ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - หมัดเด็ดที่นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง งัดมาช่วยประชาชนปลดแอกจากค่าไฟฟ้าแพงในยามที่ร้อนตับแล่บต้องเปิดแอร์เย็นฉ่ำ นั่นคือซอฟท์โลนหนุนการติดตั้ง Solar Rooftop แต่การที่รัฐบาลนายอนุทินเชิญชวนให้ประชาชน “กู้เงิน” มาติดโซลาร์ เซลล์ ไม่ต่างไปจากการบอกให้ประชาชนผู้ถูกเอาเปรียบไปสร้างหนี้เพิ่มเพื่อหาทางรอดเอาเอง
ยิ่งเมื่อกะเทาะเปลือกนอกออก จะพบความจริงที่หนาวเหน็บยิ่งกว่าค่าไฟ นั่นคือความขลาดกลัวของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ไม่กล้าแตะโครงสร้างผลประโยชน์และระบบประกันกำไรที่สุดอู้ฟู่ของกลุ่มทุนพลังงาน ขณะที่ประชาชนคือผู้แบกรับภาระต้นทุนส่วนเกินทั้งหมด
อาจกล่าวได้ว่าสตอรี่ของ “ค่าไฟฟ้า” กับ “ราคาน้ำมัน” ในประเทศไทยมีดีเอ็นเอเดียวกันอย่างปฏิเสธไม่ได้ โดยเป็นโครงสร้างที่เน้นความมั่นคงของรัฐวิสาหกิจและกำไรของบริษัทในเครือเป็นตัวตั้ง
**และคงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่า หากรัฐวิสาหกิจจำแลงในคราบบริษัทมหาชนอย่าง ปตท. มีกำไรมหาศาลจาก “ค่ากลั่น” ของโรงกลั่นในเครือ ทางด้านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ.ที่เล่นบท “อัฐยายซื้อขนมยาย” ซื้อไฟฟ้าจากบริษัทลูกซึ่งแปลงร่างไปเป็น “โรงไฟฟ้าเอกชน” ก็มีสัญญาประกันกำไรในรูป “ค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment : AP)” แม้ไม่เดินเครื่องโรงไฟฟ้าแต่ก็ได้ตังค์ไม่แตกต่างกัน
คำถามที่ รัฐบาลนายอนุทิน และนายเอกณัฏ ต้องตอบสังคมให้ได้ว่าในเมื่อวิกฤตพลังงานคือวิกฤตระดับชาติ ทำไมรัฐบาลถึงเลือกใช้วิธี “แจกหนี้” แทนที่จะใช้ “เงินปันผล” มหาศาลจากบริษัทลูกของ กฟผ. หรือการเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Profit Tax) ในคราบสัญญาประกันความมั่นคงและมั่งคั่งจากกลุ่มทุนพลังงานมาอุดหนุนค่าไฟฟ้าให้ประชาชน
ตามมาดูกันทีละปมแล้วเชื่อมโยงให้เห็นภาพใหญ่ว่าทุกวันนี้ประชาชนแบกรับค่าไฟฟ้าทั้งค่าไฟฐาน และค่าเอฟทีที่พุ่งสูงขึ้น ไม่ใช่แค่เพราะราคาก๊าซโลก แต่เพราะเราต้องจ่ายเงิน “ประกันกำไร” ให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนผ่านค่า AP นี่คือความอยุติธรรมที่ถูกซุกไว้ภายใต้คำกล่าวอ้างที่ว่า “เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน” ซ้ำยังขวางกั้นไม่ให้ Solar Rooftop เติบโตได้จริง
Solar Rooftop สร้างภาพ ดับกระแสร้อน
นโยบายบรรเทาวิกฤตพลังงานของกระทรวงการคลัง ที่ป่าวประกาศก่อนวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ด้วยการอัดฉีดผ่านซอฟท์โลนรวมกว่า 1.3 แสนล้าน หนึ่งในมาตรการคือ “สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB สำหรับการปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน” วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อติดตั้งระบบไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) หรือ โซลาร์ รูฟท็อป และการจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รายละไม่เกิน 2 ล้านบาท ระยะเวลากู้ไม่เกิน 5 ปี
