อาจจะเรียกว่า กำลังดิ่งลงลิฟต์ก็ไม่น่าจะผิดนัก สำหรับจักรพรรดิที่ทาสอีสปแต่งนิทานสอนใจว่า การเข้าใจตนเองผิดคิดว่ากำลังสวมเสื้อผ้าอาภรณ์สุดหรู ทั้งๆ ที่กำลังนุ่งลมห่มผ้า เป็นที่ตลกโปกฮาขบขันกันทั้งโลก เพราะจักรพรรดิทรัมป์กำลังถูกท้าทายทั้งความเข้มแข็ง-พละกำลัง-อำนาจในความยิ่งใหญ่แข็งแกร่งของตำแหน่งปธน.ของประเทศที่แข็งแกร่งสุด ทั้งด้านเศรษฐกิจ, ภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งการเมืองภายในประเทศอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ
นโยบายของเขามาจากยี่ห้อเฉพาะของตัวเขาเอง ซึ่งสร้างมาจากการปะ-ฉะ-ดะ โดยเผชิญหน้าปะทะด้วยความรุนแรงทุกกรณี จะเป็นด้วยวาจาก้าวร้าว หยิ่งยโสอย่างสุดขีดสุดโต่ง หรือด้วยการระดมพลังกองทัพเข้าฟาดฟัน
วิธีการหรือกลยุทธ์คือ ข่มขู่-ข่มขู่-ข่มขู่ หรือบีบ-บีบ-บีบ และยกระดับการกดดันสูงยิ่งขึ้นทุกที โดยไม่มีขีดจำกัด
ทั้งนโยบายและวิธีการเหล่านี้ เป็นคำสรุปจากลูกน้องต้นห้องอย่างสตีเวน มิลเลอร์ ตำแหน่งรอง Chief of Staff ที่ตัวเองก็เป็นซูเปอร์เหยี่ยวในคณะบริหารของทรัมป์…พอๆ กับเสียงเชียร์ของนายสตีฟ แบนนอน ที่เร่งเร้าให้ทรัมป์โจมตี-โจมตี-โจมตีตลอดเวลา เพื่อรักษาแบรนด์ความเป็นทรัมป์ให้คงเส้นคงวา
ความลำพองในอำนาจล้นฟ้าของการได้เป็นปธน.เข้าทำเนียบขาวในรอบสองหลังผ่านการลอบสังหารถึงสองครั้ง; สามารถกดดันรัฐบาลปานามาให้บอกเลิกสัมปทานของบริษัท ฮัทชิสัน (ของฮ่องกง); การพยายามเข้ายึดครองเกาะกรีนแลนด์ แม้จะยังไม่สามารถทำได้เพราะถูกต่อต้านหนักจากกลุ่มนาโต...แต่ก็สามารถจัดวางกองกำลังสหรัฐฯ บนเกาะนั้นตามใจปรารถนา พร้อมๆ กับการจะได้สัมปทานสำรวจขุดเจาะทั้งน้ำมันและแก๊ส รวมทั้งแร่หายากได้อย่างเต็มที่; ตามมาด้วยการสนับสนุนรัฐบาลอาร์เจนตินา (ที่หมอบราบให้ทรัมป์) ให้กลับมาบริหารอีกครั้ง โดยปล่อยเงินกู้มหาศาลไปพลิกฟื้นเศรษฐกิจก่อนการลงคะแนน; การสามารถไปฉกลักพาตัวทั้งปธน.มาดูโร และภรรยาจากประเทศเวเนซุเอลา เปิดทางให้สามารถเข้าครอบครองน้ำมัน, แก๊สธรรมชาติ และแร่หายากมาอย่างง่ายดาย; ก่อนนั้น เมื่อปลายมิถุนายนปีที่แล้ว ก็สามารถบุกโจมตีพร้อมๆ กับอิสราเอลในสงคราม 12 วัน เพื่อทำลายฐานที่มั่นศูนย์พัฒนาเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมถึง 3 แห่งในอิหร่าน (แม้ตัวEnriched Uranium หนัก 420 กก.จะล่องหนไปก่อนการโจมตีก็ตาม!!)
ด้านในประเทศก็ทำตามพิมพ์เขียวโปรเจกต์ 2025 ที่ได้เขียนไว้ช่วงหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกหน่วยงานของรัฐ เพื่อลดงบประมาณเช่น กระทรวงศึกษาฯ Peace Corps, VOA และเงินช่วยเหลือประเทศต่างๆ ที่สร้างซอฟต์เพาเวอร์ให้แก่ประเทศสหรัฐฯ รวมทั้งการปลดคนออกจากราชการเป็นล้านคนด้วย
ล่าสุด ทรัมป์สำคัญตนว่าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ดั่งพระเยซูมาโปรดคนเจ็บป่วยให้หายอย่างมหัศจรรย์ได้ เพราะมีอำนาจล้นฟ้าเกินกว่ามนุษย์ปุถุชนจะสามารถทำได้
สงครามบุกโจมตีอิหร่าน (คู่กับอิสราเอล) ได้ดำเนินมาถึง 7 อาทิตย์แล้ว ก็ยังไม่สามารถทำให้อิหร่านยอมยกธงขาวแต่ประการใด แม้อิหร่านจะสูญเสียผู้นำสูงสุด และแกนนำที่ถูกหมาลอบกัดโดยแอบปลิดชีวิตแม่ทัพนายกองต่างๆ ไปกว่า 20 คนก็ตาม...ตรงข้าม อิหร่านกลับสามารถสู้ด้วยอาวุธที่มีสมรรถนะสูง (ที่ไม่ต้องใช้มนุษย์ไปเสี่ยงเสียชีวิต-เป็น Unmanned Warfare) และราคาถูกกว่าเป็นร้อยเท่าและการบังคับบัญชายังสามารถเดินหน้าได้อย่างไม่มีรอยต่อ
ที่สำคัญคือ การยึดช่องแคบฮอร์มุซที่กำลังกดดันให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องรับผลอย่างเต็มที่ ทั้งราคาน้ำมัน, แก๊ส, การขาดแคลนปุ๋ย (ในฤดูเพาะปลูกที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในสหรัฐฯ ในฤดูใบไม้ผลินี้) รวมทั้งสารเคมีในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและที่ใช้เป็นส่วนผสมของอุตสาหกรรมยา, เม็ดพลาสติก, กาว, สี ฯลฯ อย่างมหาศาลกระทบต่ออุตสาหกรรมก่อสร้างด้วย
พร้อมๆ กับการเริ่มเสียชีวิตของทหารอเมริกันที่ปฏิบัติการในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ที่ถูกอิหร่านยิงตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ยังฐานที่ตั้งกองทัพสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศ GCC-และสมาชิก GCC ที่กำลังสองจิตสองใจจะหันหลังให้แก่กองทัพสหรัฐฯ ที่มาตั้งฐานทัพจนเป็นการชักศึกเข้าบ้านนั่นเอง!
