คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
วิเคราะห์การบูรณาการแห่งอำนาจ-การปกครอง
โดยพรรคเดียวของ the Hats-และรอยปริแรกภายในพรรค
หลังจาก ค.ศ. 1747 และเข้าสู่ทศวรรษ 1750 การเมืองสวีเดนมีเสถียรภาพภายใต้การครองอำนาจของพรรค Hats อย่างสมบูรณ์ และถ้าพิจารณาตามทฤษฎีการเมืองของ Hobbes การครองอำนาจอันสมบูรณ์โดยเอกบุคคลหรือคณะบุคคล อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น จะนำมาซึ่งเสถียรภาพและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ที่เป็นเป้าหมายสำคัญในทฤษฎีการเมืองของ Hobbes นั่นคือ รัฐบาลหรือผู้ปกครองจะต้องมีอำนาจอันสมบูรณ์ที่แบ่งแยกไม่ได้
ดังนั้น ในแง่นี้ การบูรณาการอำนาจของ the Hats------ที่สามารถลดทอนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์จนถึงขีดสุด และทำลายคู่ต่อสู้ที่เป็นพรรคการเมืองที่เป็นคณะบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งลงได้ผ่านการกำจัดบุคคลระดับแกนนำในพรรค จนเหลือแต่สมาชิกระดับล่างที่ไม่มีความสำคัญอะไรนัก อีกทั้งภายใต้ระบบการเมืองการปกครองทั่วไปในยุโรปและสวีเดนในศตวรรษที่สิบแปดนั้น การมีส่วนร่วมของประชาชนก็ยังจำกัดอยู่มาก เพราะสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงยังจำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่คุณสมบัติตามเกณฑ์การครองทรัพย์สิน------ จึงเป็นไปตามเป้าหมายในทฤษฎีการเมืองของ Hobbes
แต่ถ้าพิจารณาภายใต้ทฤษฎีการปกครองแบบผสม (mixed constitution) แม้ว่าการบูรณาการอำนาจสมบูรณ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาดจะนำมาซึ่งเสถียรภาพทางการเมืองและความสงบเรียบร้อยได้จริง แต่จะไม่ยั่งยืน เพราะการบูรณาการอำนาจที่กดทับหรือทำลายอำนาจที่สำคัญส่วนที่เหลือ----ซึ่งในบริบททางการเมืองขณะนั้น นั่นคือ อำนาจของเอกบุคคล ซึ่งในที่นี้คือ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ หรือการกดทับการแชร์อำนาจของคณะบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งในสภาฐานันดรและคณะกรรมาธิการต่างๆ ซึ่งในทีนี้คือ การกดทับและทำลายพรรค the Caps----ถือเป็นเรื่องที่ฝืนหรือผิดธรรมชาติ หรือผิดสิ่งที่เรียกว่า “การปกครองตามธรรมชาติ” (natural government) ตามความเข้าใจในทฤษฎีการปกครองแบบผสมที่ประกอบไปด้วยอำนาจสามส่วน อันได้แก่ อำนาจของเอกบุคคล (the one) คณะบุคคล (the few) และคนจำนวนมาก (the many)
และการฝืนธรรมชาติการปกครองดังกล่าวนี้ จะนำมาซึ่งการต่อต้านและนำไปสู่การเหวี่ยงตัวทางการเมืองอย่างรุนแรงในเวลาต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงแต่จะช้าเหรือเร็วเท่านั้น อย่างที่เกิดขึ้นในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปลายรัชสมัยของ Charles XII
แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโดยหลักการแล้ว สมบูรณาญาสิทธิราชย์จะให้อำนาจสูงสุดอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ แต่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะมีเสถียรภาพยั่งยืนยาวนานได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับองค์พระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์จะเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้แก่สภาที่ประกอบไปด้วยคณะบุคคลต่างๆและการรับฟังเสียงของประชาชน