ดูทรงแล้ว Soft Loan ติดตั้งโซลาร์ เซลล์ ข้างต้น รัฐบาลให้น้ำหนักแค่ “น้ำจิ้ม” เพื่อสร้างภาพลวงตาลดทอนกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อการบริหารจัดการวิกฤตพลังงานเพียงเท่านั้น เมื่อดูจากการโยนให้ธนาคารออมสิน คัดกรองการปล่อยสินเชื่อที่มักอิงกับความสามารถในการชำระหนี้ โดยไม่ชัดเจนว่ามีเกณฑ์ผ่อนปรนพอให้คนระดับกลางและล่างเข้าถึงสินเชื่อนี้หรือไม่ อีกทั้งกำหนดเวลาปล่อยกู้สั้นไม่เกิน 5 ปี ขณะที่จุดคุ้มทุนของการติดตั้งโซลาร์เซลล์มักจะอยู่ที่ 5-7 ปี ไม่จูงใจครัวเรือนที่มีค่าใช้จ่ายสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
หากเจาะลึกถึงอุปสรรคเชิงโครงสร้างสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของครัวเรือน ยังมีประเด็นสำคัญเรื่องปัญหาส่วนต่างราคาซื้อ-ขายไฟฟ้า ปัจจุบันประเทศไทยใช้ระบบ Net Billing (หักลบยอดเงิน) แทนที่จะเป็น Net Metering (หักลบหน่วยไฟฟ้าแบบ 1:1) ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้ลงทุนติดตั้ง โดยรัฐรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากภาคประชาชนในราคาประมาณ 2.20 บาทต่อหน่วย ขณะที่ประชาชนต้องซื้อไฟฟ้าจากรัฐในราคาประมาณ 4-5 บาทต่อหน่วย การที่รัฐรับซื้อจากครัวเรือนถูกกว่าการซื้อจากโรงไฟฟ้าเอกชน ทำให้ระยะเวลาคืนทุนของประชาชนยาวนานขึ้นอย่างมาก แต่มาตรการสินเชื่อนี้ให้ระยะเวลาเพียง 5 ปี ซึ่งบีบให้ค่างวดต่อเดือนสูงเกินไป
ยังไม่นับข้อจำกัดทางเทคนิคและระเบียบการเชื่อมต่อกับระบบจำหน่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ที่มีขั้นตอนซับซ้อน ยุ่งยาก และมีค่าธรรมเนียมเพิ่ม มีข้อจำกัดของหม้อแปลงในระบบจำหน่ายในพื้นที่ที่มีการติดตั้งโซลาร์ เซลล์ หนาแน่น ทำให้ไม่สามารถเชื่อมต่อเข้าระบบเพื่อขายไฟคืนได้
ลำพังการอัดฉีดสินเชื่อจึงเป็นแค่น้ำจิ้มและแก้ปัญหาปลายเหตุ แม้เวลานี้รัฐบาลจะให้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์และติดตั้ง Solar Rooftop มาลดหย่อนภาษีเงินได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท แล้วก็ตาม หากตราบใดที่ยังไม่มีการรับซื้อไฟฟ้าคืนในราคาที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงหรือใกล้เคียงกับราคาขายปลีกมากขึ้น และยังไม่มีระบบ Net Metering
สุดท้ายแล้ว หาก “ขายไฟให้รัฐขาดทุน แต่ซื้อไฟรัฐแพง” แรงจูงใจในการกู้เงินมาติดโซลาร์จะยังคงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
