xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“ขิงอ่อน” ปาหี่ลดค่ากลั่น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ตีปี๊บกระแสลดค่ากลั่น 2 บาท ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลด 2.14 บาทต่อลิตร กันยกใหญ่ แต่แท้จริงแล้วนี่เป็นเพียง “การสับขาหลอกครั้งมโหฬาร” ของ “รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน” เท่านั้น เมื่อหันมาพบความจริงที่ว่ารัฐบาลยังคงปกป้องโรงกลั่นที่ยังคงกวาดกำไรกันฉ่ำ พร้อมบีบให้กองทุนน้ำมันฯ กู้หนี้มาอุดหนุนราคาที่ติดลบทะลุเพดาน แล้วก็หันมาบอกประชาชนว่า ต้องแบกรับภาษีสรรพสามิตน้ำมันต่อไปเพื่อเอาเงินไปช่วยเหลือกลุ่มคนเปราะบาง

เป็นการวางพล็อตเรื่องที่ซ้อนทับอย่างอำมหิตโดยประชาชนได้แต่ทำตาปริบ ๆ 


“รมต.ขิง” - นายเอกณัฏ ยิ้มร่าพร้อมบอกกับสาธารณชนราวกับสร้างประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่เลยทีเดียวว่า ผลการหารือของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กับโรงกลั่นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เรื่องค่าการกลั่นเฉลี่ยเดือนมีนาคม 2569 ที่สูงผิดปกตินั้น ได้ข้อสรุป กบง.จะใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 สั่งลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาท/ลิตร เพื่อลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลง 2.14 บาท/ลิตร คาดมีผลวันที่ 9 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

“นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.นี้ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” นายเอกณัฏ กล่าว พร้อมอธิบายว่า การปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นในครั้งนี้ เป็นการคำนวณอ้างอิงกลไกตลาดสิงคโปร์บวกพรีเมียม ก่อนเป็นราคาหน้าโรงกลั่น แต่ราคาน้ำมันดีเซลตลาดโลกปรับขึ้นมาสูงผิดปกติ อยู่ที่ระดับ 300 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบไม่ได้ปรับขึ้นเยอะขนาดนั้น จึงขอ discount ราคาหน้าโรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร หรือเรียกว่า สิงคโปร์ discount ซึ่งตัวเลขสามารถปรับขึ้นลงได้ในแต่ละเดือน

นายเอกณัฏ ย้ำอีกครั้งด้วยความห่วงใยโรงกลั่นว่า ค่ากลั่นที่ลดลงนี้ ไม่ได้ทำให้โรงกลั่นขาดทุน แต่เป็นการขาดทุนกำไรเท่านั้น เราจะดูแลไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องของโรงกลั่นน้ำมันในการสั่งซื้อน้ำมันดิบมากลั่น

กระนั้น ก็ยังมีบางโรงกลั่นที่กล้าแข็งขืนไม่เข้าร่วมประชุม ซึ่งมีความหมายโดยนัยคือ ไม่ให้ความร่วมมือ ซ้ำยังมีกระแสกระเส็นกระสายด้วยว่าโรงกลั่นจะมีรายการฟ้องร้องรัฐบาลตามมาอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงกับใช้วิธี  “ ปิดวาจา”  เมินตอบคำถามนักข่าวที่รุมล้อมจี้ถามปมโรงกลั่นไม่ให้ความร่วมมือลดค่ากลั่น

 จับโป๊ะ “รมต.ขิง” สับขาหลอก 

การสับขาหลอกลดค่ากลั่นของนายเอกณัฏ ถูกจับโป๊ะโดย “นายกรณ์ จาติกวณิช”  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตั้งคำถามว่า การลดค่ากลั่น 2 บาท ยังไม่เพียงพอ ซ้ำมีความคลุมเครือในแง่หลักธรรมาภิบาลอีกด้วย โดยชี้ว่า การลดค่ากลั่นดังกล่าวเป็นการอิงกับระดับราคาเดือนมีนาคม 2569 ที่ประมาณ 7 บาท ขณะที่ล่าสุดวันที่ 8 เมษายน 2569 ขึ้นไปถึง 18.16 บาท การลดลง 2 บาท จึงไม่สอดคล้องกับราคาปัจจุบัน กว่ารัฐบาลจะปรับสูตรราลดราคาอีกครั้งประชาชนก็ต้องจ่ายในราคาที่สูงเกินควรไปแล้วและไม่มีกลไกชดเชยย้อนหลัง

