xs
xsm
sm
md
lg

จิตใจที่กำลังเดือดพล่าน: เมื่อความโกรธกลายเป็นอาวุธทางการเมืองร่วมสมัย / Phichai Ratnatilaka Na Bhuket

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

 ในห้วงเวลาที่โลกกำลังประสบกับคลื่นลูกใหม่ของการเมืองอารมณ์ (Affective Politics) มีคำถามที่หลอกหลอนนักรัฐศาสตร์และนักปรัชญาทั่วโลกว่า ทำไมความโกรธจึงยังคงเป็น 'เชื้อเพลิงทางการเมือง' ที่ไม่มีวันหมด? ทำไมสังคมที่มีความมั่งคั่งพอสมควร มีการศึกษาพอประมาณ และมีเสรีภาพในระดับหนึ่ง ยังคงผลิตความเกรี้ยวกราดออกมาอย่างไม่ขาดสาย?

 คำตอบที่ง่ายที่สุด ว่ามันคือ 'ความโง่ของมวลชน' หรือ 'ผลพวงของความยากจน' นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป

 ลอรา เค. ฟีลด์ (Laura K. Field)  นักรัฐศาสตร์และนักวิจารณ์ความคิดการเมืองอเมริกัน ได้เสนอในหนังสือ Furious Minds: The Making of the MAGA Movement ว่าสิ่งที่เราเผชิญอยู่ไม่ใช่ 'ความบ้าคลั่งไร้เหตุผล' หากแต่คือ 'ความบ้าคลั่งที่มีเหตุผล' หรือความโกรธที่ถูกประกอบสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันด้วยภาษาประวัติศาสตร์ และปรัชญา โดยผู้คนที่เรียนมาดีและรู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 เราพบภาพอันคุ้นเคยแต่น่าตกใจ ความโกรธที่ไหลเวียนอยู่ในสังคมการเมืองไทยมิใช่เพียงปฏิกิริยาหุนหันพลันแล่นต่อคอร์รัปชันหรือความยากจน แต่มันคือผลผลิตของ 'โรงงานทางปัญญา' หลายแห่งที่ทำงานอย่างเป็นระบบในการแปรรูปความอัดอั้นของสังคมให้กลายเป็นอุดมการณ์ที่แข็งตัว เป็นอัตลักษณ์ที่ยากจะยืดหยุ่น และเป็นศัตรูที่ชัดเจนพอสำหรับการปลุกระดม

บทความนี้จะสำรวจสี่มิติของปรากฏการณ์ดังกล่าว หนึ่ง วิธีที่ความโกรธถูก 'ทำให้เป็นวิชาการ' สอง กระบวนการสร้างศัตรูและปีศาจ สาม กับดักเมื่อความโกรธกลายเป็นใบอนุญาตสำหรับความรุนแรง และ สี่ ความเป็นไปได้และข้อจำกัดของทางออก
 การทำให้ความโกรธกลายเป็นวิชาการ

ลองจินตนาการถึงเตาหลอมเหล็กกล้า แร่เหล็กดิบที่หนักถูกนำเข้าเตาอุณหภูมิสูง ผสมกับคาร์บอนและโลหะอื่น เพื่อแปรสภาพเป็นเหล็กกล้าที่แข็งแกร่ง แหลมคม และพร้อมใช้งาน กระบวนการ 'ทำให้ความโกรธกลายเป็นวิชาการ' (Intellectualizing Rage) ทำงานในแบบเดียวกันทุกประการ

ความผิดหวัง ความกลัว และความรู้สึกถูกทอดทิ้งของผู้คน ซึ่งในสภาวะดิบนั้นไม่ต่างจากแร่เหล็กที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป ถูกนำเข้า 'เตาหลอม' ที่เรียกว่า 'โครงสร้างทางปัญญา' (Intellectual Infrastructure) ซึ่งประกอบด้วยนักคิด นักเขียน นักวิชาการ พระสงฆ์ นักเทศน์ทางการเมือง และผู้ผลิตเนื้อหาดิจิทัล ก่อนที่จะถูกขับออกมาในรูปของ 'วาทกรรมที่มีชีวิต' หรือเรื่องเล่าที่ให้ความหมาย ให้ทิศทาง และให้เป้าหมายแก่ความโกรธนั้น กระบวนการนี้มีกลไกสามประการ

