ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - สถานการณ์แรงงานในระบบประกันสังคมอาการน่าเป็นห่วง ปี 2569 มีแนวโน้มการเลิกจ้างพุ่ง 480,000 คน เป็นภาพสะท้อนแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานไทย ไม่เพียงเท่านั้นคนวัยทำงานยังเผชิญปัญหาการเงินใช้เงินแบบเดือนชนเดือน ต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อใช้จ่ายประคองชีวิต ดิ้นรนกับปัญหาหนี้สินรุมเร้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) เปิดเผยแนวโน้มสถานการณ์ตกงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยล่าสุดปี 2569 ทิศทางการเลิกจ้างงานในระบบประกันสังคม (ม.33) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น อัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 7% ต่อปี นับเป็นภาพสะท้อนแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น และการปรับโครงสร้างการผลิตของภาคอุตสาหกรรม นับเป็นสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตา
ทั้งนี้ ปี 2568 มีแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 (ม.33) ถูกเลิกจ้างมีความผันผวนโดยแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปี 2565 มีแรงงานถูกเลิกจ้างจำนวน 439,084 คน ปี 2566 มีแรงงานถูกเลิกจ้างลดลงจำนวน 419,405 คน แต่ในปี 2567 มีแรงงานถูกเลิกเพิ่มขึ้นจำนวน 441,840 คน ในปี 2568 มีแรงงานถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจำนวน 531,779 คน
หากมองในภาพรวม ช่วงปี 2565 – 2568 การเลิกจ้างได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงราว 7% ต่อปี และแนวโน้มการเลิกจ้างในปี 2569 มีโอกาสยังอยู่ในระดับสูง โดยคาดว่าแรงงาน ม.33 ที่ถูกเลิกจ้างอาจมีจำนวน เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน หรือราวๆ 480,000 คน โดยปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม ม.33 ทั้งสิ้นประมาณ 12.2 ล้านคน
ทั้งนี้ พบการเลิกจ้างมากที่สุดในภาคการผลิต ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 24% ของการเลิกจ้างทั้งหมด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ยานยนต์ โลหะ สิ่งทอ และอาหาร ซึ่งต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิต การแข่งขันในตลาดโลก และการปรับตัวด้านเทคโนโลยี โดยลำดับรองลงมาเป็น ภาคค้าส่ง/ค้าปลีก ซึ่งมีสัดส่วนการเลิกจ้าง 12%, ภาคก่อสร้าง 9% กิจกรรมทางวิชาชีพ 5% และภาคขนส่ง/คลังสินค้า 4% ซึ่งแบ่งเป็นโแรงงานไทยสัดส่วน 94% ของการเลิกจ้างทั้งหมด และแรงงานต่างด้าวมีสัดส่วน 6% โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานจาก เมียนมา กัมพูชา และลาว
อย่างไรกการเลิกจ้างแรงงานในระบบประกันสังคม ม.33 มีหลายปัจจัยท่ามแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน การแข่งขันทางธุรกิจ ประการสำคัญผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ
ตลอดจนการนำของปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) มาทดแทนแรงงานในบางอุตสาหกรรม ที่กำลังกระทบตลาดแรงงานไทยสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ มีข้อมูลว่าการเข้ามาของ AI กระทบต่อภาพรวมความต้องการจ้างงานในช่วงปี 2567 – 2568 ปรับตัวลดลงถึง 9.6%
สถานการณ์การว่างงานพุ่งในประเทศไทยกำลังสะเทือนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อ้างอิงรายงานของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเเผยสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2568 ส่งสัญญาณน่ากังวลขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.05%YOY หลังจากที่หดตัวติดต่อกันมาถึง 3 ไตรมาส ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 86.7% ในชวงสิ้นปีที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักเป็นผลมาจากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าครัวเรือนไทยส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับสภาวะรายได้ไม่พอรายจ่าย และต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อใช้จ่ายประคองชีวิต