ยังมีส่วนที่ยังขาดความชัดเจน คือ #ต้นทุนที่แท้จริง ของโครงสร้างราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับใด ขณะนี้คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ได้ข้อสรุปแล้วหรือยัง? และจะมีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบเมื่อใด?

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังคงจัดเก็บ #ภาษีสรรพสามิต ในอัตราเดิม ซึ่งส่วนนี้เป็นภาระต่อประชาชนที่รัฐบาลควรรับผิดชอบเองทันที ซึ่งหากดำเนินการควบคู่กัน จะช่วยลดภาระของกองทุนน้ำมันได้อย่างมาก และลดความจำเป็นในการก่อหนี้เพิ่มเติมในอนาคต

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังวิจารณ์ว่า รัฐบาลปฏิเสธแนวคิดเรื่อง #ภาษีลาภลอย โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า “ลาภลอยไม่มีอยู่จริง” และยืนยันวิธีการขอเงินบริจาคจากโรงกลั่น ซึ่งเคยพิสูจน์แล้วว่าหละหลวมและขาดกฎหมายรองรับ

นายกรณ์ ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าการใช้ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 25616 อาจถูกท้าทายว่าเป็นการใช้อำนาจเกินกฎหมาย อาจทำให้เกิดความวุ่นวายเพิ่มเติม เพราะกฎหมายฉบับนี้ไม่มีมาตราใดที่กำหนดอำนาจหน้าที่อย่างชัดเจนว่ารัฐบาลกำหนดราคาให้กับโรงกลั่นได้ แต่รัฐบาลมีอำนาจแน่นอน ซึ่งอาจไม่ใช่ด้วยกฎหมายฉบับนี้ และหลักสำคัญคือ ประชาชนไม่ควรเป็นผู้แบกรับภาระอยู่ฝ่ายเดียว ในขณะที่ภาครัฐและภาคธุรกิจยังมีศักยภาพที่จะร่วมแบ่งเบาได้มากกว่านี้

นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

 นายเอกนัฏประชุมกับ “บิ๊กๆ กระทรวงพลังงาน”
 ลดค่ากลั่นดับกระแส โรงกลั่นยัง “รวยไม่ไหว” 
เอาหล่ะ ถึงเวลาที่ประชาชนต้องตื่นรู้ว่า มาตรการลดค่ากลั่น 2 บาทนี้เป็นเพียง  “เศษเนื้อข้างเขียง ” ที่โยนลงมาเพื่อดับกระแสสังคม ในขณะที่  “เนื้อก้อนใหญ่”  ยังคงวางอยู่บนโต๊ะเสวยของโรงกลั่นที่มีเหล่าบรรดาบอร์ดบริหารและผู้ถือหุ้นที่เป็น  “คนของรัฐ”  นั่งอยู่

ส่วนคำถามที่นายเอกนัฏและรัฐบาลนายอนุทิน ต้องตอบคือ เมื่อไหร่จะหยุดอุ้มกลุ่มทุนแล้วหันมาทำหน้าที่ของรัฐบาลเพื่อประชาชนจริง ๆ เสียที หรือจะดีแต่พูดแล้ว(ไม่)ทำจริง ปล่อยให้หน้าประวัติศาสตร์จดจำว่าวาทกรรม  “รวยไม่ไหวแล้ว”   คือการปล้นเงินของคนทั้งชาติ ไปสังเวยให้กับกำไรที่ผิดปกติของโรงกลั่นน้ำมัน ใช่หรือไม่?