 ประการแรก การตั้งชื่อให้กับความเจ็บปวด ไม่มีสิ่งใดทรงพลังเท่ากับการตั้งชื่อให้กับความรู้สึกที่คนไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร เมื่อนักวิชาการหรือนักเขียนบางคนบอกกับประชาชนว่า สิ่งที่คุณรู้สึกอยู่มีชื่อว่า การถูกล่าอาณานิคมทางวัฒนธรรม หรือ ความอัดอั้นของคุณมีชื่อว่าการคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ทันใดนั้นความรู้สึกคลุมเครือก็กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้ และที่สำคัญกว่านั้น มันกลายเป็นปัญหาที่ต้องมีคนรับผิดชอบ' ซึ่งนำไปสู่กลไกประการที่สอง

 ประการที่สอง การสร้างเรื่องเล่าเชิงประวัติศาสตร์ ความโกรธที่มีเพียง 'ตอนนี้' นั้นจะสลายตัวได้ง่าย แต่ความโกรธที่ถูก 'ฝัง' ลงไปในประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่บอกว่า 'เราเคยยิ่งใหญ่ เราถูกทำให้ล้มเหลว และตอนนี้เราต้องเอาคืน' นั้นมีความทนทานคล้ายแกรนิต ในสังคมไทย ทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายก้าวหน้าต่างมีประวัติศาสตร์ฉบับของตนเองที่พิสูจน์ว่าตนเองคือ 'เหยื่อ' ของกาลเวลา

 ประการที่สาม การสร้างพิมพ์เขียวทางศีลธรรม สิ่งที่แยก 'ความโกรธที่มีหลักการ' ออกจากการระเบิดอารมณ์ธรรมดา คือการที่ความโกรธนั้นถูกห่อหุ้มด้วยภาษาทางศีลธรรม ไม่ว่าจะเป็น “ความยุติธรรม” “ความดี” “ศีลธรรม” “ความมั่นคงของชาติ” หรือ “ผลประโยชน์ของชาติ” เมื่อความโกรธสวมเสื้อคลุมของศีลธรรม มันไม่ใช่ 'อารมณ์' อีกต่อไป มันกลายเป็น 'หน้าที่' และนั่นคือจุดที่อันตรายที่สุด

 ใครคือ 'ช่างหลอมเหล็ก' ในสังคมไทย?

คำถามที่ท้าทายที่สุดในบริบทไทยคือ ใครทำหน้าที่เป็น 'ปัญญาชน' ที่แปรรูปความโกรธของมวลชนให้กลายเป็นอุดมการณ์? ฟีลด์ พบว่าในอเมริกา กลุ่มนี้มักเป็น 'นักวิชาการชายขอบ' จากสถาบันคลังสมองฝ่ายขวา ซึ่งถูกกีดกันออกจากสถาบันกระแสหลัก แต่มีพรสวรรค์ในการเขียนและการสื่อสาร

ในไทย ภาพมีความซับซ้อนมากกว่า ช่างหลอมเหล็กทางปัญญาไม่ได้มาจากฝั่งเดียว แต่ทำงานจากหลายทิศทางพร้อมกัน  นักวิชาการบางส่วน ที่ใช้ภาษากรัมชี ฟูโกต์ หรือทฤษฎีหลังอาณานิคม เพื่อรองรับความโกรธของคนรุ่นใหม่  พระสงฆ์และผู้นำทางจิตวิญญาณ ที่ใช้ภาษาธรรมะและคุณธรรมเพื่อรองรับความโกรธของกลุ่มอนุรักษ์  หน่วยปฏิบัติการทางวิทยาของรัฐ สื่อมวลชนและผู้ผลิตเนื้อหาดิจิทัล (Influencers, YouTubers, Podcast hosts) ที่แปลงทฤษฎีซับซ้อนให้กลายเป็น 'มีม' ที่ย่อยได้ง่าย และ นักการเมืองและนักปราศรัย ที่มีความสามารถพิเศษในการอ่านอารมณ์มวลชน และสะท้อนกลับออกมาในรูปของนโยบายและวาทกรรม

