xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“บางจาก” เปลี๊ยนไป๋ เพื่อสังคมหรือเพื่อ...?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 (AGM) เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  บางจาก – BCP ยังยืนเด่นบนเส้นทางเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ จากวัฒนธรรมเดิมคือ “เป็นคนดี มีความรู้ เป็นประโยชน์ต่อสังคม” หลังแผนสกัดทุนเทาเข้าถือหุ้นล่มไม่เป็นท่า แต่จะไปโทษใครได้เพราะเปิดประตูอ้ารับทุนเทาเข้ามาอย่างมีพิรุธ ทำให้มีการอายัดหุ้นมูลค่าร่วม 6 พันล้านบาท เนื่องจากพบข้อสงสัยว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายขบวนการฟอกเงินและสแกมเมอร์ข้ามชาติ 

อาการน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งนี้ มีเสียงสะท้อนจากผู้ให้กำเนิดเกิดก่อบางจาก คือ  นายโสภณ สุภาพงษ์ ที่ออกมาโพสต์ผ่านเพจ “วิถีคิด โดย โสภณ สุภาพงษ์” ว่า “....ผมก่อตั้ง บ.บางจากฯ BCP, BANGCHAK ขึ้นเมื่อ 40 ปีที่แล้ว เข้าซื้อกิจการโรงกลั่นราชการเดิม (SUMMITเช่า) มีขาดทุนสะสมเทียบเท่า 50,000 ล้านบาท ทำกลับมามีประสิทธิภาพ ทันสมัย มีกำไรในปีแรกเป็นโรงกลั่นแรกของประเทศที่บริหารด้วยคนไทย แก้วิกฤตน้ำมัน ช่วยสหกรณ์ชาวบ้าน ทำปั๊มเลี้ยงชีพทั่วประเทศได้”

ทว่า วันนี้ โสภณมองว่าบางจากที่เป็นบริษัทตัวอย่าง BEST PRACETICES ของ WORLD BANK และ UNDP มีวัฒนธรรม “เป็นคนดี มีความรู้ เป็นประโยชน์ต่อสังคม” เข้าไปข้องเกี่ยวกับ “ทุนเทา”

การออกมากระทุ้งของผู้ก่อตั้งบางจาก เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 (AGM) ในรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) โดยมีพลตำรวจเอก สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ประธานกรรมการบริษัท ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม พร้อมด้วยนายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่, คณะกรรมการ คณะผู้บริหารบริษัท บางจากฯ ที่จัดขึ้น ณ ห้องประชุมใบไม้ อาคารเอ็ม ทาวเวอร์ สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ

การประชุมวันนั้น มีวาระที่สำคัญ คือ วาระที่ 7 การพิจารณาอนุมัติแก้ไขข้อบังคับบริษัท โดยเพิ่มเนื้อหาในข้อ 24 (6)-( 8 ) เพื่อหวังยกระดับธรรมาภิบาล และมาตรฐานสากล เพื่อ “ป้องกันทุนเทา” เนื่องจากหุ้น BCP มีเรื่องอาจเกี่ยวโยงถึงการฟอกเงิน ดังนั้น “กรรมการ” ที่มานั่งในบริษัทต้องไม่ถูกกล่าวโทษ/ต้องไม่ถูกอายัดทรัพย์จาก ปปง./ ต้องไม่ถูกระงับการทำธุรกิจจาก ต่างประเทศ-สมาชิก OECD/ ต้องไม่เป็นกรรมการของบริษัทที่ถูกระงับธุรกิจการ ซึ่งการแก้ไขข้อบังคับต้องใช้เสียง 3 ใน 4 ของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง

เมื่อเปิดไพ่เล่นกันซึ่งหน้ามีหรือที่กลุ่มทุนเทาจะยอมถอยโดยง่าย เกมก่อนถึงวันประชุมที่มีการตีความว่า บริษัทอัลฟา ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด(ACE) ถือหุ้น BCP อยู่ 16.82% เข้าข่ายมีส่วนได้เสียพิเศษ คือตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ถูกอายัดหุ้น และกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินคดีของ ปปง. จะไม่ให้สิทธิในการออกเสียงวาระนี้ ทาง ACE จึงโต้แย้งกลับ จนกระทั่งสุดท้ายทางคณะกรรมการบริษัทบางจาก มีมติให้ ACE สามารถลงมติออกเสียงในวาระนี้ได้ก่อนมีการประชุมผู้ถือหุ้นเพียง 3 วัน