กล่าวสำหรับกฎหมายข้างต้นที่รัฐบาลยกขึ้นมาใช้เป็น “ยาแรง” ในครั้งนี้ อยู่ที่มาตรา 3 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรี หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายอย่าง กบง. ในการ “กำหนดราคาน้ำมัน” โดยสั่งกำหนดราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทุกทอด รวมถึง “ราคาหน้าโรงกลั่น” และควบคุมการผลิตและจำหน่าย โดยมีอำนาจสั่งการตั้งแต่กระบวนการผลิต การนำเข้า ไปจนถึงการส่งออก รวมทั้งจัดการกำไรส่วนเกิน หากตรวจสอบพบว่าค่าการกลั่นสูงเกินระดับปกติ รัฐสามารถสั่งกำหนด “เพดานราคา” (Price Ceiling) เพื่อบีบให้ค่าการกลั่นกลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ทันที

“ผมในฐานะประธาน กบง. ก็ใช้อำนาจตามนั้นอย่างชัดเจน เป็นการเขียนไว้ในกฎหมายภาษาไทย ไม่ได้มีอะไรนอกเหนือจากนี้ และขอยืนยันว่ามีฐานอำนาจทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน” นายเอกณัฏ ยืนยัน

เมื่ออำนาจของรัฐบาลมีอยู่ในมือแน่นอน แต่ความท้าทายอยู่ตรงที่ว่า รัฐบาลนายอนุทิน และนายเอกณัฏ จะกล้าใช้อำนาจนั้นสักเพียงไหน

ประเด็นนี้ หาก คตร. ตรวจสอบบัญชีรายวันจริงเพื่อให้ได้ “ตัวเลขจริง” ก่อนสั่งลดราคาเพื่อป้องกันข้อหาใช้อำนาจเกินขอบเขต รัฐบาลก็สามารถกางตัวเลขต่อรองกับโรงกลั่นได้ ซึ่งรัฐมองว่าค่ากลั่นเฉลี่ยควรอยู่ประมาณ 2-3 บาทต่อลิตร หรือไม่เกิน 3-4 บาทต่อลิตร ในภาวะปัจจุบัน และรัฐบาลคงไม่ถึงกับกดราคาลงต่ำเกินจนโรงกลั่นขาดทุน ส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว เช่น โรงกลั่นอาจลดกำลังผลิตหรือหยุดนำเข้าน้ำมันดิบ อย่างที่มีการปั่นกระแส

 แต่ที่เห็นและเป็นอยู่ คงไม่เกินเลยนัก หากจะสรุปว่าในทางกฎหมายรัฐบาลมีดาบที่คมพอจะฟันราคาค่ากลั่นลงมาอยู่ที่ 2-3 บาทต่อลิตร ได้ทันที แต่ในทางปฏิบัติ รัฐบาลเลือกที่จะ “สะกิด” แทนการฟัน เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับกลุ่มทุน และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมาย โดยปล่อยให้ส่วนต่างราคานั้นยังคงเป็นภาระของประชาชนต่อไป  

มาดูกันว่าเม็ดเงินที่ไหลออกจากกระเป๋าประชาชน ไปเป็นกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นมีมูลค่ามหาศาลเพียงใด แม้รัฐจะสั่งลดราคาลงลิตรละ 2 บาท แล้วก็ตาม

เมื่ออิงจากตัวเลขการใช้น้ำมันและส่วนต่างราคาในปัจจุบัน จากข้อมูลกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) สถิติการใช้น้ำมันรายวัน (ข้อมูลล่าสุด เดือนมีนาคม - เมษายน 2569) ปริมาณการใช้ดีเซลเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นเป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 และบางวันแตะระดับสูงสุดที่ 100 ล้านลิตร ส่วนกลุ่มเบนซิน ปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 31.56 - 31.7 ล้านลิตรต่อวัน