สิ่งที่น่าสังเกตคือ 'ช่างหลอมเหล็ก' เหล่านี้มักไม่ได้สร้างความโกรธขึ้นมาจากศูนย์ แต่พวกเขาค้นพบความโกรธที่มีอยู่แล้ว และทำหน้าที่เพียงแต่เปลี่ยนมันจากของเหลวที่ไหลออกได้ให้กลายเป็นของแข็งที่มีรูปทรงก่อให้เกิดอัตลักษณ์ทางการเมืองที่คงทนและเคลื่อนย้ายได้ยาก


 การผลิต 'ปีศาจ' และ 'ระบอบ'

มีสุภาษิตโบราณกล่าวว่า 'ถ้าไม่มีมังกร อัศวินก็ไม่มีความหมาย' ตรรกะเดียวกันนี้ทำงานอยู่เบื้องลึกของการเมืองอารมณ์ทุกยุคสมัย ความโกรธต้องการเป้าหมาย มากกว่าที่มันต้องการทางออก

ฟีลด์ อธิบายว่าปัญญาชนฝ่ายขวาจัดในอเมริกาได้สร้างศัตรูที่มีตัวตนอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ 'คนเลว' ธรรมดา แต่เป็นการสถาปนา 'ระบอบ' (The Regime) ที่ดูเหมือนจะแทรกซึมอยู่ในทุกสถาบัน มองไม่เห็น แต่ทรงพลัง ล้มล้างไม่ได้ด้วยวิธีทั่วไป จึงต้องการวิธี 'พิเศษ' ในการจัดการ

ในการเมืองไทย ระบอบมิใช่สิ่งที่มีคำนิยามชัดเจนสำหรับทุกฝ่าย แต่แต่ละฝ่ายมีภาพระบอบของตนเองที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และนั่นคือจุดที่น่าสนใจที่สุดทางวิชาการ เพราะหมายความว่า 'ระบอบ' ไม่ใช่การบรรยายความจริง แต่คือ อุปกรณ์ทางภาษาที่ใช้ในการระดมความโกรธ

สิ่งที่ทำให้การเมืองไทยแตกต่างจากกรณี MAGA ในสหรัฐอเมริกา คือ ความสมมาตรของการผลิตปีศาจ ทั้งสองฝ่ายต่างมีปีศาจของตนเองที่สร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน

ฝ่ายอนุรักษ์สร้างภาพ “นักการเมืองขายชาติ หรือชังชาติ” ที่ไม่รู้จักพอ ทำลายสถาบัน และใช้ประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือซื้อเสียง ฝ่ายก้าวหน้าสร้างภาพ 'อำมาตย์' หรือ 'ชนชั้นนำที่สืบทอดอำนาจ' ที่คอยขัดขวางการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่มวลชนก้าวขึ้นมา ทั้งสองภาพมีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่ทั้งสองภาพก็เกินจริงอย่างมีเป้าหมาย

 กับดักของความโกรธ เมื่ออารมณ์กลายเป็น 'ใบอนุญาต'

มีช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ของทุกสังคมที่ความโกรธข้ามเส้น จากการเป็นสัญญาณเตือนภัย กลายเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการทำลาย เส้นแบ่งนั้นบางมาก และบ่อยครั้งสังคมข้ามมันโดยไม่รู้ตัว รูปแบบที่ความโกรธกลายเป็นอาวุธในสังคมไทยมี 4 รูปแบบ

