้างที่ทำงานมาสิบห้าปีถูกเลิกจ้างในนามการปรับโครงสร้างองค์กร และผู้ประกอบการรายย่อยต้องปิดกิจการเพราะไม่สามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มข้ามชาติได้ ทุนทางวัฒนธรรมอันได้แก่ ปริญญา ภาษา และมารยาท ซึ่งเคยเป็นเครื่องมือของการเลื่อนชั้น บัดนี้เสื่อมมูลค่าลงอย่างรวดเร็วในตลาดแรงงานที่เปลี่ยนกติกาทุกห้าปี
สภาวะเช่นนี้สร้างสิ่งที่อาจเรียกว่า “การทรยศโดยระบบ” (systemic betrayal) มันคือความรู้สึกว่าตัวเราทำถูกทุกขั้นตอนตามที่สังคมบอก เรียนในระบบ สอบตามเกณฑ์ ทำงานตามกฎ เสียภาษีตามหน้าที่ แต่กลับไม่ได้รับสิ่งที่ถูกสัญญาไว้ ปรากฏการณ์นี้เป็นสภาวะของความตึงเครียดระหว่างเป้าหมายทางสังคมกับเครื่องมือที่สังคมจัดให้ และในกรอบนี้ ชนชั้นคับแค้นคือผู้คนที่ภายในมีภาวะตึงเครียดเรื้อรัง พวกเขายังเชื่อในเป้าหมายของ “ชีวิตที่ดีขึ้น” แต่เครื่องมือที่สังคมยื่นให้กลายเป็นของปลอมหรือของชำรุด ชนชั้นคับแค้นมิใช่คนที่จนที่สุด แต่เป็นคนที่เคยคาดหวังมากที่สุด และผิดหวังมากที่สุด
สิ่งที่ทำให้ชนชั้นคับแค้นแตกต่างจากชนชั้นอื่นอย่างชัดเจน มิใช่ระดับรายได้ที่วัดเป็นตัวเลข แต่คือธรรมชาติของความไม่มั่นคงที่ฝังตัวอยู่ในชีวิตประจำวัน ในยุค “สมัยใหม่ตอนปลาย” (late modernity) สังคมได้กลายเป็น “สังคมแห่งความเสี่ยง” แต่ความเสี่ยงในยุคนี้มิใช่ความเสี่ยงทางกายภาพดั้งเดิม หากเป็นความเสี่ยงที่ถูกผลิตขึ้นโดยการตัดสินใจเชิงสถาบัน และสิ่งที่น่าสนใจคือ ความเสี่ยงเหล่านี้ถูกโอนถ่ายลงมาสู่ปัจเจกในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ในโลกการทำงานรูปแบบใหม่ พนักงานถูกเรียกว่า “พาร์ตเนอร์” หรือ “ไรเดอร์” แทนที่จะเป็น “ลูกจ้าง” คำเรียกที่ฟังดูเก๋ไก๋นี้ซ่อนเร้นการโอนความเสี่ยงทั้งก้อนจากนายจ้างสู่ผู้ปฏิบัติงาน พวกเขาต้องรับภาระค่าน้ำมันเอง ค่าซ่อมรถเอง ประกันสุขภาพเอง และความเสี่ยงของอุบัติเหตุเอง ส่วนแพลตฟอร์มเก็บเกี่ยวส่วนต่างโดยปราศจากภาระผูกพันใด ๆ ในทางวิชาการ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “การสะสมทุนโดยการริบทรัพย์” (accumulation by dispossession) ในเวอร์ชันศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เป็นการริบเอาความมั่นคงของแรงงานมาเป็นกำไรของทุน
รายได้ของชนชั้นคับแค้นจึงผันผวนไปตามอัลกอริทึมที่พวกเขามองไม่เห็น สวัสดิการหายไปในสัญญาที่ถูกเขียนด้วยตัวอักษรเล็กจิ๋ว และอนาคตของพวกเขาถูกจำนองผ่านหนี้บัตรเครดิต หนี้ผ่อนรถ หนี้ กยศ. และหนี้นอกระบบที่ทบต้นทบดอกไม่หยุด ชีวิตเช่นนี้เคลื่อนจาก “การวางแผนระยะยาว” ไปสู่ “การเอาตัวรอดรายวัน” อย่างไม่รู้ตัว