ดังนั้น การบูรณาการควบรวมอำนาจทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จของ the Hats ย่อมไม่สามารถรักษาเสถียรภาพความมั่นคงได้ในระยะยาว และจะนำมาซึ่งความขัดแย้งต่อต้านจากกลุ่มอำนาจที่ถูกกดทับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแน่นอนว่า เป้าหมายหรือศัตรูทางการเมืองของฝ่ายสถาบันพระมหากษัตริย์และ the Caps หรือภาคส่วนอื่นๆที่ถูกกดทับคือ the Hats the Hats ย่อมกลายเป็นศัตรูร่วมของฝ่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ the Caps และภาคส่วนอื่นๆที่ถูกกดทับ นำมาซึ่งการรวมตัวกันต่อสู้โค่นล้ม the Hats โดยสภาวการณ์ดังกล่าวนี้ กล่าวได้ว่า the Hats เป็นผู้สร้างขึ้นมาเองจากการควบรวมอำนาจเบ็ดเสร็จไว้แต่ผู้เดียว
แต่ก่อนที่สถานการณ์ความขัดแย้งภายใต้ตรรกะในทฤษฎีการปกครองแบบผสมจะสุกงอม the Hats ได้เผชิญกับปัญหาที่ท้าทายเสถียรภาพความมั่นคงที่ไม่ได้เกิดจากพลังอำนาจทางการเมืองภายนอกพรรคไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือ the Caps หรือจากรัสเซียหรืออังกฤษ แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นภายในพรรคเอง
อันเป็นปัญหาความขัดแย้งที่ Roberts ให้ความเห็นว่า “ความสำเร็จ (ชัยชนะจาการบูรณาการอำนาจอย่างสมบูรณ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาด/ผู้วิจัย) ของ the Hats ทำให้เกิดความสะดวกสบายใจต่อปัญหานอกพรรคมากพอจนทำให้เกิดการทะเลาะกันเองภายในพรรค” ซึ่ง Machiavelli ก็ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นต้นศตวรรษที่สิบหกต่อการเมืองโรมันว่า “ยามที่สาธารณรัฐโรมันปลอดจากข้าศึกศัตรูภายนอก พวกเขาก็ทะเลาะขัดแย้งกันเอง”
หลังจากที่พรรค the Hats ได้ชัยชนะทางการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ ความขัดแย้งภายในพรรคก็เริ่มขึ้น เป็นความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองสองรุ่น (generations) โดยสองรุ่นที่ว่านี้หมายถึงฝักฝ่ายของคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกก่อนหลังและอาจรวมถึงอายุด้วย ซึ่งที่พรรคสามารถแบ่งแยกออกเป็นคนสองรุ่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะ the Hats เท่านั้น แต่เกิดในพรรค the Caps ด้วย
และความขัดแย้งที่ว่านี้คือ การต่อสู้แก่งแย่งกันขึ้นเป็นผู้นำและแกนนำของพรรค และ Carl Fredrik Pechlin คือคนรุ่นใหม่ที่ขึ้นมาท้าทายคนรุ่นก่อนภายในพรรค the Hats ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1750
Carl Fredrik Pechlin มีอายุ 30 ปี (1720-1796) เป็นนายทหารหนุ่มที่ทะเยอทะยาน เป็นนักโวหารที่เล่ห์กระเท่ไร้ศีลธรรม (demagogue) และเป็นหนึ่งในผู้เริ่มมีบทบาทนำในพรรค
เขาต้องการจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจาก Carl Fredrik Gyllenborg ผู้เป็นน้องชายของ Carl Gyllenborg (1679-1746) ผู้ก่อตั้งกลุ่ม the Hats ในปี ค.ศ. 1734 และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งประธานสภาบริหารหรือนายกรัฐมนตรีระหว่าง ค.ศ. 1738-1746 ในขณะนั้น Fredrik Gyllenborg อายุ 61 ปี (1698-1759) ทำหน้าที่ในฐานะผู้จัดการพรรคและเป็นผู้จัดสรรเงินที่ได้จากการรับสินบนซื้อเสียงจากฝรั่งเศสให้กับสมาชิกในพรรค ซึ่งหน้าที่อย่างหลังนี้เองที่ทำให้เขามีตำแหน่งคล้ายกับ “Whip” ของพรรคการเมืองสมัยใหม่