สถานการณ์หนี้ของคนไทยตอกย้ำปัญหาการว่างงาน ซึ่งกำลังส่งผลให้การชำระหนี้ของคนไทยมีแนวโน้มลดลง กล่าวคือความเปราะบางของตลาดแรงงาน โดยอัตราว่างงานช่วงต้นปี 2569 ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานจบใหม่ที่หางานทำได้ยากขึ้น นอกจากนี้ จำนวนผู้มีงานทำยังหดตัว โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหาต่อเนื่อง ส่งผลให้แรงงานต้องย้ายไปอยู่ในภาคบริการที่มักมีรายได้ต่ำกว่า หรือต้องกลายเป็นแรงงานนอกระบบที่ขาดความมั่นคง
อย่างไรก็ดี SCB EIC เสนอแนวทางการแก้ปัญหาอย่างความยั่งยืนแบ่งเป็น 2 ระยะ เริ่มจากการแก้ปัญหาในระยะสั้น ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้าโดยเฉพาะด้านพลังงาน เพื่อลดภาระกลุ่มเปราะบาง พร้อมกับเดินหน้ามาตรการปรับโครงสร้างหนี้และลดภาระหนี้ของลูกหนี้ควบคู่กันไป เพื่อช่วยประคองกำลังซื้อและลดความจำเป็นในการก่อหนี้เพิ่ม
และการแก้ปัญหาในระยะยาว ต้องมุ่งเน้นที่การแก้ต้นตอของปัญหา การยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด สร้างงานที่มีผลิตภาพสูง และขยายโอกาสในการเข้าถึงอาชีพและแหล่งรายได้ใหม่ ตลอดจนต้องมีการพัฒนาระบบสวัสดิการให้รองรับสังคมสูงอายุได้ดีขึ้น และส่งเสริมวินัยทางการเงินเพื่อช่วยให้ครัวเรือนรับมือกับความผันผวนของรายได้และค่าครองชีพได้ด้วยตนเอง ทั้งหมดนี้จะช่วยลดการพึ่งพาหนี้เพื่อการบริโภคและทำให้การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเกิดผลอย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ สถานการณ์ปัญหาการเงินและหนี้สินส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยมีการสำรวจพบว่ากลุ่ม Gen Z หรือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เกิดในช่วงปี 2539 – 2553 อายุประมาณ 15 – 29 ปี มีความเครียดเรื่องเงินจนนอนไม่หลับ เรียกมีความกังวลจนกระทบต่อการนอนหลับ โดยเป็นผลสำรวจล่าสุดจาก Amerisleep ทดสอบจากกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกัน พบว่า Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่กลับเป็นกลุ่มที่นอนไม่หลับเพราะความเครียดเรื่องค่าครองชีพและความมั่นคงในการทำงาน คนรุ่นใหม่ครองสัดส่วนกว่า 70 % กำลังถูกบีบให้โตเร็วในภาวะเศรษฐกิจยากลำบาก
ส่งผลให้พวกเขาพพึ่งพากิจกรรมปลอบใจเป็นการชั่วคราว ซึ่งกระทบคุณภาพการนอนยิ่งกว่าเดิม อาทิ Bed Rotting การใช้เวลาหลายชั่วโมงนอนแช่อยู่บนเตียงแม้ไม่ได้หลับ แต่เป็นการกระทำเพื่อหนีความจริงที่เผชิญอยู่, Doomscrolling การส่องโซเชียลฯ ไม่หยุด ซึ่งมีแนวโน้มทำให้ความเครียดยิ่งเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหากเสพข่าวร้ายยิ่งเพิ่มระดับความวิตกกังวล และการซีรีส์ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนความคิดจากปัญหาที่เผชิญอยู่ ทั้งๆ ที่รู้ว่าความรู้สึกกังวลยังคงไม่หายไป
ไม่ต่างจากกลุ่ม Gen Z ของไทยเท่าใดนัก อ้างอิง ttb analytics เปิดเผยข้อมูลสุขภาพการเงินมนุษย์เงินเดือนไทยพบปัญหาครอบคลุมทุกระดับรายได้ ทั้งปัญหาหนี้สิน ขาดเงินสำรอง สะท้อนวิถีชีวิตคนทำงานยุคใหม่ที่ใช้จ่ายเกินตัว
น่าตกใจว่าประเทศไทยมีมนุษย์เงินเดือนกว่า 12.5 ล้านคน คิดเป็น 30% ของแรงงานทั้งหมด และสร้างรายได้ภาษีบุคคลธรรมดามากถึง 90% หรือกว่า 2.7 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมไทย แต่แรงงานกลุ่มนี้กลับต้องแบกรับความเสี่ยงรอบด้าน และน่าจับตาโดยเฉพาะ Gen Z ซึ่งกำลังจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อตลาดแรงงานในอนาคต ซึ่งปัจจุบัน Gen Y และ Gen X เป็นกำลังแรงงานหลักในตลาดแรงงานในประเทศไทย
ขณะที่ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยว่าความเสี่ยงที่เด็ก Gen Z จะว่างงานเพิ่มขึ้นแม้อัตราการว่างงานแนวโน้มลดลง แต่เมื่อเทียบในรายกลุ่มอายุ ระดับการศึกษา และในภาพรวมประเทศ พบว่ากลุ่ม Gen Z ยังคงมีอัตราการว่างงานสูงที่สุดมาโดยตลอด
การแก้ปัญหาว่างงานท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือน นับเป็นโจทย์ท้าทายของรัฐ.


