นาทีนี้ ยังไม่ปรากฏกายของทีมเจรจาจากอิหร่านมายังโต๊ะเจรจาสันติภาพ (หรือหยุดยิง) ที่อิสลามาบัด ทั้งๆ ที่ทีมของสหรัฐฯ โผล่มาแต่หัววันคือ นายสตีฟ วิสคอฟ และลูกเขยหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ นายจาเร็ด คุชเนอร์...ส่วนท่านรองปธน.เจดี แวนซ์ ยังไม่ปรากฏกายเช่นกัน หลังจากมีข่าวแสนสับสน (ตามคำสั่งของทรัมป์) ว่า ทรัมป์จะไม่ส่งแวนซ์มาเจรจารอบสอง (เพราะตัวทรัมป์จะมาเอาหน้าเอง...ยังหวังลมๆ แล้งๆ ในรางวัลโนเบลสันติภาพอยู่นั่นแหละ)
ล่าสุดของล่าสุด จาก Truth Social ของทรัมป์จอมเปลี่ยนใจ ก็คือ จะส่งแวนซ์มาแน่ๆ เห็นว่ากำลังเตรียมขึ้นเครื่อง Air Force II อยู่ทีเดียว…ก็บังเอิญหรือจงใจก็มิอาจคาดเดาได้ คือ โฆษกของ IRGC ออกมาประกาศว่า จะปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกเป็นครั้งที่สอง หลังจากได้เริ่มเปิดบางส่วนมาแล้ว (ตอนที่ทรัมป์ประกาศหยุดยิง 14 วันนั่นแหละ) เพราะทรัมป์ขู่ดุเดือดว่า จนกว่าการเจรจารอบสองที่อิสลามาบัดจบลงด้วยดีตามที่สหรัฐฯ ต้องการ เขาจะยังเดินหน้าปิดล้อม (Naval Blockade) ช่องแคบต่อไป!! ทำเอา IRGC เดือดพล่านขึ้นมาทันที
พร้อมกับเรือสินค้าชักธงอิหร่านก็ถูกบุกเข้าควบคุมโดยทีมสหรัฐฯ ถึงกับยิงห้องเครื่องพรุนจนขับเคลื่อนไม่ได้ และ IRGC ถือว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง รวมทั้งละเมิดอธิปไตยของอิหร่านอย่างรุนแรงเพราะเป็นเรือชักธงอิหร่าน
ตกลงว่า การเจรจาสันติภาพรอบสองท่าจะแห้ว โดยประธานสภาอิหร่านซึ่งน่าจะเป็นหัวหน้าทีมเจรจา (เหมือนดังการเจรจารอบแรก) ออกมาโจมตีสหรัฐฯ ว่า ไม่สามารถเข้าร่วมเจรจาได้ท่ามกลางบรรยากาศข่มขู่กรรโชกอย่างดุเดือดของทรัมป์ ซึ่งทำให้โต๊ะเจรจากลายมาเป็นโต๊ะแห่งการคุกคามข่มขู่กรรโชกให้อิหร่านยอมจำนนฝ่ายเดียวเท่านั้น หรือที่โฆษก IRGC สรุปได้ชัดมากว่า ก็แค่จัดฉากการเจรจา…เพื่อเป็นการซื้อเวลา ก่อนที่จะพร้อมกลับมาโจมตีอิหร่านอย่างสาหัสอีกครั้ง
อิหร่านถูก “หลอก” แล้วหลอกอีกว่า การเจรจาสงบศึก “ใกล้แล้วๆ ที่จะได้ลงนาม” อย่างน้อยๆ ก็สองครั้งคือ ช่วงก่อนสหรัฐฯ และอิสราเอลบุกโจมตีศูนย์พัฒนาปรมาณู 3 แห่งของอิหร่าน ที่เรียกว่า “สงคราม 12 วัน” ที่ทรัมป์ประกาศชัยชนะว่าสามารถทำลายทั้งศูนย์พัฒนาและตัวแท่ง Enriched Uranium ราบคาบไปหมดสิ้น จนอิหร่านไม่อยู่ในสถานะที่จะพัฒนายูเรเนียมให้เป็นอาวุธต่อไปได้
อีกช่วงคือ เจรจาเป็นไปด้วยดีก่อนการลงนามในข้อตกลง...แต่สหรัฐฯ และอิสราเอลกลับหักหลัง โดยพุ่งโจมตีอิหร่านเมื่อเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์
นี่ยังไม่นับที่อิหร่านถูกหลอกหรือหักหลังไปลงนามใน JC-POA เมื่อปี 2015 สมัยโอบามา ซึ่งเป็นข้อตกลงที่อิหร่านจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์-แล้วทรัมป์ก็มาฉีกข้อตกลงระหว่างประเทศที่มี 5 ประเทศสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคง ได้ร่วมลงนามอย่างเอิกเกริก รวมทั้งประเทศเยอรมนี (5+1) ก็ดีใจร่วมลงนามด้วย
ความน่าเชื่อถือของผู้บริหารสหรัฐฯ ไม่ใช่เหลือศูนย์ แต่น่าจะติดลบในด้านการเคารพสัญญาระหว่างประเทศที่ได้ทำไว้
จึงไม่น่ามีประโยชน์อื่นใดที่จะพยายามทำข้อตกลงอีก เพราะขนาดมีข้อตกลงระหว่างประเทศ (JC-POA) ก็ยังฉีกทิ้งได้
จะเห็นได้จากคำสั่งเสียก่อนสิ้นชีวิต (หลังถูกวางระเบิดจากสหรัฐฯ) ของท่านที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของท่านผู้นำสูงสุดที่ถูกลอบสังหาร ที่ชื่อ Kamal Kharaz ว่า (1) No Peace Talks เพราะไม่มีช่องว่างใดๆ เหลืออีกต่อไปสำหรับ “Diplomacy” หลังการลอบสังหารท่าน Supreme Leader และผู้นำท่านอื่นๆ (อย่างหมาลอบกัด) ตลอดจนการหักหลังจัดฉากเจรจาถึงสองครั้ง แต่กลับโจมตีทางทหารท่ามกลางการเจรจาด้วยดี
