xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

วิกฤตพืชผลเกษตรราคาตกต่ำ ทุนจีนกินรวบสวนมะพร้าว มะม่วงแก้วขมิ้นเขมรทะลัก ปาล์มน้ำมันดิ่งสูญวันละ 120 ล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  เสียงครวญจากชาวสวนผลไม้หลังเผชิญปัญหาราคาตกต่ำ จากสถานการณ์ “มะพร้าวน้ำหอม” ราคาดิ่งเหลือลูกละ 2 - 3 บาท ผลกระทบจากการกินรวบของทุนจีน ล่าสุด กรณี “มะม่วง” ราคาตกต่ำในรอบ 10 ปี “ฟ้าลั่น - เขียวเสวย” เหลือเพียงกิโลกรัมละ 2 บาท ผลพวงจาก “มะม่วงแก้วขมิ้นเขมร” ทะลักเข้าไทยภายใต้สิทธิพิเศษตามความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ATIGA) แถมหั่นราคาต่ำกว่าครึ่ง กำลังสะเทือนตลาดมะม่วงไทยอย่างหนัก เช่นเดียวกับ “ปาล์มน้ำมัน” ที่ราคาดิ่งหนัก สูญรายได้ถึงวันละ 120 ล้าน 

ประเด็นร้อนวิกฤตพืชผลทางการเกษตร หลังเกิดเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการภาคเกษตรกรณีการลักลอบนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นจากกัมพูชานับแสนตันเข้ามาตีตลาดมะม่วงไทยจนราคาพังทลาย โดยมีลำเลียงมาทางเรือขึ้นฝั่งยังท่าเทียบเรือใน จ.ชลบุรี ก่อนนำส่งขายตลาดไทยในราคากิโลกรัมละไม่ถึง 1 บาท และการนำเข้าดังกล่าวของกลุ่มนายทุน ได้รับการเอื้อประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ไทย โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อผลผลิตมะม่วงไทยที่เริ่มทยอยออกสู่ตลาด

ขณะที่กัมพูชาได้ออกประกาศห้ามนำเข้าผักและผลไม้ รวมทั้ง สินค้าทุกชนิดจากไทยในช่วงที่มีข้อพิพาทแนวชายแดน ซึ่งผลกระทบจากการปิดด่านชายแดน ทำให้มะม่วงเขมรอยู่ในสภาพล้นตลาดและราคาตกต่ำจนต้องมีการลอบส่งขายเข้ามาในไทย

 นายลีนวงศ์ เมฆสว่าง  ผู้ประกอบการรับซื้อส่งออกมะม่วง เปิดเผยว่าราคามะม่วงไทยสายพันธุ์ต่างๆ กำลังตกต่ำผิดปกติ เนื่องจากมีนายทุนเทาใช้รถบรรทุกลักลอบนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นจากกัมพูชาตามเส้นทางธรรมชาติ ทั้งนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้ราคามะม่วงในประเทศถูกกดต่ำลงทันที โดยผลผลิตที่ถูกลักลอบนำเข้าถูกปล่อยขายในราคาต่ำกว่าครึ่ง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มผู้ปลูกในภาคเหนือ กลาง และอีสาน ซึ่งกำลังเริ่มทยอยออกผลผลิตเข้าสู่ตลาด

กล่าวสำหรับสถานการณ์ปัญหามะม่วงแก้วขมิ้นเขมรทะลักตีตลาดมะม่วงไทย  นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์  อธิบดีกรมศุลกากร ระบุว่าการนำเข้ามะม่วงจากกัมพูชาในรอบที่เป็นข่าว ได้ทำตามกฎหมายทุกประการ และผู้นำเข้าของไทยดำเนินการจัดซื้อผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้

โดยกรมศุลกากรได้ออกเอกสารชี้แจงว่าตั้งแต่เดือน มี.ค.2569 จนถึงปัจจุบันประเทศไทย มีการนำเข้ามะม่วงสด (Fresh Mango) จากกัมพูชาผ่านท่าเรือใน จ.ชลบุรี จำนวน 36 ใบขนสินค้า โดยสินค้าดังกล่าวใช้สิทธิพิเศษภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ATIGA) ซึ่งการนำเข้ามะม่วงเข้ามาในประเทศไทย สามารถทำได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ กรมศุลกากรมีการควบคุมตรวจสอบและป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอน ขั้นตอนการนำเข้ามะม่วงเข้าประเทศไทยนั้น ต้องผ่านการตรวจสอบจาก 2 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร ตรวจสอบด้านศัตรูพืชและสุขอนามัยพืช เพื่อป้องกันโรคและแมลงจากต่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คอยตรวจสอบด้านความปลอดภัยของอาหารสำหรับผู้บริโภค