ดังนั้น กระสุนนัดแรกที่จะเปลี่ยนเกม ภารกิจเร่งด่วนที่สุดของนายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน คือ แก้ไขระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าและใช้ระบบ Net Metering โดยสั่งการให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน เปลี่ยนจากระบบ Net Billing (ซื้อถูก-ขายแพง) เป็น Net Metering (หักลบหน่วยต่อหน่วย) หรืออย่างน้อยต้องขยับราคารับซื้อคืน (Feed-in Tariff) ให้ใกล้เคียงกับราคาขายปลีก (เช่น 3.50 - 4.00 บาท) เพื่อให้ประชาชนเห็น “ความคุ้มค่า” ในการติดตั้งโซลาร์ เซลล์ ทันที
ตามมาด้วยการปลดล็อกทุกระเบียบการขอติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปทุกขนาดที่ใช้ในครัวเรือน และรวมศูนย์การขออนุญาตให้จบในแอปพลิเคชันเดียว และออกมาตรการภาษี 200% สำหรับบ้านหรือบริษัทที่ซื้อระบบกักเก็บพลังงาน (Battery) ควบคู่กับการติดตั้งโซลาร์ เซลล์ เพื่อลดการพึ่งพาสายส่งในช่วงกลางคืน และลดปัญหาไฟฟ้าล้นระบบในช่วงกลางวัน
หากนายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ สามารถผลักดัน Net Metering ให้เกิดขึ้นได้จริง นั่นจะเป็นชัยชนะก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการพึ่งพาตนเองด้านไฟฟ้าของภาคประชาชน
รื้อโครงสร้าง สั่นสะเทือนผลประโยชน์
การผลักดันโซลาร์ รูฟท็อป ให้เดินหน้าเป็นชัยชนะของภาคประชาชน ย่อมส่งผลสะเทือนต่อผู้เล่นขาใหญ่ในกิจการไฟฟ้า ทั้ง 3 การไฟฟ้า (กฟผ.-กฟน.-กฟภ.) และโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ที่ขายไฟให้กับการไฟฟ้าฯ พวกเขาคงอยากเห็นการแช่แข็งโซลาร์ รูฟท็อป ดังเช่นที่เป็นอยู่มากกว่า
ต้องไม่ลืมว่า ภาคครัวเรือน มีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าประมาณ 26-28% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ เป็นอันดับสองรองจากภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ประมาณ 44-48% และแนวโน้มในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาคครัวเรือนคือกลุ่มลูกค้าที่ “มีเสถียรภาพที่สุด” ต่างจากภาคอุตสาหกรรมที่ความต้องการอาจลดลงตามภาวะเศรษฐกิจหรือการย้ายฐานผลิต ดังนั้น ภาคครัวเรือนจึงเป็น “ขุมทรัพย์” ที่มั่นคงของระบบ 3 การไฟฟ้า
หากครัวเรือนติดตั้งโซลาร์ เซลล์ เพิ่มขึ้น ยอดการซื้อไฟจากการไฟฟ้าจะลดลงทันที ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงรายได้ขายส่งของ กฟผ. (กฟผ. ไม่ได้ขายไฟให้ประชาชนโดยตรง แต่ขายส่งให้ กฟน. และ กฟภ.) และการบริหารจัดการความต้องการไฟฟ้าช่วงกลางวันลดฮวบแต่กลางคืนพุ่งสูง ทำให้ กฟผ. ต้องเดินเครื่องโรงไฟฟ้าฟอสซิลเพื่อสำรองระบบ ซึ่งมีต้นทุนสูงและบริหารจัดการยาก