 รูปแบบที่หนึ่ง ความโกรธที่ยอมรับการรัฐประหาร สังคมไทยได้สัมผัสมาแล้วหลายครั้งกับกระบวนการที่ความโกรธสะสมจนกลายเป็นฉันทมติเงียบต่อการใช้อำนาจนอกระบบ เมื่อผู้คนเชื่อว่า ระบอบประชาธิปไตยถูกบิดเบือนโดยนักการเมืองชั่ว ความโกรธนั้นก็สร้างพื้นที่ทางศีลธรรมให้กับการรัฐประหาร โดยที่ผู้โกรธไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังทำลายประชาธิปไตย แต่กลับรู้สึกว่าตนเองกำลังรักษามัน

 รูปแบบที่สอง ความโกรธที่ยอมรับกฎหมายพิเศษ เมื่อมีการเรียกร้องให้ใช้มาตรการพิเศษ เช่น การยุบพรรค การตัดสิทธิ์นักการเมือง หรือการใช้มาตรา 112 อย่างกว้างขวาง ผู้ที่โกรธกับฝ่ายตรงข้ามมักสนับสนุน 'ยาแรงในระยะสั้น' โดยไม่ตระหนักว่ากลไกเหล่านั้นจะคงอยู่ต่อไปหลังจากที่ฝ่ายตรงข้ามถูกกำจัดแล้ว และวันหนึ่งอาจถูกนำมาใช้กับตนเองด้วย

 รูปแบบที่สาม ความโกรธที่กลายเป็นการล่าแม่มดดิจิทัล โซเชียลมีเดียได้เปลี่ยนธรรมชาติของความโกรธ มันไม่ต้องการเป้าหมายขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่สามารถเผาทำลายบุคคลธรรมดาคนใดก็ได้ที่บังเอิญกล่าวผิดหรือแสดงออกผิดจังหวะ ปรากฏการณ์ “วัฒนธรรมการแบน” (Cancel Culture) ในไทย ทั้งจากฝ่ายก้าวหน้าและฝ่ายอนุรักษ์ คือหลักฐานว่าความโกรธที่ได้รับการอนุมัติทางวัฒนธรรมสามารถทำลายชีวิตคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 รูปแบบที่สี่ ความโกรธที่กลายเป็นการปฏิเสธความจริง เมื่อความโกรธถูกฝังลึกพอ มันจะเริ่มบิดเบือนกระบวนการรับรู้ข้อมูล ผู้คนจะเลือกเชื่อข่าวที่ยืนยันความโกรธของตนและปฏิเสธข่าวที่ท้าทายมัน นี่คือที่มาของ “ห้องสะท้อนเสียง” (Echo Chambers) และ ไซโลข้อมูล (Information Silos) ในการเมืองไทย ซึ่งทำให้การพูดคุยข้ามฝ่ายกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ

ฟิลด์เตือนด้วยภาษาที่น่าจดจำว่า ความโกรธที่กลายเป็นพลังทางการเมืองหลักนั้นทำหน้าที่คล้ายกับ กรดกัดโลหะ มันทำลายสิ่งที่มันสัมผัสโดยไม่เลือกหน้า รวมถึงสถาบันที่ผู้โกรธอยากจะรักษาไว้ด้วย สุดท้าย เมื่อกรดกัดทุกอย่างแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่ “สังคมที่บริสุทธิ์” แต่คือ “ซากปรักหักพัง” ที่ต้องการเผด็จการใหม่มาควบคุม

ในประเทศไทย วงจรนี้ปรากฏให้เห็นชัดเจน ความโกรธทำให้เกิดการเคลื่อนไหวมวลชน การเคลื่อนไหวกดดันรัฐและชนชั้นนำ พวกเขาตอบโต้ด้วยอำนาจพิเศษหรือการรัฐประหาร แต่การใช้อำนาจพิเศษสร้างความโกรธใหม่ วนกลับไปจุดเริ่มต้น สังคมไทยวิ่งอยู่บนวงล้อของวัฏจักรนี้มานานพอสมควร และยังไม่มีสัญญาณว่าล้อจะหยุดหมุนในเร็ววัน