ส่วนค่าการกลั่นเดือนมีนาคม 2569 ข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงาน ระบุว่า ค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ 6 - 7.23 บาทต่อลิตร แต่ในช่วงต้นเดือนเมษายนพุ่งสูงผิดปกติไปถึง 13.90 บาทต่อลิตร นายเอกนัฏ ก็ระบุชัดเจนในมติ กบง. วันที่ 7 เมษายน 2569 ว่าการลด 2 บาท คือการ “ลดกำไรส่วนเกิน” ของโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่ง ซึ่งแม้จะลดลงแล้ว แต่ค่าการกลั่นยังเหลืออยู่ที่ 11.90 บาท/ลิตร ซึ่งยังคงสูงกว่าระดับปกติที่รัฐบาลและนักวิชาการ มักระบุว่าควรอยู่ประมาณ 2-3 บาท ถึงเกือบ 6 เท่า

 หากคำนวณเป็นเม็ดเงิน “ต่อวัน” และ “ต่อเดือน” โดยเอาปริมาณการใช้น้ำมัน มาคูณกับ “กำไรส่วนเกิน” จะพบว่าในแต่ละวันจะมีเม็ดเงินเพิ่มพูนกำไรส่วนเกินให้กับโรงกลั่น ไม่ต่ำกว่าวันละ 1,000 ล้านบาท หรือตกประมาณไม่ต่ำ 30,000 ล้านบาทต่อเดือน  

ภายใต้มาตรการของรัฐบาลที่นายเอกณัฏโชว์หล่อลดค่ากลั่นนั้น ให้ภาพความย้อนแย้งอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง  “กำไรส่วนเกินของโรงกลั่น”  กับ “หนี้สินที่ประชาชนต้องแบก”  ผ่านกองทุนน้ำมันฯ หากดูจากสถานะทางการเงินของ 6 โรงกลั่น ที่ฟันกำไรส่วนเกิน 30,000 ล้านบาท/เดือน แต่กองทุนน้ำมันฯ ติดลบกว่า 56,000 ล้านบาท และต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ทุกวัน

โรงกลั่นยังคงได้ค่าการกลั่นสูงถึง 11.90 บาท/ลิตร ส่วนประชาชนได้ลดราคาน้ำมันเพียง 2.14 บาท/ลิตร ไม่นับว่าโรงกลั่นรับกำไรทันที “ทุกลิตร” ที่กลั่น แต่กองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกภาระจ่ายหนี้คืนกองทุนฯ นานหลายปีผ่านราคาน้ำมัน

สำหรับโรงกลั่นแล้ว รัฐใช้กฎหมาย “สะกิด” เบาๆ ให้ลดกำไรนิดหน่อย แต่ในทางกลับกันรัฐบาลกลับตั้งท่าบีบให้กองทุนฯ กู้เงินมาอุดหนุนราคาน้ำมัน ซึ่งกระทรวงการคลัง เตรียมเสนอออก พ.ร.ก.กู้เงิน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง


ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว หากรัฐบาลกล้า ๆ หน่อย กล้าใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ปี 2516 กดค่ากลั่นลงที่ระดับปกติ คือ 2-3 บาท เม็ดเงินจากกำไรส่วนเกินต่อเดือนกว่า 30,000 ล้านบาท สามารถนำมาล้างหนี้กองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบอยู่ 5.6 หมื่นล้านบาท ให้หมดไปได้ภายในเวลาเพียง 2 เดือน แต่รัฐบาลเลือกที่จะทิ้งกำไรนี้ไว้ที่โรงกลั่น และปล่อยให้กองทุนน้ำมันฯ แบกหนี้ต่อไป

 การที่รัฐบาลป่าวประกาศลดค่ากลั่น 2 บาท จึงเป็นแต่เพียงการเบี่ยงเบนประเด็น เพราะในความเป็นจริงสามารถประหยัดเงินให้ประชาชนได้เพียงวันละ 200 ล้านบาท ประชาชนได้ส่วนลดเศษเงิน ขณะที่ยอมให้โรงกลั่นเก็บกำไรส่วนเกินเป็นฟ่อนสูงถึงวันละ 1,000 ล้านบาท