การที่นายเอกณัฏ พยายามผลักดัน Solar Rooftop จึงเป็นการ “แตะเบรก” รายได้ที่มั่นคงที่สุดของระบบไฟฟ้าเดิม การจะทะลุทะลวงอุปสรรคนี้ได้ จึงต้องรื้อ “ค่าความพร้อมจ่าย” และการแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับโรงไฟฟ้าเอกชน ซึ่งถือเป็น “เผือกร้อน” ที่สุดของกระทรวงพลังงาน เพราะเป็นเรื่องของผลประโยชน์มหาศาลและข้อกฎหมายระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ดี มีแนวทางที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้หากมีความกล้าหาญทางการเมืองมากพอ นั่นคือ รัฐบาลอาจเจรจากับโรงไฟฟ้าเอกชน (IPP) โดยขอให้ลดค่าความพร้อมจ่ายลงในปัจจุบัน แต่แลกกับการ “ขยายอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า” ออกไปในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าฐานทันที ทำให้ราคาค่าไฟต่อหน่วยลดลง และเพิ่มช่องว่างให้รัฐบาลสามารถรับซื้อไฟจาก Solar Rooftop ได้โดยไม่กระทบค่า Ft มากนัก
อีกแนวทางคือ การบริหารจัดการ “ค่าสำรองไฟฟ้าที่เกินจำเป็น” ซึ่งปัจจุบันไทยมีไฟฟ้าสำรองสูงเกินมาตรฐาน (สูงถึง 40-50% ขณะที่มาตรฐานควรอยู่ที่ 15-20%) รัฐบาลต้องกล้าสั่ง “หยุดเดินเครื่อง” โรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพต่ำที่สุด แม้จะยังไม่หมดสัญญาก็ตาม โดยใช้การชดเชยที่คุ้มค่ากว่าการจ่ายค่า AP ไปเรื่อยๆ
“ค่าไฟฟ้า” VS “ราคาน้ำมัน” สตอรี่เดียวกัน
ปัจจุบัน กฟผ.ไม่ได้เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศ แต่ทำหน้าที่เป็น "ผู้รับซื้อ" (Single Buyer) เป็นหลัก โดยมีสัดส่วนกำลังการผลิตตามสัญญา ณ กลางปี 2568 ดังนี้ กลุ่มโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (IPP) ร้อยละ 36 กฟผ. (ผลิตเอง) ร้อยละ 29 กลุ่มโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (SPP) ร้อยละ 16 นำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศ (สปป.ลาว/มาเลเซีย) ร้อยละ 11 และผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ร้อยละ 8
ในบรรดาโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ที่ขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. จำนวนมากนั้นคือ บริษัทที่ กฟผ. เข้าไปถือหุ้นใหญ่หรือเป็นผู้ก่อตั้ง ได้แก่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH : กฟผ. ถือหุ้น 45% บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO : กฟผ. ถือหุ้น 25.41%
เมื่อ กฟผ. ทำสัญญาซื้อไฟจาก RATCH หรือ EGCO รายได้และกำไรที่บริษัทเหล่านี้ได้รับจาก “ค่าความพร้อมจ่าย” และ “ค่าพลังงานไฟฟ้า” (EP) ส่วนหนึ่งก็จะถูกส่งกลับคืนไปยัง กฟผ. ในรูปแบบของ “เงินปันผล” ซึ่งกำไรเหล่านี้ถูกรวมอยู่ในต้นทุนค่าไฟฐานที่ประชาชนจ่าย
ในบท “อัฐยายซื้อขนมยาย” ของ กฟผ. จึงสะท้อนภาพกำไรไหลเวียนอยู่ในรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าและบริษัทในเครือ โดยที่ภาระต้นทุนทั้งหมดถูกส่งต่อมายังค่าไฟให้ประชาชนแบกรับผ่านสูตร Ft
สตอรี่ของ “ค่าไฟฟ้า” กับ “ราคาน้ำมัน” จึงแทบไม่แตกต่างกัน