แต่เมื่อพรรคโดยฝักฝ่ายของ A.J. von Hopken และพรรคพวกของเขาปฏิเสธที่จะแต่งตั้งให้ Pechlin ดำรงตำแหน่งสืบต่อจาก Fredrik Gyllenborg Pechlin ก็ได้เริ่มตั้งตัวเป็นศัตรูอย่างเอาเป็นเอาตายกับฝ่าย Hopken
แม้ว่าขณะนั้น Hopken จะมีอายุเพียง 38 ปี (1712-1789) แต่เขาจัดอยู่ในสมาชิกพรรครุ่นแรกๆ เพราะเขาได้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการลับ ในปี ค.ศ. 1738 อันเป็นปีแรกที่ the Hats เริ่มได้ชัยชนะในการเลือกตั้งและสามารถโค่นล้มอำนาจของ Horn ได้ การที่เขาสามารถเติบโตทางการเมืองได้อย่างรวดเร็วนั้น นอกจากจะด้วยคุณสมบัติความรู้ความสามารถส่วนตัวของเขา
ดังที่เห็นได้จากการแถลงการณ์ “คำประกาศแห่งชาติ” ที่ได้รับการตอบรับจากทั้งฝ่าย the Caps เองด้วยแล้ว เขายังเป็นบุตรชายของ D.N. von Hopken ที่เป็นผู้ริเริ่มร่วมกับ Carl Gyllenborg ในการก่อตั้งกลุ่ม the Hats ตั้งแต่ ค.ศ. 1734 ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ในตอนเริ่มต้นเส้นทางทางการเมืองในปี ค.ศ. 1738 ที่เขาได้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการลับซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการที่สำคัญและมีอำนาจมากที่สุดในบรรดาคณะกรรมาธิ การทั้งหมดนั้นด้วยวัยเพียง 26 ปีเท่านั้น การเป็นบุตรของผู้ก่อตั้งและแกนนำคนสำคัญของพรรคย่อมมีส่วนอย่างยิ่ง และจุดนี้เองที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสมาชิกสองรุ่นในพรรค the Hats ดังในกรณีของ Pechlin และ A.J. von Hopken
นอกจากความขัดแย้งระหว่างรุ่นหรืออาวุโสและเครือข่ายของพวกอาวุโสในพรรคแล้ว ยังมีความขัดแย้งในเรื่องของนิสัยใจและบุคลิกภาพของแกนนำในพรรคด้วย อย่างเช่น Tessin ผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาบริหารระหว่าง ค.ศ. 1746-1752 เป็นนักการทูตที่มีทักษะความสามารถสูงและเป็นผู้อำนวยการสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ แต่เป็นคนอ่อนไหวจนน่ากลัว ถือตัวอย่างสุดเหวี่ยงและคิดว่าตัวเองถูกอยู่คนเดียว และมักจะใช้วิธีการได้เสียงไว้วางใจมาโดยขู่ว่าจะลาออกอยู่เสมอ
ต่อมาคือ ความไม่ลงรอยกันระหว่างพี่น้อง ตระกูล Shaffer กับ A.J. von Hopkin ผู้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานสภาบริหารต่อจาก Tessin และนอกจาก Shaffer กับ Hopken เห็นต่างกันอย่างรุนแรงในเรื่องนโยบายต่างประเทศแล้วและยังแสดงความเกลียดชังนิสัยใจคอของกันและกันอย่างออกนอกหน้าด้วย
และแน่นอนว่า ความขัดแย้งที่กล่าวมานี้ แม้ว่าจะมีอยู่ แต่จะไม่ปะทุขึ้นมาเด่นชัด หาก the Hats ยังมีศึกศัตรูภายนอกพรรคที่จะต้องรวมตัวร่วมมือกันในการต่อสู้ แต่เมื่อปราศจากศัตรูภายนอกพรรค ก็เริ่มมีพื้นที่ให้กับความขัดแย้งในผลประโยชน์และความเห็นต่างไม่ลงรอยภายในพรรค
แต่อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งดังกล่าวนี้ก็ยังไม่ได้ส่งผลต่อพรรคจนทำให้เกิดปัญหาความเปราะบางที่จะทำให้เพลี้ยงพล้ำทางการเมือง นั่นคือ ต่อสายตานอกพรรค พรรค the Hats ยังกุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์อยู่
(โปรดติดตามตอนต่อไป)


