ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
คอมปราดอร์คนแรกของจีน
การที่คอมปราดอร์มีภาพลักษณ์ในทางลบ และมีบทบาทที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูของชาติที่พึงกำจัดนั้น จึงเป็นที่น่าสนใจว่า บทบาทเยี่ยงไรของคอมปราดอร์จึงทำให้มีฐานะเช่นนี้ จะเข้าใจประเด็นนี้ได้คงต้องดูจากคนที่ถูกยกให้เป็นคอมปราดอร์คนแรกของจีน
คอมปราดอร์คนแรกของจีนคือ เป้าเผิง
เป้าเผิง (鲍鹏, 1792-ไม่ทราบปีมรณะ) เกิดที่อำเภอเซียงซาน มณฑลกว่างตง เคยเป็นล่ามในการเจรจาหลังสงครามฝิ่น (1840-1842) ระหว่างจีนกับอังกฤษสิ้นสุดลง จนเป็นที่มาของสนธิสัญญาหนานจิง
เท่าที่ปรากฏในบันทึกพบว่า เป้าเผิงเริ่มเป็นคอมปราดอร์ หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า ไหม่ปั้น (買辦) นั้น เมื่อปี 1828 เขาเคยทำงานให้กับหอการค้าอเมริกัน (เหม่ยกว๋อซางกว่าน, 美國商館) ในเมืองกว่างโจวมาก่อน ต่อมาในปี 1836 จึงได้มาเป็นคอมปราดอร์ให้กับห้างค้าฝิ่นของ แลนสล็อต เดนท์ (Lancelot Dent, 1799-1853) ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ
ตราบจนปี 1839 รัฐบาลจีนได้มอบหมายให้ หลินเจ๋อสีว์ ทำการปราบปรามการค้าลักลอบค้าฝิ่นของอังกฤษ หลินได้ประกาศจับเป้าเผิงจากที่เขามีบทบาทดังกล่าว แต่เขาหนีเอาตัวรอดไปได้
หลังเหตุการณ์สงบลงเป้าเผิงได้ปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่ง ในคราวนี้ได้มีผู้แนะนำเขาให้รู้จักกับข้าหลวงมณฑลซานตง จนได้มาเป็นล่ามทำหน้าที่เจรจาต่อรองให้กับกองกำลังอังกฤษในมณฑลนี้ หลังจากนั้นได้เกิดสงครามฝิ่น (1840-1842) ขึ้นระหว่างอังกฤษกับจีน ตอนนั้นเป้าเผิงได้เป็นล่ามให้กับ ชาร์ลส์ เอลลิออท (Charles Elliott, 1801-1875) ผู้แทนอังกฤษประจำประเทศจีน
เอลลิออทถือว่าฝิ่นที่จีนยึดไปอยู่ในความรับผิดชอบของตน เขาจึงอ้างเอาเหตุนี้มาเปิดศึกกับจีน แต่ก่อนที่สงครามจะปะทุขึ้นได้มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นมาก่อนที่พึงที่จะกล่าวถึง นั่นคือ เหตุการณ์ที่นักเดินเรือชาวอังกฤษคนหนึ่งได้สังหารชาวบ้านจีนคนหนึ่งเสียชีวิต
เหตุการณ์นี้ได้นำไปสู่ข้อถกเถียงทางด้านกฎหมายขึ้นมา และกลายเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่แยกออกจากปัญหาฝิ่น กล่าวคือ จีนต้องการนำคดีนี้ขึ้นศาลจีน แต่เอลลิออทไม่ยอมรับกฎหมายที่ศาลจีนใช้ เรื่องนี้จึงทำให้ความขัดแย้งระหว่างจีนกับอังกฤษขยายวงกว้างออกไป
หลินเจ๋อสีว์แก้ปัญหาความขัดแย้งนี้ด้วยการให้ชุมชนชาวอังกฤษย้ายจากกว่างโจวไปยังมาเก๊า แล้วมาจบลงที่เกาะฮ่องกงที่มีคนอาศัยอยู่ไม่มากในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1839 เกาะนี้กับฝั่งเกาลูนมีท่าเรือที่มีฝั่งน้ำลึกที่เปิดออกสู่ทะเลได้สองด้าน มียอดเขาบนเกาะสูงเกือบ 550 เมตรหรือราว 1,800 ฟุตที่สามารถกั้นลมไต้ฝุ่นได้ ส่วนทางด้านตะวันตกเป็นที่ตั้งของกว่างโจวซึ่งอยู่ห่างออกไปมากกว่า 140 กิโลเมตร
ความขัดแย้งดังกล่าวได้นำไปสู่การศึกระหว่างจีนกับอังกฤษในที่สุด การศึกเกิดขึ้นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1839 โดยจีนยังคงเรียกร้องให้อังกฤษส่งตัวฆาตกรที่ฆ่าชาวจีนมาให้ตน ส่วนอังกฤษได้ขนเอาเรือรบ 16 ลำ ปืนใหญ่ 540 กระบอก เรือกลไฟสี่ลำ เรือขนย้าย 27 ลำ เรือบรรทุกกำลังพลหนึ่งลำ และทหาร 4,000 นาย
ศึกครั้งนี้มีอยู่สามระยะคือ ระยะแรก นับจากเดือนมิถุนายน 1840 จนถึงเมื่อทั้งสองฝ่ายทำอนุสัญญาชวนปี๋ (Convention of Chuanbi, ชวนปี๋เฉ่าเยีว์ย, 穿鼻草約) ในเดือนมกราคม 1841 การเจรจาครั้งนี้เป้าเผิงเป็นล่ามให้กับฝ่ายอังกฤษ