ในภาคไฟฟ้า (กฟผ. & เอกชน) เป็นลักษณะ “อัฐยายซื้อขนมยาย” กฟผ. ซื้อไฟจากบริษัทลูกอย่าง RATCH และ EGCO ส่วนการประกันกำไร มีค่าความพร้อมจ่าย (AP) แม้ไม่ผลิตไฟรัฐก็ต้องจ่ายเงินให้เพื่อประกันความมั่นคงและกำไรให้โรงไฟฟ้า ขณะที่ภาระของประชาชน คือ แบกค่า Ft เมื่อต้นทุนเชื้อเพลิง หรือค่า AP สูงขึ้น จะถูกผลักเข้าค่า Ft ทันที โดย กฟผ. มีภาพผลประโยชน์ทับซ้อน คือ คุมสายส่งและเป็นผู้รับซื้อเพียงรายเดียว
สำหรับภาคโรงกลั่นน้ำมัน (ปตท. & เครือข่าย) กำไรในเครือ มาจากปตท. ถือหุ้นใหญ่ในโรงกลั่นเกือบทั้งหมด (TOP, PTTGC, IRPC) มีการประกันกำไรจากค่าการกลั่น (Refinery Margin) ที่อิงราคาตลาดสิงคโปร์บวกค่าขนส่งทิพย์ แม้จะกลั่นในไทย ส่วนประชาชนแบกรับราคาน้ำมันหน้าปั๊มซึ่งผันผวนตามตลาดโลก แต่โครงสร้างภาษีถูกตรึงไว้และค่าการตลาดพุ่ง โดย ปตท. มีภาพผลประโยชน์ทับซ้อน คือ คุมท่อส่งก๊าซและเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุด
เมื่อเป็นสตอรี่ที่มีดีเอ็นเอเดียวกัน การรื้อโครงสร้างจึงยากเย็นแสนเข็ญเหมือนกัน เนื่องจากกลไก “ผู้ถือหุ้น” คือกับดัก เพราะทั้ง ปตท. และบริษัทในเครือ กฟผ. (RATCH, EGCO) เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ การรื้อโครงสร้างราคาที่กระทบต่อกำไรอย่างรุนแรง จะส่งผลต่อราคาหุ้นและอาจถูกฟ้องร้องจากผู้ถือหุ้นรายย่อยและต่างชาติได้ นี่คือเกราะป้องกันที่กลุ่มทุนใช้ยันกับฝ่ายการเมืองมาโดยตลอด
ขณะเดียวกัน รัฐบาลทุกยุคพึ่งพา “เงินนำส่งรัฐ” และ “ภาษี” จากกลุ่มพลังงานเหล่านี้ โดยปตท. และ กฟผ. มักเป็นอันดับ 1 และ 2 ของรัฐวิสาหกิจที่ส่งรายได้สูงสุด หากไปรื้อจนกำไรลดลง งบประมาณแผ่นดินก็จะหายไปมหาศาล รัฐบาลจึงมักทำได้เพียง “ตรึงราคาชั่วคราว” แต่ไม่กล้า “รื้อโครงสร้าง” อย่างจริงจังและถาวร
กำไรปันผล – กำไรลาภลอย บนคราบน้ำตาค่าเอฟที
ตามมาดูกำไรปันผลของบริษัทลูก กฟผ.บนคราบน้ำตาค่า Ft ของประชาชน กันสักหน่อย ข้อมูลจากรายงานประจำปี 2567 และงบการเงินปี 2568 ของบริษัทในเครือ เทียบกับภาระหนี้ที่ กฟผ. แบกไว้ (ซึ่งสุดท้ายจะถูกเรียกเก็บผ่านค่า Ft ที่ประชาชนต้องจ่าย) จะเห็นกำไรสุทธิรวม RATCH + EGCO ประมาณ 15,000 - 18,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นกำไรที่มาจากสัญญา PPA ที่ประชาชนจ่ายค่าไฟ
ส่วนเงินปันผลที่ กฟผ. ได้รับตกประมาณ 5,000 - 6,000 ล้านบาท ตามทำนอง “อัฐยายซื้อขนมยาย” กำไรไหลกลับเข้ารัฐวิสาหกิจ
ขณะที่ภาระหนี้ค้างรับค่า Ft ของ กฟผ. ประมาณ 90,000 - 100,000 ล้านบาท เป็นหนี้ที่เกิดจากการตรึงราคาไฟ ซึ่งประชาชนต้องผ่อนใช้คืน
ที่ลืมไม่ได้คือ ค่าความพร้อมจ่าย (AP) ที่รัฐจ่ายให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน หรือ IPP ประมาณ 18,000 ล้านบาท/ปี เพื่อประกันกำไรเอกชน แม้ไม่ได้เดินเครื่องผลิต