แต่ในขณะเดียวกันเสียงสะท้อนจากชาวสวนมะม่วงไทย ย้ำชัดถึงปัญหามะม่วงแก้วขมิ้นเขมรทะลักไทย กระทบราคามะม่วงไทยมาหลายปีแล้ว

 นางไพริน ตันเฉี่ยง  อายุ 54 ปี เกษตรกรชาวสวนมะม่วง ต.คลองเขื่อน อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา ยืนยันว่ามีการลักลอบนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นจากเขมร เข้ามาขายในตลาดสี่มุมเมือง และตลาดต่างๆ ของไทยในราคาที่ต่ำกว่าราคามะม่วงไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่เกษตรกรรู้มานานแล้วแต่ทำอะไรไม่ได้ และตลอดระยะเวลา 2 - 3 ปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบเรื่องราคามะม่วงไทยตกต่ำเหลือเพียงกิโลกรัมละ 2 บาทมาโดยตลอด

“ในเดือน มี.ค. - เม.ย. ของทุกปีเป็นช่วงที่ผลผลิตมะม่วงไทยจะออกสู่ตลาด และยังมีแน้วโน้มว่าจะล้นตามฤดูกาล ซึ่งหลังการปิดด่านชายแดน ราคามะม่วงไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 3 - 4 บาท จากเดิมที่เคยขายได้แค่กิโลกรัมละ 2 บาท จึงทำให้เกษตรกรเริ่มมีความหวังว่าจะขายผลผลิตได้ราคาที่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่สุดท้ายกลับมีการนำเข้ามะม่วงจากเขมร เข้ามาตีตลาดโดยอ้างว่าสามารถทำได้ถูกต้องตามกฎหมาย”

โดยปัจจุบันเกษตรกรทำสวนมะม่วงแก้วขมิ้นน้อยลง และได้มีการทำมะม่วงสายพันธุ์ใกล้เคียงคือ ทวายเดือน 9 ที่มีรสชาติเหมือนกันแต่ความคงทนต่อการสุกงอมมีน้อยกว่า ดังนั้นเมื่อมีการนำเข้า มะม่วงแก้วขมิ้นเขมร เข้ามาตีตลาดมะม่วงไทย ทำให้มะม่วงทวายเดือน 9 ขายไม่ได้เพราะสุกงอมเร็วกว่า ผลที่ตามมาคือ เกษตรกรไทย ไม่สามารถระบายผลผลิตจากสวนได้ทัน สุดท้ายก็ต้องปล่อยมะม่วงสุกงอมคาต้น หากไม่มี มะม่วงแก้วขมิ้นเขมรเข้ามาตีตลาดเกษตรกรไทยก็จะสามารถเก็บมะม่วงทวายเดือน 9 ขายออกได้เรื่อยๆ แม้จะได้ในราคากิโลกรัมละ 3 บาทแต่ก็ไม่ถึงขั้นต้องปล่อยให้ร่วงทิ้ง

ขณะที่พื้นที่ ต.วังทับไทร อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร ซึ่งแหล่งปลูกมะม่วงส่งออกรายใหญ่ของประเทศ โดยปริมาณผลผลิตแต่ละปีมีมากกว่า 2 แสนตัน จำแนกเป็นมะม่วงเพื่อการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ มีทั้งมะม่วงกินดิบและกินสุก โดยมีรายได้จากการจำหน่ายมะม่วงมีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 2 พันล้านบาท กำลังเผชิญวิกฤตราคาผลผลิตตกต่ำอย่างหนัก โดยเฉพาะมะม่วงพันธุ์กินดิบ “ฟ้าลั่น – เขียวเสวย” ราคาหน้าสวนดิ่งลงเหลือเพียงกิโลกรัมละ 2 - 3 บาท และ “มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง” เกรดคละเหลือเพียงกิโลกรัมละ 10 บาท