ขณะที่เมื่อถึงวันประชุมโหวตจริง แม้ว่าจะมีกระแสเรียกร้องขอให้ผู้ถือหุ้นบางจากเข้าร่วมโหวตสนับสนุนวาระอนุมัติแก้ไขข้อบังคับบริษัทฯ แต่สุดท้ายก็มีเสียงผู้เห็นด้วย 69.5% ไม่เห็นด้วย 29.04% และงดออกเสียง 1.45% กล่าวคือคะแนนเสียงสนับสนุนไม่ถึง 3 ใน 4 ของผู้ที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง

ทั้งนี้ การที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบางจากถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อบริษัททั้งการดำเนินธุรกิจ ความเชื่อมั่น และความสัมพันธ์กับสถาบันการเงินและคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ โดยธนาคารระหว่างประเทศได้ระงับหรือยุติการให้บริการบางด้าน จำกัดการทำธุรกิจ ทบทวนวงเงินสินเชื่อ ตราบใดที่โครงสร้างผู้ถือหุ้นและสถานะของกรรมการตัวแทน ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล

นอกจากนั้น ยังส่งผลให้ราคาหุ้นมีความผันผวนและมีการปรับเงื่อนไขการซื้อขายหลักทรัพย์ เนื่องจากตลาดประเมินว่าบริษัทมีความเสี่ยงสูงขึ้น สรุปคือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ถอนชื่อบางจากออกจากรายชื่อบริษัทที่มีการกำกับดูแลที่ดี (Good Governance) เนื่องจากปัญหาตัวแทนทุนเทาในบอร์ดบริหาร อีกทั้งการประเมินด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ของบริษัท ซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญที่นักลงทุนสถาบันและกองทุนต่างชาติใช้ตัดสินใจเข้าลงทุน ก็ได้รับผลกระทบในเชิงลบด้วย

หลังจากนี้ หากปัญหาธรรมาภิบาลยังไม่ได้รับการแก้ไข อาจเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการระดมทุนและโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานที่ต้องพึ่งพาการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังหรือถูกคว่ำบาตรจากหน่วยงานต่างประเทศ

นับเป็นปัญหาที่ใหญ่สำหรับบางจากเลยทีเดียว ที่สำคัญคือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ไม่รู้เส้นสนกลในให้พลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย

ในช่วงปลายปี 2568 ที่ ปปง.อายัดหุ้นของกลุ่มทุนเทาในบางจาก ราคาหุ้น BCP เคยร่วงไปอยู่ที่ประมาณ 26 บาท แม้ว่าต่อมาในช่วงต้นปี 2569 หุ้น BCP จะฟื้นตัวชั่วคราว ขึ้นมาแตะที่ระดับ 40.00 - 40.75 บาท ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569

ทว่า หลังจากมีการประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงอีกครั้ง จากวันที่ 1 เมษายน 2569 ราคาอยู่ที่ 39.75 บาท วันที่ 10 เมษายน 2569 ราคาปิดที่ 36.50 บาท และ 16 เมษายน 2569 ราคาร่วงลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 35.25 บาท เป็นการลดลงประมาณ 11.32% ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ของเดือนเมษายน 2569

หากนับจากจุดสูงสุดของปีที่ประมาณ 40.75 บาท มาจนถึงล่าสุดที่ 35.25 บาท ราคาหุ้นบางจาก หายไปแล้วประมาณ 5.50 บาท หรือลดลงราว 13.5% ภายในระยะเวลาอันสั้น

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในบางจาก  “นายกรณ์ จาติกวณิช” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้คร่ำหวอดในแวดวงตลาดทุน ชี้ว่า ต้องโทษคณะกรรมการบริษัทที่เปิดประตูอ้ารับทุนเทาแบบส่อพิรุธ

เขาได้โพสต์ตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า ข้อเสนอที่จะแก้ข้อบังคับบริษัทเพื่อกันตัวแทนของทุนเทาออกจากคณะกรรมการบริษัท (หุ้นที่ตอนนี้ถูกอายัดไปและอยู่ในขั้นตอนพิจารณาในชั้นศาล) แต่ล้มเหลวเพราะได้คะแนนสนับสนุนไม่พอ บริษัทบอกว่าการมีทุนเทาอยู่ในบริษัทเป็นปัญหา เพราะต่างชาติเข้มงวดเรื่องนี้ถึงขั้นออกมาตรการคว่ำบาตร ตลาดหลักทรัพย์ฯก็ถอนชื่อบางจากออกจากทะเบียนบริษัทที่มีการกำกับดูแลที่ดี แต่บางจากจะโทษใครไม่ได้ ทั้งยังไม่เคยชี้แจงว่าทำไมจึงได้เอื้อให้กลุ่มทุนเทาเข้ามาเป็นกรรมการบริษัทแบบเร่งด่วน