คำถามคือ ขณะที่รัฐบาลบอกว่า กฟผ. แบกรับภาระหนี้จนขาดทุนวิกฤต และจำเป็นต้องขึ้นค่า Ft เพื่อใช้คืนหนี้ แต่บริษัทลูกที่ กฟผ. ถือหุ้นใหญ่ (RATCH/EGCO) กลับประกาศกำไรมหาศาลและจ่ายปันผลต่อเนื่อง ทำไมเงินปันผลเหล่านี้ไม่ถูกนำมาลดภาระค่า Ft ให้ประชาชนโดยตรง และรัฐบาลกล้าพอไหมที่จะเจราจาขอ Haircut หรือลดค่า AP ลงในช่วงวิกฤตพลังงาน เพื่อนำส่วนต่างมาเป็นเงินอุดหนุน Solar Rooftop ให้ประชาชน หรือนำมากดค่าไฟฟ้าให้ลดลง
RATCH ประกาศกำไรสุทธิสำหรับปี 2567 อยู่ที่ 6,127 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนหน้า) จ่ายเงินปันผลรวม ในอัตราหุ้นละ 1.60 บาท คิดเป็นเงินรวม 3,480 ล้านบาท ส่วน EGCO กำไรสุทธิปี 2567 สูงถึง 13,000 ล้านบาท จ่ายเงินปันผลรวมทั้งปีในอัตราหุ้นละ 6.50 บาท คิดเป็นเงินรวมประมาณ 3,422 ล้านบาท ตอกให้เห็นถึงความลักลั่นของระบบที่ “บริษัทลูกกำไรดี-รัฐวิสาหกิจได้ปันผล-แต่ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง” ได้ชัดเจนที่สุด
นอกเหนือจากบริษัทลูกของ กฟผ.แล้ว กลุ่มกัลฟ์ หรือ GULF ถือเป็นยักษ์ใหญ่ที่มีสัดส่วนการขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. สูงที่สุดและเติบโตเร็วที่สุด ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดย GULF มีส่วนแบ่งกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นสูงถึงประมาณ 30-35% ของกำลังผลิตเอกชนรวมทั้งหมดในปัจจุบัน ในปี 2567-2568 GULF รายงานกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน สูงเป็นประวัติการณ์ในระดับ 15,000 - 18,000 ล้านบาทต่อปี โดยกำไรส่วนใหญ่มาจากค่า AP ที่ กฟผ. จ่ายให้
ตามมาดูกันต่อว่า หากในฝั่งน้ำมัน โรงกลั่นในเครือ ปตท.มีกำไรลาภลอย (Windfall Profit) จากค่ากลั่น ฝั่งไฟฟ้าก็มี กฟผ. และโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ รับกำไรลาภลอยจากค่าความพร้อมจ่าย
เมื่อเปรียบเทียบ “กำไรลาภลอย” ระหว่าง “ค่าไฟ” และ “น้ำมัน” จะทำให้เห็นภาพโครงสร้างที่เกื้อหนุนทุนพลังงาน โดยในฝั่งน้ำมัน มีเรื่อง “ค่าการกลั่น” ที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงวิกฤตพลังงานโลก โรงกลั่นในเครือยักษ์ใหญ่ฟันกำไรอู้ฟู่จากการอ้างราคาอ้างอิงสิงคโปร์ ทั้งที่ต้นทุนจริงอาจไม่ได้สูงขนาดนั้น รัฐบาลทำได้เพียง “ขอความร่วมมือ” ให้เจียดกำไรมาช่วยกองทุนน้ำมัน ซึ่งสุดท้ายก็เป็นเพียงการลูบหน้าปะจมูก
ฝั่งไฟฟ้ายิ่งร้ายกว่าน้ำมันเสียอีก เพราะนี่คือ “Windfall Profit แบบนอนมา” จากค่าความพร้อมจ่าย แม้รัฐไม่สั่งเดินเครื่องผลิตไฟแม้แต่หน่วยเดียว ประชาชนก็ต้องจ่ายค่า AP ผ่านบิลค่าไฟทุกเดือน เพื่อประกันกำไรให้ผู้ถือหุ้นจากสัญญา PPA ที่ล็อกกำไรไว้ล่วงหน้า 25 ปี
ความบิดเบี้ยวของโครงสร้างพลังงานไทยที่ทำให้ “ทุนพลังงานรวย-รัฐวิสาหกิจรับปันผล-ประชาชนจ่าย” เป็นโจทย์ใหญ่ในการไล่รื้อที่ “อนุทิน-เอกนิติ-เอกณัฏ” ต้องกล้า ๆ หน่อย จะได้ไหม? หากทำไม่ได้ หรือไม่กล้าทำ ก็อย่าได้เรียกตัวเองว่าเป็นรัฐบาลของประชาชน และนั่นเท่ากับตอกย้ำภาพรัฐบาลทุนพลังงานอีกแล้วครับท่าน.