 นางสมใจ ทับทิม เกษตรกรชาวสวนมะม่วง พื้นที่ ต.วังทับไทร อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร เปิดใจว่าราคามะม่วงตกต่ำเหลือเพียงกิโลกรัมละ 2 - 3 บาท แม้จะเป็นผลผลิตคุณภาพเกรดดีก็ตาม โดยมีสาเหตุหลักมาจากวิกฤตน้ำมันที่แพงและหาเติมยาก ซึ่งรถขนส่งจำกัดการเติมจึงไม่เพียงพอต่อการเดินทางไกล ทำให้พ่อค้าคนกลางรวมถึงผู้รับซื้อจากมาเลเซียไม่สามารถเข้ามารับซื้อผลผลิตได้ตามปกติ ส่งผลให้มะม่วงล้นสวนและค้างอยู่ที่ล้งจนเน่าเสีย และยืนยันอีกเสียงว่าปัญหาสำคัญการทะลักของมะม่วงแก้วขมิ้นจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาจำหน่ายในตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ของไทยในราคาที่ถูกกว่า เข้ามาตีตลาดมะม่วงไทยจนราคาพังทลาย

กล่าวสำหรับวิกฤตการณ์มะม่วงไทยราคาตกต่ำในปี 2569 เกิดจากการนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นจากกัมพูชาจำนวนมากผ่านข้อตกลง ATIGA และผลผลิตมะม่วงในไทยออกสู่ตลาดพร้อมกัน ทำให้เกิดภาวะล้นตลาด โดยข้อมูลจากเครือข่ายผู้ประกอบการเผยว่าไตรมาสแรกของปี 2569 ผลผลิตมะม่วงจากแหล่งใหญ่ใน ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มออกสู่ตลาดพร้อมกัน ทั้งหมดนี้นำสู่ปรากฎการณ์ราคามะม่วงดิ่งลงต่ำสุดในรอบ 10 ปี

ขณะที่สถานการณ์ราคา  “มะพร้าวน้ำหอม” อยู่ในห้วงภาวะวิกฤต เนื่องจากผลผลิตราคาตกต่ำอย่างรุนแรงเหลือเพียงลูกละ 2 - 3 บาท จากที่เคยทำราคาสูงกว่า 30 บาทต่อลูก ส่งผลให้ชาวสวนจำนวนมากประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก ไม่คุ้มต่อการลงทุนและค่าแรง จนบางรายเริ่มตัดต้นมะพร้าวทิ้งแล้วเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน

อีกทั้ง การแบกต้นทุนการผลิตค่าปุ๋ยค่าแรงและค่าดูแลสวน ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถลงทุนบำรุงรักษาสวนมะพร้าวได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ผลผลิตมีขนาดเล็กและน้ำหนักลดลง กระทบรายได้ถึงขั้นขาดสภาพคล่องทางการเงิน


สำหรับสถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำไม่ใช่เรื่องใหม่ ต้องยอมรับว่าเกิดการปล่อยปละละเลยจากหน่วยงานภาครัฐ เพราะทั้งที่รู้ว่าต้นสายปลายเหตุเกิดจาก  “ล้งทุนจีน”  ที่เข้ามาป่วนตลาดและกดราคาจนทำลายกลไกตลาดให้ดำเนินไปอย่างบิดเบี้ยว

ตามข้อมูลปรากฎล้งทุนจีนตบเท้าเข้ามาทำมาหากินในประเทศไทยประมาณ 250 ล้ง และส่วนใหญ่จะทำการค้าที่ผิดกฎหมาย โดยร่วมมือกับสหกรณ์การเกษตรฯของไทยบางแห่ง เพื่อใช้เป็นโรงงานและฟอกขบวนการซื้อขายให้ถูกกฎหมาย

 พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์  ผบก.ปอศ. ระบุว่าการกินรวบวงจรธุรกิจทำให้กลุ่มทุนต่างชาติมีอำนาจผูกขาดในการกำหนดราคา โดยพบหลักฐานว่ามีการกดราคารับซื้อหน้าสวนจากเกษตรกรไทยให้ต่ำลงอย่างผิดปกติเหลือเพียงลูกละ 2 - 5 บาท ในขณะที่นำไปแปรรูปและส่งออกไปยังประเทศอื่นโดยเฉพาะประเทศจีนในราคาลูกละ 35 - 50 บาท ส่วนต่างกำไรมหาศาลนี้จะถูกโอนกลับไปยังกลุ่มนายทุนต่างชาติโดยตรง พฤติการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้เกษตรกรไทยถูกตัดออกจากระบบการค้าปกติ แต่ยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคามะพร้าวหน้าสวนทั่วประเทศตกต่ำและสูญเสียเสถียรภาพ

 นายชัยรัตน์ ศักดิ์อิสระพงศ์  เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐเพื่อขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ โดยมี นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย สส.พรรคประชาชน และนายเดชรัต สุขกำเนิด ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นตัวแทนรับยื่นหนังสือฯ

นายชัยรัตน์ เปิดเผยว่าสถานการณ์ปัจจุบัน มะพร้าวน้ำหอมมีมูลค่าลูกละ 3 - 4 บาท เกษตรกรต้องแบกรับภาระราคามะพร้าวตกต่ำเป็นระยะเวลา 8 เดือน ทั้งนี้ เคยยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือกับทางหน่วยงานภาครัฐไปแล้ว แต่สิ่งที่ได้กลับมาไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ เกษตรกรแบกรับภาระค่อนข้างหนัก ทั้งค่าเช่าที่ ค่ายา ค่าปุ๋ย ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดมาตรวจสอบช่วยเหลืออย่างจริงจัง

ที่ผ่านมารัฐบาลแจ้งว่าจะมีการตั้ง  “ล้งกลาง”  และจะจำหน่ายตามสถานีน้ำมันแต่ยังไม่มีแนวทางเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ โดยเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง 5 ประเด็นหลัก เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพชาวสวนมะพร้าวไทย ดังนี้

1.รัฐบาลต้องหากลไกยกระดับราคามะพร้าวน้ำหอม 2. ปราบปรามนอมินีที่มาครอบงำราคามะพร้าว 3. ดูแลภาพลักษณ์มะพร้าวน้ำหอมในตลาดต่างประเทศ ประเด็นน้ำมะพร้าวปลอม 4. ต้นทุนการผลิต ทั้งราคาปุ๋ย และยาบำรุง มีราคาสูงขึ้น แต่รายได้เกษตรกรไม่เพียงพอในการซื้อปุ๋ยและยาเพื่อบำรุงให้ผลผลิต และเมื่อประสบภาวะสงครามทำให้ราคาปุ๋ยขึ้น และอาจขาดแคลนจึงต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และ 5. รัฐบาลต้องบูรณาการการทำงาน มีคณะกรรมการมาดูแลมะพร้าวน้ำหอมอย่างจริงจัง จัดการวงจรมะพร้าวน้ำหอมอย่างเป็นระบบ มีกลไกที่ถูกต้อง และยุติธรรมกับชาวสวนมะพร้าว

ที่น่าสนใจก็คือ มีการหยิบฉวยเรื่องราคามะพร้าวมาเป็นประเด็นทางการเมืองและโจมตี   “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์”  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อย่างหนัก

  “นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วิจารณ์ถึงการชี้แจงเรื่องราคามะพร้าวที่บอกว่าราคาขึ้นไปถึง 7 บาทแล้ว แต่แท้จริงราคายังอยู่แค่ 3 บาท จึงขอให้นางศุภจี ฟังเสียงเกษตรกรมากกว่าข้าราชการ

ด้านนางศุภจีกล่าวว่า ได้ฟังอย่างรอบด้าน ไม่ว่าราคา 3 บาทหรือ 7 บาท ก็ยังไม่พอใจ เพราะมสามารถราคาสูงได้มากกว่านี้ และหากไปฟังที่ได้ลุกขึ้นชี้แจงเมื่อวันที่ 9 เม.ย. ในการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าว ไม่ได้แก้ที่จุดใดจุดหนึ่ง ซึ่งการแก้ไขปัญหาต้องแก้ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงคุณภาพของแพ็คเกจ ซึ่งในปีนี้เรามีผลผลิตมะพร้าวออกมาจำนวนมาก ราคาอาจจะตกลงบ้าง นี่เป็นประเด็นแรก