หนี้สินมิใช่เพียงเรื่องตัวเลข แต่คือเครื่องมือทางศีลธรรมและอำนาจ มันเปลี่ยนพลเมืองให้กลายเป็นลูกหนี้ และเปลี่ยนลูกหนี้ให้กลายเป็นผู้รอคอยที่สิ้นหวัง และเมื่อความไม่มั่นคงกลายเป็นสิ่งปกติ มนุษย์จะเลิกวางแผนอนาคต และเริ่มเพียงต่อรองกับวันพรุ่งนี้
ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดของชนชั้นคับแค้นมิใช่ความลำบากทางเศรษฐกิจ เพราะความลำบากเป็นสิ่งที่มนุษย์อาจทนได้ หากยังมีหวังว่าสักวันเสียงของตนจะถูกได้ยิน หากคือ “การขาดแคลนตัวแทน” (representation deficit) ในระบบการเมือง เยอร์เกน ฮาเบอร์มาส (Jürgen Habermas) เคยเสนอแนวคิดเรื่อง “ปริมณฑลสาธารณะ” (public sphere) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พลเมืองจะใช้เหตุผลร่วมกันเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่อำนาจ แต่ในสังคมไทยร่วมสมัย ปริมณฑลดังกล่าวมีอยู่จริงเฉพาะสำหรับบางกลุ่ม ขณะที่ชนชั้นคับแค้นถูกผลักออกไปอยู่นอกประตู
พรรคการเมืองแบบเดิมซึ่งโครงสร้างยังอิงอยู่กับระบบอุปถัมภ์และฐานบ้านใหญ่ ไม่สามารถเข้าใจความไม่มั่นคงรูปแบบใหม่ได้ เพราะคำศัพท์ทางการเมืองของพวกเขายังวนอยู่กับภาพ “ชาวนา–แรงงาน–ข้าราชการ” ในแบบทศวรรษ ๒๕๒๐ ส่วนสหภาพแรงงานแม้มีประโยชน์ต่อแรงงานในระบบ แต่ไม่ครอบคลุมไรเดอร์ ฟรีแลนซ์ หรือพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์นับหมื่นนับแสนคน นโยบายสวัสดิการของรัฐยังคิดในกรอบ “ลูกจ้างประจำ” ที่มีนายจ้างชัดเจน ขณะที่โลกของงานจริงได้แตกกระจายเป็นล้านเศษเสี้ยว
ผลคือชนชั้นคับแค้นตกอยู่ในสภาวะ “มีเสียง…แต่ไม่มีเวที” พวกเขาโพสต์ ทวีต เล่าในกลุ่มไลน์ ระบายในไลฟ์ TikTok แต่เสียงเหล่านี้ไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังทางนโยบายได้ เพราะไม่มีองค์กรใดแปลภาษาของพวกเขาเป็นข้อเรียกร้องที่เป็นรูปธรรม เมื่อเสียงไม่ถูกได้ยิน มันไม่หายไป หากกลั่นตัวลึกลงและสะสมเป็นชั้นหินอัคนีใต้ผิวสังคม รอวันที่รอยเลื่อนใดจะปลดปล่อยพลังออกมา
เมื่อความไม่มั่นคงเชิงวัตถุผสานเข้ากับการไร้ตัวแทนเชิงการเมือง สิ่งที่ก่อตัวขึ้นคือปรากฏการณ์ที่นักรัฐศาสตร์ร่วมสมัยเรียกว่า “การเมืองของความคับแค้น” (politics of resentment) แคทเธอรีน เครเมอร์ (Katherine Cramer) ศึกษาปรากฏการณ์นี้ในบริบทของชนบทอเมริกัน และพบว่าแก่นของมันมิได้อยู่ที่ความยากจนเชิงวัตถุเท่านั้น หากคือความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเคารพ และถูกมองข้ามโดยชนชั้นนำในเมืองหลวง ในบริบทไทย ความรู้สึกนี้ซับซ้อนกว่ามาก เพราะมันกระจายตัวอยู่ในทั้งชนบท ในชานเมือง และในคอนโดขนาดสามสิบตารางเมตรของคนรุ่นใหม่กลางกรุงเทพฯ
ลักษณะเด่นประการหนึ่งของการเมืองแบบนี้คือสิ่งที่อาจเรียกว่า “ความไม่ไว้วางใจสองชั้น” (double distrust) ผู้คนไม่ไว้วางใจรัฐ เพราะมองว่าไร้ประสิทธิภาพ ลำเอียง หรือทุจริต และขณะเดียวกันก็ไม่ไว้วางใจตลาด เพราะมองว่าเอาเปรียบและขูดรีด นี่คือสภาวะที่แตกต่างอย่างลึกซึ้งจากยุคก่อนหน้า ซึ่งผู้คนอย่างน้อยก็ยังเลือกจะเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง
ฝ่ายขวาเชื่อในตลาด ฝ่ายซ้ายเชื่อในรัฐ แต่ชนชั้นคับแค้นในปัจจุบันไม่เชื่อในทั้งสองฝ่าย พวกเขามองรัฐเป็นกลไกของชนชั้นนำ และมองตลาดเป็นกลไกของทุนใหญ่ ทั้งคู่ล้วนอยู่ข้างบน ทั้งคู่ล้วนอยู่ไกล เมื่อผู้คนไม่เชื่อทั้งรัฐและตลาด พลังทางการเมืองจะไม่ไหลผ่านสถาบันเดิม หากไหลไปสู่รูปแบบใหม่ที่คาดเดายาก
ในบริบทเช่นนี้ ฮันนาห์ อาเรนต์ (Hannah Arendt) คงเตือนเราว่าสิ่งอันตรายที่สุดมิใช่ความโกรธ หากคือ “การสูญเสียโลกร่วม” (loss of common world) เมื่อผู้คนไม่เชื่อในสถาบันร่วมใด ๆ อีกต่อไป พวกเขาจะไม่สามารถโต้เถียงกันในภาษาเดียวกันได้ ทุกข้อเท็จจริงกลายเป็นเรื่องของ “ฝ่ายไหนพูด” ทุกสถาบันกลายเป็น “ของใคร” และทุกการเลือกตั้งกลายเป็น “เกมของชนชั้นนำ” ที่ไม่ว่าใครจะชนะ ชีวิตจริงของชนชั้นคับแค้นก็ไม่เคยดีขึ้น
ชนชั้นคับแค้นมิได้มีเส้นทางออกเส้นทางเดียว ประวัติศาสตร์ของหลายสังคมชี้ให้เห็นว่าเมื่อพลังทางสังคมเช่นนี้สุกงอม มันอาจแตกตัวไปในทิศทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทิศทางแรกคือการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ (new social movements) ซึ่งเป็นการรวมตัวแบบเครือข่าย (networked movements) ที่ขับเคลื่อนด้วยประเด็นเฉพาะมากกว่าอุดมการณ์แข็งตัว ใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือ เปลี่ยนรูปเร็ว ไม่มีศูนย์กลางตายตัว และยากต่อการควบคุมด้วยวิธีเดิม
การประท้วงของคนหนุ่มสาวในหลายประเทศช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จากฮ่องกงถึงชิลี จากอิหร่านถึงพม่า ล้วนเป็นตัวอย่างของพลังเช่นนี้ พวกเขามาโดยไม่มีผู้นำ แต่มีภาษา มีสัญลักษณ์ มีวัฒนธรรมร่วม การเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในไทยช่วงปี ๒๕๖๓–๒๕๖๔ ก็สะท้อนลักษณะเช่นนี้อย่างชัดเจน แม้ในที่สุดจะถูกกลไกของรัฐและกาลเวลาบีบให้เงียบลง หากความทรงจำของมันยังคงอยู่ในระดับใต้ผิว พร้อมจะกลับมาในรูปใหม่ได้เสมอ
ทิศทางที่สองคือสิ่งที่น่ากังวลกว่า นั่นคือ การเคลื่อนเข้าหา “ประชานิยมสุดขั้ว” (extremist populism) เมื่อผู้คนทนกับความไม่แน่นอนไม่ไหวอีกต่อไป พวกเขาจะโหยหา “คำตอบที่เร็วและชัด” และผู้นำประเภทที่ให้คำตอบเช่นนั้นจะได้รับความนิยมในฉับพลัน ประชานิยมคือกระบวนการ “สร้างประชาชน” (construction of the people) โดยการขีดเส้นแบ่ง “เรา” กับ “พวกเขา” อย่างชัดเจน ในเส้นแบ่งนั้นเอง ความซับซ้อนของปัญหาถูกลดทอน ศัตรูถูกชี้ตัว และทางออกถูกบรรจุในสูตรง่าย ๆ ที่น่าดึงดูด