ที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นคือ ทุกฝ่ายในวงจรนี้มีเหตุผลที่ฟังดูดีสำหรับการกระทำของตน ผู้ที่รัฐประหารบอกว่าเพื่อรักษาชาติ ผู้ที่ต่อต้านรัฐประหารบอกว่าเพื่อประชาธิปไตย ผู้ที่ใช้กฎหมายพิเศษบอกว่าเพื่อความมั่นคง ผู้ที่โจมตีกฎหมายพิเศษบอกว่าเพื่อเสรีภาพ และทุกคำนั้นจริงในระดับหนึ่ง แต่ทุกคำนั้นก็เป็นเพียง  'หน้ากากทางศีลธรรม' ของความโกรธที่กำลังหาทางออก

ณ จุดนี้ ผู้อ่านบางส่วนอาจรู้สึกว่าบทความนี้ 'มองโลกในแง่ร้ายเกินไป' หรือ 'วิพากษ์ทุกฝ่ายจนไม่เหลือพื้นที่ยืนให้ใคร' ข้อสังเกตนี้ไม่ผิด และผู้เขียนยอมรับว่าในการวิพากษ์อย่างเป็นระบบนั้น ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือการตกลงไปใน  'ความเย็นชาทางศีลธรรม' (Moral Paralysis) สภาวะที่เราเข้าใจทุกอย่างมากจนไม่เชื่ออะไร และไม่กระทำอะไร

อย่างไรก็ตาม ทางออกที่ฟิลด์เสนอ และที่ผู้เขียนเห็นด้วยในหลักการ ไม่ใช่การบอกให้ 'หยุดโกรธ' เพราะนั่นเป็นไปไม่ได้และไม่ถูกต้อง ความโกรธต่อความอยุติธรรมนั้นเป็นสัญชาตญาณทางศีลธรรมที่มนุษย์ควรมี ทางออกที่แท้จริงต้องอยู่ที่การ  'เปลี่ยนคุณภาพ' ของความโกรธ ไม่ใช่การดับมัน ซึ่งมีสามยุทธศาสตร์หลักดังนี้


 ยุทธศาสตร์ที่หนึ่ง การรื้อถอนเรื่องเล่าแบบผู้ชนะเด็ดขาด สังคมการเมืองที่ดีไม่ใช่สังคมที่ฝ่ายดี ชนะฝ่ายชั่ว แต่คือสังคมที่มีกระบวนการจัดการความขัดแย้งอย่างถาวรโดยไม่จำเป็นต้องทำลายฝ่ายแพ้ สังคมไทยต้องก้าวข้ามจินตกรรมชัยชนะเบ็ดเสร็จ และยอมรับว่าการเมืองคือ 'เกมที่ไม่มีวันจบ' (Infinite Game) ซึ่งเป้าหมายคือการอยู่ร่วมกันอย่างจัดการได้ ไม่ใช่การกำจัดฝ่ายตรงข้ามออกไปจากโต๊ะ

 ยุทธศาสตร์ที่สอง การสร้างความเห็นอกเห็นใจเชิงวิพากษ์
ซึ่งไม่ใช่การเห็นด้วยกับทุกอย่าง แต่คือความสามารถในการเข้าใจว่าเขาโกรธเพราะอะไร ก่อนที่จะตัดสินว่าเขาโกรธถูกหรือผิด นี่เป็นทักษะที่ยากมากในยุคโซเชียลมีเดีย เพราะระบบรางวัลของแพลตฟอร์มดิจิทัลส่งเสริมการตัดสินเร็ว ไม่ใช่การทำความเข้าใจลึก
ในบริบทไทย สิ่งนี้หมายความว่าฝ่ายก้าวหน้าต้องเข้าใจอย่างจริงจังว่า 'ทำไมคนสูงอายุในชนบทจึงกลัวการเปลี่ยนแปลง' แทนที่จะเรียกพวกเขาว่า 'ล้าหลัง' และฝ่ายอนุรักษ์ต้องเข้าใจอย่างจริงจังว่า 'ทำไมคนรุ่นใหม่จึงรู้สึกว่าอนาคตของพวกเขาถูกขโมยไป' แทนที่จะเรียกพวกเขาว่า 'ถูกต่างชาติชักใย' ในทั้งสองกรณี การตีตราแทนที่การทำความเข้าใจคือ สัญญาณของความล้มเหลวทางปัญญา ไม่ใช่หลักฐานของความเข้มแข็งทางศีลธรรม