การศึกระยะนี้อังกฤษสามารถยึดเกาะโจวซันที่อยู่ทางใต้ของเมืองซ่างไห่ (เซี่ยงไฮ้) ได้ในฤดูร้อน 1840 หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็เปิดการเจรจากันขึ้นอีกครั้งที่ปากแม่น้ำใต้เมืองเทียนจิน (เทียนสิน) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเป่ยจิง (ปักกิ่ง) ที่เป็นเมืองหลวง
แน่นอนว่า ผลเช่นนี้ย่อมถือเป็นความล้มเหลวของหลินเจ๋อสีว์ในการปราบฝิ่นกับการคงเอาไว้ซึ่งการค้าในกว่างโจว หลินจึงถูกจักรพรรดิเต้ากวาง (1782-1850) ปลดออกจากตำแหน่งขุนนาง เหตุการณ์นี้ทำให้หลินได้รับความอับอายอย่างมาก
การเจรจาระหว่างจีนกับอังกฤษมีขึ้นที่นอกเมืองเทียนจินและต่อมาที่กว่างโจว ฝ่ายจีนมีผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งต่อจากหลินเจ๋อสีว์ก็คือ ฉีซ่าน (1786-1854) โดยมีเป้าเผิงเป็นล่ามอีกเช่นเคย เมื่อการเจรจาดำเนินมาจนถึงเดือนมกราคม 1841 ทั้งสองฝ่ายจึงได้ลงนามในข้อตกลงชวนปี๋ดังกล่าว
ภายใต้ข้อตกลงนี้จีนจักต้องยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษ ให้ความเท่าเทียมในสิทธิทางการทูต เสียค่าปรับจำนวน 6 ล้านเหรียญ และเปิดเมืองกว่างโจวให้มีการค้าอีกครั้งหนึ่ง แต่ผลจากข้อตกลงนี้ก็คือ ฉีซ่านถูกปลดออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผลที่ว่า เขาไม่มีอำนาจในการลงนามในข้อตกลงนี้ เช่นเดียวกับเอลลิออทที่ไปเสนอข้อตกลงนี้กับจีนก็ถูกปลดในเวลาต่อมาเช่นกัน
ผลดังกล่าวในทางปฏิบัติคือ หลินเจ๋อสีว์ถูกเนรเทศไปเมืองอีหลีในมณฑลซินเจียงด้วยข้อหา “นำความหายนะมาให้ประเทศชาติและความระทมทุกข์มาให้ราษฎร” ในขณะที่การศึกยังดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตาม หลินได้รับการผ่อนโทษในปี.1845 และได้กลับเข้ามารับราชการในเป่ยจิงอีกครั้งหนึ่ง
หลังจากนั้นก็ได้ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการอีกบางมณฑล พอถึง ค.ศ.1849 ก็ลาราชการไปยังบ้านเกิดเพื่อรักษาอาการป่วย เมื่อหายดีแล้วจึงกลับมารับราชการอีกครั้งหนึ่งในตำแหน่งผู้ว่าราชการมณฑลกว่างซี แต่เสียชีวิตระหว่างทางไปรับตำแหน่ง เป็นอันสิ้นสุดชีวิตขุนนางคนหนึ่งที่มีความตั้งใจดีและเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น
ส่วนฉีซ่านมีโทษหนักกว่านั้นคือ ถูกเนรเทศไปยังอามูร์ (ปัจจุบันคือเฮยหลงเจียง) เมื่อเดือนพฤษภาคม 1842 ที่ว่าหนักกว่าก็เพราะโทษนี้แลกกับการถูกยึดทรัพย์และประหารชีวิต
ข้างเอลลิออทนั้นก็ถูกเลขาธิการการต่างประเทศของอังกฤษคือ ปาล์มเมอร์สตัน (Lord Palmerston, 1784-1865) ตำหนิอย่างรุนแรงว่า ไม่เชื่อฟังและไม่สนใจคำสั่งจากรัฐบาล ซ้ำร้ายยังไปรับเอาเกาะฮ่องกงที่ไร้ประโยชน์มาครอบครองอีกด้วย ความผิดนี้ทำให้เขาถูกเรียกตัวกลับอังกฤษ
โดยผู้ลงโทษคนทั้งสามนี้มิอาจล่วงรู้ได้เลยว่า ในอีกนับร้อยปีต่อมาฮ่องกงจะกลายเป็นเกาะที่มีประโยชน์ต่อทั้งอังกฤษและจีนมากเพียงไร และถ้ารู้จะรู้สึกอย่างไร
อย่างไรก็ตาม กล่าวเฉพาะอังกฤษซึ่งเห็นว่าสิ่งที่เอลลิออทเรียกร้องจากจีนที่น้อยเกินไปนั้น ทำให้อังกฤษต้องทำศึกต่อไป ส่วนจีนในฐานะผู้แพ้และผู้สูญเสียทั้งผลประโยชน์และศักดิ์ศรีก็ยังไม่ยอมแพ้เช่นกัน
เหตุดังนั้น การศึกในระยะที่สองจึงมีขึ้นต่อเนื่องจากระยะแรก โดยฝ่ายจีนคือจักรพรรดิเต้ากวางทรงแต่งตั้งราชนัดดาของพระองค์คือ อี้ซาน (1790-1878) ให้เป็นข้าหลวงผู้ตรวจการแทนฉีซ่านเพื่อนำกำลังเข้าต้านอังกฤษ เวลานั้นเอลลิออทยังมิได้กลับไปยังอังกฤษ เพราะกำลังรอการมาถึงของเลขาธิการการต่างประเทศคนใหม่ เขาจึงต้องทำศึกกับจีนต่อไป
เช่นเดียวกับที่คอมปราดอร์เป้าเผิงก็ยังคงทำหน้าที่ล่ามให้กับอังกฤษต่อไป