อีริค ฟอร์ม (Erich Fromm) เคยเรียกสภาวะนี้ไว้ตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองว่า “การหนีจากเสรีภาพ” (escape from freedom) เพราะเมื่อเสรีภาพมาพร้อมกับความไม่แน่นอนที่ทนไม่ไหว มนุษย์จำนวนมากพร้อมจะสละเสรีภาพเพื่อแลกกับความแน่นอนที่ผู้นำเผด็จการเสนอให้ บทเรียนของเยอรมนีในทศวรรษ ๑๙๓๐ อิตาลีในยุคฟาสซิสต์ และประเทศประชานิยมขวาจัดหลายแห่งในปัจจุบัน ล้วนเริ่มต้นจากชนชั้นคับแค้นที่หมดหวังเช่นนี้ ซึ่งมิใช่จากชนชั้นที่จนที่สุด หากจากผู้ที่รู้สึกว่าตนเองกำลังถูกสังคมละเลยหรือทอดทิ้งไปอย่างไม่เป็นธรรม
สังคมไทยในปัจจุบันกำลังผลิตชนชั้นคับแค้นขึ้นภายใต้เงื่อนไขเฉพาะที่ทำให้ปรากฏการณ์นี้น่ากังวลเป็นพิเศษ
ประการแรก เศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพมาต่อเนื่องเกือบทศวรรษ โอกาสใหม่ ๆ ในตลาดแรงงานหดตัวขณะที่ประชากรที่จบปริญญาเพิ่มขึ้นทุกปี
ประการที่สอง ความเชื่อมั่นต่อสถาบันทางการเมืองและเศรษฐกิจลดระดับลงในทุกแบบสำรวจ
ประการที่สาม พื้นที่แสดงออกถูกจำกัดทั้งโดยกฎหมายและวัฒนธรรมการเมืองแบบอุปถัมภ์ซึ่งกีดกันเสียงจากคนไร้ต้นสังกัด
ผลลัพธ์ที่เห็นได้ในระยะสั้นอาจมิใช่การลุกฮือบนท้องถนน หากคือสิ่งที่ลึกและน่าขนลุกกว่า นั่นคือ ความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
คนหนุ่มสาวเลือกที่จะ “อยู่เฉย ๆ” หรือ “ย้ายประเทศ” คนวัยกลางคนเลือกที่จะ “ไม่พูดเรื่องการเมือง” คนชั้นล่างเลือกที่จะ “ฝากความหวังไว้กับใครสักคน”
แต่ความเงียบนี้มิได้หมายถึงความพอใจ หากคือการถอนตัวออกจากสัญญาร่วม ปรากฏการณ์นี้เป็นสภาวะการสลายตัวของบรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสังคมกำลังสูญเสียสายสัมพันธ์เชื่อมโยงที่เคยยึดให้ส่วนต่าง ๆ เกาะเกี่ยวกันไว้ และแม้จะดูเงียบงัน แต่ชนชั้นคับแค้นไม่ได้หายไป พวกเขากำลังรอ รอจังหวะ รอเงื่อนไข หรือรอใครบางคนที่ทำให้ความรู้สึกของพวกเขากลายเป็นพลังทางการเมือง
โรเบิร์ต พัทนาม (Robert Putnam) ในงานเรื่อง “ความโดดเดี่ยวในเลนโบว์ลิง” (Bowling Alone) เคยชี้ว่าสุขภาพของระบอบประชาธิปไตยมิได้วัดจากตัวเลขการเลือกตั้ง หากจากความหนาแน่นของ “ทุนทางสังคม” (social capital) ที่ผู้คนสร้างขึ้นในชีวิตประจำวันในชุมชน ในสมาคม ในการรวมตัวเพื่อกิจกรรมเล็ก ๆ ของพลเมือง สังคมไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยกลุ่มเฟซบุ๊กและไลน์แชตนับพัน แต่ทุนทางสังคมในความหมายลึกกลับบางเบาลงเรื่อย ๆ เพราะผู้คนรวมตัวกันเพื่อ “บ่น” มากกว่าเพื่อ “สร้าง” และการบ่นร่วมกันนั้น แม้จะสะท้อนความจริง หากก็ไม่ได้พาสังคมไปข้างหน้าโดยตัวมันเอง