กล่าวคือ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มีการแต่งตั้งกรรมการตามวาระ 5 ท่าน โดยที่มี 4 ท่าน กลับเข้าดำรงตำแหน่ง แต่ต่อมาเพียง 1 สัปดาห์ ในวันที่ 18 เมษายน 2568 คณะกรรมการบริษัทฯกลับมีมติอนุมัติการลาออกของกรรมการ 2 ท่าน และให้แต่งตั้งกรรมการตัวแทนจาก ACE 2 ท่านเข้ามาแทน โดยที่ไม่ได้ผ่านที่ประชุมผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด

นอกจากนั้น นายกรณ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ACE ได้หุ้นบางจากมาอย่างไม่ปกติจำนวนมากจาก Capital Asia Investment ถึง 3 รายการ ทั้งที่ ACE เพิ่งจัดตั้งเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 หรือเพียง 3 เดือน และเข้าซื้อหุ้นบางจากมูลค่า 10,000 ล้านบาท ทั้งที่มีทุนจดทะเบียนเพียง 50 ล้านบาท เทียบหนี้ต่อทุนถึง 200 เท่า

เขาตั้งคำถามให้คณะกรรมการบางจาก ต้องทบทวนอย่างจริงจังคือ

1.ทำไมถึงได้เปิดประตูให้ทุนเทาเข้ามาอย่างเร่งร้อน ไม่โปร่งใส มีพฤติกรรมจงใจให้ความร่วมมือ บทเรียนการไม่ได้ทำหน้าที่อย่างรอบคอบ ครบถ้วน ทำให้เกิดปัญหาต่อบริษัทในวันนี้ ควรที่จะเปิดโปง อำนาจ ”ไอ้โม่ง“ ที่ผลักดันการแต่งตั้งอัปยศที่เกิดขึ้น

2.ความไม่โปร่งใสกรณีที่คณะกรรมการ BCP แต่งตั้งให้ตัวแทน ACE ไปเป็นรองประธานบริษัท BCPG ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ BCP ถือหุ้นใหญ่ และยังเป็นประธานการลงทุนของ BCPG อีกด้วย

3.ยังมีพฤติกรรมชวนสงสัยที่ในอดีตตั้งแต่ปลายปี 2563 ที่มีการอนุมัติให้บริษัทลูกคือ BCPG ขายหุ้นก้อนใหญ่ 4,500 ล้านบาท ให้กับกลุ่มนาย Ben Smith อีกด้วย

4.หลังจากนั้นยังมีการซื้อทรัพย์สินในราคาที่แพงเกินจริง มูลค่า 9,000 ล้านบาท อย่างไม่โปร่งใส โดยบริษัทที่ซื้อมานั้น เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นหลังมติกรรมการ BCPG โดยที่ไม่มีข้อมูลกำไร และมูลค่าสินทรัพย์สุทธิแต่อย่างใด แต่จ่ายเงิน 9,000 ล้านบาทไปแล้ว ในเดือนพฤษภาคม 2566 โดยกิจการนั้นซื้อจากกิจการ “กลุ่มเสี่ยตือ” ที่เคยมีสมาชิกครอบครัวถูกจับคดี เว็บพนันออนไลน์ และการฟอกเงิน ในปี 2565

5.ประเด็นที่ประชาชนกังวลใจ คือ ความสัมพันธ์ของ “กลุ่มเสี่ยตือ” กับกลุ่มนายอนุทิน ชาญวีรกูล และ พรรคภูมิใจไทย โดย “นายคิว” บุตร “เสี่ยตือ” มีข่าวเสนอสินบนเพื่อชะลอคดีปราบสแกมเมอร์ ซึ่งนายกรณ์มองว่า ต้องชี้แจงข้อสงสัยให้สิ้นกระแสความ

นายกรณ์ ยังย้ำว่า สำหรับคณะกรรมการของบางจาก ทั้งชุดปัจจุบันและชุดในอดีต ควรต้องชี้แจงว่าได้มีส่วนเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่ม scammer หรือไม่ อย่างไร โดยใคร? และที่สำคัญ เมื่อแก้ปัญหานี้ไม่ได้ แกะปมไม่ออก จะรับผิดชอบต่อความเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นอย่างไร?