 ส่วนประเด็นที่ 2 หากมะพร้าวคุณภาพด้อย ตกเกรด ราคาก็ไม่ดี ซึ่งไม่ว่าราคามะพร้าวจะอยู่ที่ 3 บาท 7 บาท หรือ 10 บาท ก็ต้องยอมรับว่ามีคนขายได้ในราคา 10 บาทด้วย แต่ในความเป็นจริงอยากได้ราคาที่มากกว่านี้ ก็ต้องแก้ที่ระบบ แต่ก็ไม่สามารถแก้ได้ในวันเดียว เพราะเป็นปัญหาที่สะสมกันมานาน ดังนั้นต้องไปเน้นในเรื่องของการแปรรูป และก็ต้องรับฟังทั้งหมด รวมไปถึงดูแลการควบคุมการผลิต

“หากถามว่ามะพร้าวราคา 3 บาทมีหรือไม่ก็อาจจะมีเป็นมะพร้าวที่อยู่บนต้น หรือมะพร้าวที่ตกคุณภาพ ส่วนราคา 7-10 บาท ก็อาจจะมีแต่ยังไม่พอใจ จึงอยากขอให้ช่วยกันสื่อสารผ่านสื่อมวลชนให้เกิดความเข้าใจ“ นางศุภจี กล่าว

ขณะที่ “นายเดชรัต สุขกำเนิด” ทีมบริหารพรรคประชาชน ให้ความเห็นว่า ก่อนหน้านี้นางศุภจีประกาศว่าจะทำ “ล้งกลาง” แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็น “ล้งชุมชน” ซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างกัน เพราะล้งชุมชนเป็นลักษณะของล้งเล็กๆ ที่เข้าไปแทรกอยู่ในตลาด และแข่งขันกับล้งอื่นๆ ไม่ใช่ตลาดกลางหรือสิ่งอำนวยความสะดวกกลางแต่อย่างใด

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ “ขนาด” เพราะในครั้งที่นางศุภจีพูดถึงล้งกลางนั้น นางศุภจีท้าชนกับล้งรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมกว่า 200 ล้ง เพราะฉะนั้น ก็น่าสงสัยว่า จะต้องมี “ล้งชุมชน” สักกี่แห่งที่จะรับมือกับล้งรับซื้อเดิมๆ 200 กว่าแห่งได้

สิ่งที่น่าผิดหวังของเรื่องนี้คือ ถ้านางศุภจีคิดจะทำ “ล้งชุมชน” มาตั้งแต่แรก เวลาที่ผ่านมาหนึ่งเดือน นางศุภจีน่าจะเสนอความคืบหน้าของการจัดตั้งล้งชุมชนได้ชัดเจนกว่านี้ (เพราะล้งชุมชนออกแบบและจัดตั้งง่ายกกว่าล้งกลางมาก) เช่น ล้งชุมชนควรมีขนาดธุรกิจประมาณใด ใช้เงินลงทุนจากใคร รัฐบาลสนับสนุนอย่างไร ฯลฯแต่ทุกวันนี้ ยังไม่ทราบเลยว่า ล้งชุมชนจะมีหน้าตาอย่างไร

“ทั้งนี้ การมีล้งชุมชน กับการมีล้งกลาง ไม่ได้ขัดกัน หรือต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพียงอย่างเดียวนะครับ เราสามารถมีล้งกลางที่ช่วยสนับสนุนล้งชุมชนอีกต่อหนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นที่ อุปกรณ์ ข้อมูล เงินทุน ฯลฯ ขึ้นอยู่กับว่า กระทรวงพาณิชย์จะออกแบบได้ละเอียด รอบคอบ และมีประสิทธิผลในการเปลี่ยนเกม ได้ดีเพียงใด สุดท้าย ผมอยากบอกว่า เวลาแต่ละวันที่ผ่านไป หมายถึง มะพร้าว 2 ล้านผล /วัน ที่ต้องขายออกไปในราคาต่ำ (ตัวเลข 2 ล้านผลอ้างอิงตามคำพูดของคุณศุภจี) ขอให้คุณศุภจีและกระทรวงพาณิชย์เร่งมือขึ้นกว่านี้ครับ