 ยุทธศาสตร์ที่สาม การสร้างสถาบันที่มีความชอบธรรมข้ามขั้ว
ปัญหาร้ายแรงที่สุดของการเมืองไทยในปัจจุบันคือการที่ ไม่มีสถาบันใดเหลืออยู่ที่ทุกฝ่ายเชื่อถือ รัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง และองค์กรอิสระอื่น ๆ ล้วนถูกมองว่าเอนเอียงไปยังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การสร้างสถาบันที่มีความชอบธรรมในสายตาของทุกฝ่าย (หรืออย่างน้อยก็ฝ่ายส่วนใหญ่) คือ 'งานพื้นฐาน' ที่ขาดไม่ได้สำหรับการออกจากวงจรความโกรธ

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนต้องระบุด้วยความตรงไปตรงมาว่า ยุทธศาสตร์ทั้งสามนี้มีข้อจำกัดที่สำคัญดังนี้

 ประการแรก ต้องการระยะเวลาที่ยาวนาน
ในขณะที่ความโกรธให้ผลในทันที การสร้างสถาบันและวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ต้องการอย่างน้อยหนึ่งชั่วรุ่น และในระหว่างนั้น ผู้ที่ใช้ความโกรธเป็นเครื่องมือจะยังคงได้เปรียบอยู่

 ประการที่สอง ต้องการผู้นำที่เต็มใจเสียสละ
ผู้นำที่พร้อมจะยอมรับความพ่ายแพ้ในระยะสั้นเพื่อสร้างกติกาที่ยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งในระบอบที่ตรรกะการเอาตัวรอดทางการเมืองครอบงำทุกการตัดสินใจ คนเหล่านี้หายากเป็นพิเศษ

 ประการที่สาม และที่สำคัญที่สุด
ยุทธศาสตร์เหล่านี้ทำงานได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายมี 'ต้นทุนอะไรบางอย่างที่อยากรักษาไว้' ในโครงสร้างสังคมร่วมกัน แต่ถ้าความโกรธพัฒนาถึงจุดที่ทุกฝ่ายเชื่อว่า 'ฉันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว' ยุทธศาสตร์เหล่านี้ก็จะล้มเหลว เพราะมันถูกออกแบบมาสำหรับผู้คนที่ยังมีเหตุผลจะอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่สำหรับผู้คนที่เชื่อว่าการแยกทางคือทางออกเดียว

 จิตใจที่เดือดพล่านไม่มีวิธีรักษาที่ง่าย
สิ่งที่เราทำได้คือตระหนักว่า 'ความโกรธมีอำนาจในการทำลายโครงสร้างที่ผุพัง แต่มันไม่มีความสามารถในการสร้างบ้านหลังใหม่' ถ้าหากสังคมไทยต้องการบ้านหลังใหม่ที่ทุกคนอยู่ได้ ไม่ใช่แค่บ้านของฝ่ายชนะ ก็จำเป็นต้องมีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าความโกรธมาเป็นพลังขับเคลื่อน

สิ่งนั้นคือ 'ปัญญาทางการเมือง' (Political Wisdom) ซึ่งไม่ใช่การปราศจากอารมณ์ แต่คือการมีอารมณ์ที่ถูกกำกับด้วยความเข้าใจว่า 'ฉันต้องการอะไรจริง ๆ' และ 'สิ่งที่ฉันต้องการนั้นสร้างได้อย่างไร' โดยไม่ทำลายโอกาสที่คนรุ่นหลังจะสร้างสิ่งที่ดีกว่าตามมา

แต่ตราบใดที่ยังไม่มีปัญญาเช่นนั้น เราก็จะยังคงวนเวียนอยู่ในวงจรเดิม จิตใจที่เดือดพล่าน สังคมที่ถูกเผา และเถ้าถ่านที่ยังรอบ้านหลังใหม่ อยู่เสมอ