“ก.ล.ต. เองก็ไม่ควรเงียบต่อไปกับเรื่องนี้ มีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องสืบสวน และหากพบการกระทำที่ไม่ชอบ ต้องมีมาตรการลงโทษที่ชัดเจนตามกฎหมาย” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)


กล่าวสำหรับการใช้นอมินีและนิติบุคคลบังหน้าเพื่อกว้านซื้อหุ้นบางจากนั้น นอกจากนางแคทรียา บีเวอร์ ภรรยาของนายเบน สมิธ และนางวิริญญา ภรรยานายยิม เลียก ที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นบางจากแล้ว ในสำนวนคดีของ ปปง. ยังระบุถึงชื่อ บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ เอนเนอร์จี จำกัด (Alpha Chartered Energy Co., Ltd.) หรือ ACE เป็นนิติบุคคลหลักที่ถูกใช้ในการกว้านซื้อและถือหุ้น BCP วงเงินกว่า 5,885 ล้านบาท ทั้งที่บริษัทนี้มีทุนจดทะเบียนเพียง 50 ล้านบาท แต่สามารถใช้เงินลงทุนมหาศาล ซึ่ง ปปง. ระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับเงินจากเครือข่ายสแกมเมอร์

ย้อนรอยมาเจาะลึก บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ เอนเนอร์จี จำกัด หรือ ACE สักหน่อย บริษัทนี้จดทะเบียนเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท สถานะเป็นโฮลดิ้งคอมปานี ที่ตั้งสำนักงานอยู่ที่อาคารวัน แบงค็อก ทาวเวอร์ 4 ชั้น 17 ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ

บริษัท ACE มีโครงสร้างการร่วมทุนระหว่างกลุ่มทุนไทยและต่างชาติ ดังนี้ บริษัท อัลฟ่า โกลบอล จำกัด (ถือหุ้น 51%) ซึ่งมี นายณัฐกร อธิธนาวานิช เป็นเจ้าของ 100% และบริษัท อังกอร์ อิสชูแอนซ์ เอส เอ (Encore Issuances S.A.) (ถือหุ้น 49%) บริษัทจากประเทศลักเซมเบิร์ก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Chartered Group

ACE เคยรวบรวมหุ้นจนก้าวขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นอันดับต้นๆ ของ BCP โดยถือหุ้นสูงสุดประมาณ 20% ในช่วงเดือนเมษายน 2568 และ นายณัฐกร อธิธนาวานิช และ Dr. Tomas Koch ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนของบริษัทเข้าไปเป็นกรรมการในบอร์ดบางจาก ก่อนที่จะขอพักการปฏิบัติหน้าที่หลังเกิดคดี เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส

สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ล่าสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 4 มีนาคม 2569) 10 อันดับ ประกอบด้วย

1.บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ เอนเนอร์จี จำกัด (ACE) ถือ 247,758,900 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 16.85%

2.กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง ถือ 226,386,946 หุ้น สัดส่วน 15.37%

3.สำนักงานประกันสังคม ถือ 208,114,497 หุ้น สัดส่วน 14.13%

4.บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (Thai NVDR) ถือ 143,397,576 หุ้น สัดส่วน 9.74%

5.กระทรวงการคลัง ถือ 65,543,767 หุ้น สัดส่วน 4.45%

6.OCBC SECURITIES PRIVATE LIMITED ถือ 63,110,400 หุ้น สัดส่วน 4.29%

7.THE BANK OF NEW YORK MELLON ถือ 44,066,500 หุ้น สัดส่วน 2.99%

8.SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED ถือ 34,744,298 หุ้น สัดส่วน2.36%

9.MORGAN STANLEY & CO. INTERNATIONAL PLC ถือ 23,100,000 หุ้น สัดส่วน 1.57%

10.บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ถือ 15,862,300 หุ้น สัดส่วน 1.08%

จากข้อมูลล่าสุด กลุ่มบริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี (ACE) ได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นรวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 16.85% - 20% (โดยแบ่งถือในชื่อบริษัทและนอมินีบางส่วน) แซงหน้ากองทุนวายุภักษ์และสำนักงานประกันสังคมขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยหุ้น BCPในส่วนที่ถือโดย ACE ถูก ปปง. มีคำสั่งอายัดไว้ชั่วคราว เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ในชั้นศาลว่าทรัพย์สินเหล่านี้ควรตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่

แม้ว่าบางจากกับ ปปง. จะยันว่าการอายัดหุ้น ACE เป็นเรื่อง “ระดับผู้ถือหุ้นรายบุคคล” แต่ก็ต้องยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของคู่ค้าและสถาบันการเงินต่างชาติ สร้างความย่อยยับให้กับผู้ถือหุ้นแบบลากยาวไปจนกว่าบางจากจะฟอกตัวให้ใสปิ๊ง และกลับคืนมา “เป็นคนดี มีความรู้ เป็นประโยชน์ต่อสังคม” อีกครั้ง