และผมจะติดตามล้งชุมชนของคุณศุภจีอย่างใกล้ชิดครับ”นายเดชรัตนว่าไว้อย่างนั้น

นอกจากนี้ “ปาล์มน้ำมัน” ยังเป็นสินค้าเกษตรอีกชนิดหนึ่งที่มีปัญหารุนแรงไม่แพ้กันจาก “มาตรการควบคุมการส่งออกของภาครัฐ” ซึ่งส่งผลทำให้ราคาร่วงลงอย่างต่อเนื่อง

 นายชัยวัฒน์ โภคาวัฒนา นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง กล่าวว่า หลังจากกระทรวงพาณิชย์มีคำสั่งห้ามมิให้ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปนอกราชอาณาจักรตั้งแต่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไปเป็นเวลา 1 ปี เว้นแต่จะได้รับหนังสืออนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ส่งผลให้ราคาผลผลิตปาล์มจากที่กำลังพุ่งสูงไปอยู่ที่กิโลกรัมละ 9.10 บาท เนื่องจากผลผลิตยังออกน้อย ได้ตกลงมาทันที

ที่สำคัญคือ ประกาศดังกล่าวยังเกิดขึ้นขณะที่สต็อกน้ำมันปาล์มดิบยังอยู่ในระดับสูงกว่า 324,000 ตัน และในเดือนเมษายนนี้ก็จะมีผลผลิตปาล์มทะลักออกมาประมาณ 2 ล้านตัน หรือตกวันละประมาณ 66,600 ตัน โดยนำไปผลิตเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 12,000 ตันต่อวัน และถ้านำไปทำน้ำมัน B10 จะใช้ประมาณวันละ 6,400 ตันต่อวันเท่านั้น แล้วน้ำมันที่เหลือจะเอาไปไหน ส่วนที่เปิดช่องว่าถ้าใครจะส่งออก ให้ขออนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เท่ากับว่าเปิดช่องให้มีการหาผลประโยชน์ใช่หรือไม่

ทั้งนี้ การที่ขณะที่นายกรัฐมนตรีก็ออกมาให้ข่าวว่า ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลจากปกติวันละ 80 ล้านลิตร เหลือแค่ 45-50 ล้านลิตร ก็จะยิ่งส่งผลให้สต็อกน้ำมันปาล์มดิบบวมมากขึ้นอีก และส่วนที่บอกว่า จะนำน้ำมันปาล์มไปทำน้ำมัน B20 นั้น แล้วในความเป็นจริงปั๊มน้ำมันสำหรับเติม B20 อยู่ตรงไหน มีให้เติมจริงหรือไม่ นอกจากนั้น หน่วยงานที่กำกับด้านราคา มักจะออกมาให้ความเห็นตอนที่ปาล์มราคาดี และกลับทำให้ปาล์มราคาดิ่งลงทุกครั้ง ทั้งที่ตอนนี้ผลผลิตยังออกมาน้อยมาก เพราะปัญหาภัยแล้ง ขณะที่ต้นทุนการผลิตกลับสูงขึ้นมาก เช่น ค่าปุ๋ย เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่มขึ้นร้อยละ 60 ค่าจ้างตัดผลทะลายปาล์ม เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 สวนทางกับความต้องการของตลาดโลกที่ยังคงเดิม

ดังนั้น สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรังจึงขอให้รัฐหามาตรการกำกับควบคุมดูแลราคาผลทะลายปาล์มให้เป็นไปตามกลไกของตลาด และหามาตรการรักษาความสมดุลสต็อกน้ำมันปาล์มดิบ โดยการยืดหยุ่นตามสถานการณ์โดยคำนึงถึงราคาผลทะลายปาล์มที่เกษตรกรจะได้รับ หากราคาปาล์มยังดิ่งลงอีก จะนัดชาวสวนปาล์มทุกจังหวัดเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ทันที

 สถานการณ์ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำเป็นโจทย์ที่ต้องดำเนินการแก้ไขทันทีและเป็นรูปธรรม ซึ่งงานนี้คงต้องวัดฝีมือของทั้ง “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” และ “นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าจะมี “กึ๋น” มากน้อยแค่ไหน