การก่อรูปของชนชั้นคับแค้นมิใช่เพียงปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่จะแก้ได้ด้วยโครงการกระตุ้นบริโภคหรือการแจกเงินหนึ่งหมื่นบาท หากคือการเปลี่ยนฐานรากของการเมืองร่วมสมัย มันกำลังสร้าง “ผู้เล่นใหม่” ที่ไม่ยึดโยงกับสถาบันเดิม ไม่เชื่อในคำอธิบายแบบเดิม และไม่ยอมรับอนาคตแบบที่ถูกจัดวางไว้โดยชนชั้นนำเดิม ผู้เล่นใหม่นี้ไม่มีอุดมการณ์ชัด ไม่มีผู้นำสูงสุด ไม่มีพรรคเป็นของตน แต่พวกเขาหลายสิบล้านคน และพวกเขาอยู่ทุกหนแห่ง
ในสังคมร่วมสมัย แรงขับเคลื่อนทางการเมืองสำคัญที่สุดมิใช่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจล้วน ๆ หากคือ “การเรียกร้องการยอมรับ” ในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ชนชั้นคับแค้นไม่ได้ต้องการเพียงเงิน แต่ต้องการถูกมองเห็น ต้องการได้รับฟัง ต้องการให้เสียงของตนมีความหมายทางการเมือง เมื่อสังคมไม่สามารถมอบสิ่งเหล่านี้ให้ได้ พวกเขาจะเริ่มแสวงหาผ่านช่องทางอื่น
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ชนชั้นคับแค้นจะมีบทบาททางการเมืองหรือไม่” เพราะคำตอบนั้นแน่นอนแล้วว่ามี คำถามที่แท้จริงคือ เมื่อพวกเขาตัดสินใจเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะในรูปของพลเมืองเครือข่ายที่สร้างสรรค์ หรือในรูปของประชานิยมสุดขั้วที่ทำลายล้าง การเมืองไทยจะยังเป็นแบบเดิมได้อีกหรือไม่ และชนชั้นนำไทยในปัจจุบัน ซึ่งยังคงเดินเกมอยู่บนกระดานของทศวรรษ ๒๕๔๐ จะรู้ตัวทันเวลาหรือไม่ว่าพื้นที่ใต้เท้าของพวกเขาได้เลื่อนไถลไปนานแล้ว
ในท้ายที่สุด ประวัติศาสตร์ไม่เคยอดทนกับสังคมที่เมินเฉยต่อความคับแค้นของพลเมืองส่วนใหญ่ของตนเอง และไม่เคยให้รางวัลกับชนชั้นนำที่เข้าใจผิดว่าความเงียบคือความสงบ ความเงียบของชนชั้นคับแค้นในสังคมไทยวันนี้ เงียบเพราะเหนื่อยที่จะพูด เงียบเพราะไม่มีใครฟัง เงียบเพราะยังไม่เจอรูปทรงที่เหมาะสมของเสียง ไม่ใช่จุดจบของเรื่อง หากคือบทเปิดของเรื่องที่ยังไม่ได้เขียน และผู้ที่จะเขียนบทถัดไปอาจไม่ใช่คนที่ปัจจุบันกุมปากกาอยู่
บรรณานุกรมคัดสรร
Arendt, Hannah. (1958). The Human Condition. Chicago: University of Chicago Press.
Bourdieu, Pierre. (1986). “The Forms of Capital,” in Handbook of Theory and Research for the Sociology of Education. New York: Greenwood.
Cramer, Katherine J. (2016). The Politics of Resentment. Chicago: University of Chicago Press.
Fromm, Erich. (1941). Escape from Freedom. New York: Farrar & Rinehart.
Habermas, Jürgen. (1989). The Structural Transformation of the Public Sphere. Cambridge, MA: MIT Press.
Putnam, Robert D. (2000). Bowling Alone: The Collapse and Revival of American Community. New York: Simon & Schuster.
Standing, Guy. (2011). The Precariat: The New Dangerous Class. London: Bloomsbury Academic.