(2) มีแต่แรงกดดันทางเศรษฐกิจเท่านั้น ที่จะสร้างความเจ็บปวด (Pain Point) ต่อสหรัฐฯ ซึ่งช่องแคบฮอร์มุซนี่แหละที่จะสร้างแรงกดดันได้สำเร็จ
แปลความง่ายๆ คือ เสียเวลาไปเจรจากับคนที่ไม่มีความน่าเชื่อถือเหลืออีกต่อไป ต้องสอนให้เจ็บปวดต่างหากจึงจะได้ผล...โดยอิหร่านพร้อมจะทำสงครามอย่างยาวนาน (ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการจบสงครามอย่างรวดเร็ว เพราะคนอเมริกันไม่ต้องการมาตายในสงครามที่เขาไม่เห็นด้วย)
สำหรับอดีตปธน.รัสเซียอย่าง Dmitry Medvedev ที่ปัจจุบันเป็นรองประธาน (รองจากปูติน) สภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ออกมาสมทบอย่างเห็นภาพให้ชัดขึ้นว่า ทำไมสหรัฐฯ และอิสราเอลมัวห่วงนักห่วงหนาว่า อิหร่านจะครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ในขณะนี้…เพราะขณะนี้อิหร่านน่าจะมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่แล้ว
นั่นก็คือ ช่องแคบฮอร์มุซนี่แหละที่เป็นอาวุธร้ายแรงประดุจนิวเคลียร์อันทรงพลัง ที่จะส่งผลอย่างเจ็บปวดรวดร้าวไปทั่วอ่าวเปอร์เซีย และกระทบไปทั้งโลก...แม้สหรัฐฯ เอง (ที่มัวแต่ห้ามทั้งอาวุธนิวเคลียร์ และ ICBM ของอิหร่าน) ก็จะหนีไม่พ้นจากรังสีของอาวุธนิวเคลียร์จากอิหร่านในครั้งนี้...เพราะราคาพลังงานไม่ว่าจะน้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ-จะไต่สูงขึ้นไปทั้งโลก จนทำให้ราคาสินค้าทุกๆ ตัวปรับสูงขึ้น แม้ในสหรัฐฯ เองก็หนีไม่พ้น...ยังไม่นับปุ๋ยที่ชาวนาสหรัฐฯ กำลังต้องการในฤดูเพาะปลูกนี้ จะต้องตะลึงที่ต้นทุนเพาะปลูกทะยานขึ้น...แล้วยังก๊าซฮีเลียมที่จำเป็นในการผลิตชิปก็จะขาดแคลนไปทั้งโลก...รวมทั้งเม็ดพลาสติก, ราคายา และผลิตภัณฑ์เคมีที่ได้มาจากอ่าวเปอร์เซียนี้
สำหรับศ.จอห์น เมียร์ไชเมอร์ แห่งม.ชิคาโก นักรัฐศาสตร์คนสำคัญของสหรัฐฯ ขณะนี้ ได้ฟันธงไปพักใหญ่ๆ แล้วว่า สงครามครั้งนี้ สหรัฐฯ แพ้หลุดลุ่ย เพราะปธน.ทรัมป์หลงต่อคำป้อยอจากทั้งเนทันยาฮู และหัวหน้า Mossad (สหรัฐฯ และอิสราเอล) ว่า การร่วมสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์นั้น จะได้ชัยชนะต่ออิหร่านภายใน 3-7 วัน เหมือนดังเช่นความสำเร็จในการเด็ดหัวฝ่ายบริหารของเวเนซุเอลา...จะไม่เป็นสงครามทางทหารที่ยืดเยื้อ
นี่จะเข้าสู่อาทิตย์ที่ 8 ของสงครามกับอิหร่านแล้ว ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบอบเผด็จการของอิหร่านได้เลย...และขนาดทรัมป์ก็คาดไม่ถึงว่าอิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ และส่งขีปนาวุธไปโจมตีฐานที่มั่นของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียจนแตกกระจุย
ที่สำคัญคือ อาวุธของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ราคาต้นทุนสูงมาก...ขณะนี้ร่อยหรออย่างรวดเร็ว...ถึงขนาดทำเนียบขาวต้องเรียกประชุมเหล่าบริษัทผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้รีบจัดการผลิตอาวุธมาเติมอย่างด่วนจี๋
และถึงขนาดบริษัท Big Three เจ้าพ่ออุตสาหกรรมรถยนต์ใหญ่ของสหรัฐฯ ก็ได้รับการติดต่อด่วนสุด ด้วยการจูงใจให้ขยายแผนกที่ผลิตชิ้นส่วนยุทโธปกรณ์ เพราะงบกลาโหมปีนี้ของสหรัฐฯ เพิ่มไปถึง 1 ล้านล้านเหรียญ...และรมต.กระทรวงสงครามจอมโหด ออกมาย้ำว่า สหรัฐฯ ต้องเปลี่ยนเป็น War Economy คือ เศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนต้องผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์เกิน 50% ของผลิตภัณฑ์ของตน!!
นี่ยังไม่นับนิวเคลียร์จากสมเด็จพระสันตะปาปา ที่ออกมาเทศนาว่า พระเจ้าไม่อยู่ข้างผู้ทำสงคราม (รุกรานผู้อื่น)...และจงอย่านำพระเจ้ามาอ้างว่าอยู่ข้างของตนเด็ดขาด!!