พรรครีพับลิกันก็กำลังเริ่มแตกแยก มีพวกที่ไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ที่บุกทำสงครามกับอิหร่าน เสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตทหารอเมริกัน ทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุผลพอที่จะโจมตีอิหร่าน รวมทั้งการเสียงบประมาณมหาศาลในการทำสงครามนี้วันละอย่างต่ำ 1 พันล้านเหรียญ
มนต์ขลังความกร่างของทรัมป์กำลังเสื่อมทรุดอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดจากการเลือกตั้งที่ฮังการีที่นายวิกเตอร์ ออร์บาน แพ้ย่อยยับ ทั้งๆ ที่ทรัมป์ส่งทหารเอกอย่างรองปธน.แวนซ์ไปช่วยหาเสียงแทนทรัมป์ก็ตาม
ฝ่ายพันธมิตรนาโตก็หันหลังให้ทรัมป์ แม้ทรัมป์ขู่จะถอนตัวออกก็ตาม เพราะไม่มีใครส่งเรือมาช่วยทรัมป์ในการสู้กับอิหร่านเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้แต่แคนาดาที่เคยร่วมหัวจมท้ายกับสหรัฐฯ ในทุกสงครามก็ตาม ชัยชนะของนายกฯ มาร์ค คาร์นีย์ ก็เป็นสัญญาณต้นๆ ของความเสื่อมทรุดของอำนาจของทรัมป์
การพ่ายแพ้ของทรัมป์ในการตัดสินของศาลสูงต่อภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ทำให้ทรัมป์ขายหน้าและน่าจะเป็นการเสื่อมทรุดของอำนาจล้นฟ้าของเขาด้วย
พร้อมๆ กับการลาออกของผอ.ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย-นายโจ เคนท์ ที่เคยเป็นลูกหาบให้ทรัมป์ขณะหาเสียง-โดยชี้ว่า สงครามกับอิหร่านไม่มีเหตุผลพอว่าอิหร่านกำลังคุกคามสหรัฐฯ
ผลโพลจากทั้งซีเอ็นเอ็น และสถานีฟอกซ์ล่าสุด ยิ่งชี้ชัดว่า ความนิยมในตัวทรัมป์เหลือแค่ 35-40% (จากที่ 50% เมื่อเข้าทำเนียบขาวใหม่ๆ ในรอบสองนี้)
โดยเฉพาะคนอเมริกันไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามกับอิหร่านมีสูงถึง 2/3 ของคนอเมริกันทั้งหมด...จะเข้าข่ายที่คนอเมริกันเคยออกมาเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลช่วงสงครามเวียดนาม
ทรัมป์ยังไม่สามารถหยุดสงครามกับอิหร่านในครั้งนี้ เพราะอิสราเอลพยายามบ่อนทำลายการเจรจาหยุดยิงกับอิหร่าน (เนทันยาฮูได้บ่อนทำลายสำเร็จมาแล้วหลายครั้งในปีที่ผ่านมา รวมทั้งตั้งแต่สมัยคาร์เตอร์, คลินตัน จนทำเอานายกฯ อิสราเอล ยิตซัค ราบิน ถูกลอบสังหาร เพราะเขาพยายามเจรจาสันติภาพกับฝ่ายอิสลามในตะวันออกกลาง)
แม้แต่ประมุขของศาสนาอย่างองค์พระสันตะปาปา-ซึ่งเป็นคนอเมริกันคนแรกของโลก- ก็ยังทนไม่ไหว ต้องออกมาอุทานว่า “รับไม่ได้จริงๆ” กับการที่ทรัมป์ประกาศจะทำลายล้างอารยธรรมอายุ 5 พันปีของอิหร่านให้แตกดับไปในชั่วข้ามคืน...ซึ่งทรัมป์ก็ได้ออกมาปะทะและประณามองค์โป๊ปว่า อย่ามายุ่งกับสงคราม แต่ควรไปจัดการเรื่องที่ท่านทำไม่สำเร็จคือ เรื่องอาชญากรรมยาเสพติดทั้งหลาย
การปะทะกับคำสอนศีลธรรมของศาสนาจากปากของนักบวชผู้เคร่งศาสนา จะยิ่งบั่นทอนความน่าเชื่อถือและอำนาจของทรัมป์ ให้ยิ่งเสื่อมทรุดชนิดดิ่งลงเร็วกว่าลงลิฟต์เสียอีก