ความย้อนแย้งที่ชัดที่สุดคือ ในขณะที่โรงกลั่นในเครือ ปตท. และกลุ่มทุนข้ามชาติฟันกำไรมหาศาล รัฐบาลกลับยังคงต้องใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯกู้เงินจากสถาบันการเงินซึ่งมีภาระภาษีมาช่วยพยุงราคา ทั้งที่สามารถลดกำไรที่ต้นทางได้ทันทีด้วยกฎหมายที่มีในมือ 

 อ้างช่วยกลุ่มเปราะบาง อำพรางไม่ลดภาษี  

ความที่รัฐเล่นหลายบทหลายหน้า สร้างความสับสนซับซ้อนซ่อนทับผลประโยชน์ที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ยาก แต่กระนั้นรูปธรรมที่ฟ้องว่ารัฐบาลห่วงแต่ “กระเป๋าเงิน” ของตนเองก็ฉายชัดกรณีที่รัฐบาลยืนยันไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งเปรียบเสมือนบ่อเงินบ่อทอง โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บได้ในแต่ละปี

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2568 ภาษีน้ำมันครองสัดส่วนถึง 51% ของรายได้รวมกรมสรรพสามิต หรือคิดเป็นเงินประมาณ 243,681 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายปี 2569 กระทรวงการคลังตั้งเป้าขยายรายได้รวมของกรมสรรพสามิตให้ทะลุ 5.7 แสนล้านบาท โดยภาษีน้ำมันยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญหากรัฐบาลสั่งลดภาษีน้ำมันลงเพียง 1 บาทต่อลิตร จะทำให้รายได้รัฐหายไปทันทีประมาณ 2,800 ล้านบาทต่อเดือน แบ่งเป็นดีเซล 2,000 ล้านบาท และเบนซิน 800 ล้านบาท

การที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สร้างพล็อตเรื่องกลุ่มเปราะบางกับภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ที่ไม่ยอมลด เป็นเสมือนเกราะกำบังทางวาทกรรม เพื่อรักษาฐานรายได้ที่แน่นอนที่สุดของรัฐไว้ ในขณะที่ปล่อยให้กองทุนน้ำมันฯ แบกหนี้ และโรงกลั่นกวาดกำไรส่วนเกินต่อไป

และเมื่อมาดูตัวเลขงบเยียวยาจริง ๆ สำหรับ “กลุ่มเปราะบาง” ที่รัฐบาลอนุมัติล่าสุด ในเดือนเมษายน 2569 นี้ ประกอบด้วย งบเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐบาลเตรียมชงงบเพียง 1,300 ล้านบาท เพื่อเพิ่มเงินให้ผู้ถือบัตร 13.4 ล้านคน อีกคนละ 100 บาท เป็นเวลา 1 เดือน งบช่วยเหลือภาคขนส่ง อนุมัติวงเงินประมาณ 1,600 ล้านบาท และรวมงบเยียวยาเร่งด่วน อยู่ที่ประมาณ 2,900 - 3,000 ล้านบาท เป็นเวลา 1 เดือน ถือเป็นสัดส่วนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่รัฐบาลจัดเก็บไป และกำไรที่โรงกลั่นได้รับ ดังนั้น ที่รัฐบาลไม่กล้าใช้อำนาจกดราคาลง การอ้างว่าไม่ลดภาษีเพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางคือ “การเบี่ยงเบนประเด็น” อย่างชัดเจน


ยังมีการเบี่ยงเบนกระแสในปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไร้คำตอบ คือเรื่องการเช็กสต็อกที่ยังเป็นปริศนา แม้รัฐบาลจะมีการตรวจคลังน้ำมันบางแห่ง แต่ในภาพรวมระบบตรวจสอบสต็อกก่อนปรับราคายังถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส ประชาชนยังไม่เห็นตัวเลขสต็อกจริงของแต่ละโรงกลั่นและคลังน้ำมันขนาดใหญ่ที่ชัดเจนก่อนประกาศปรับราคาทุกครั้งเช่นเดิม

ส่วนข้อกังขา “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน และคดี “น้ำมันล่องหน” ก็มีความคืบหน้าล่าช้าจนน่าสงสัย กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังตรวจสอบเรื่อง น้ำมันหายไปกว่า 57 ล้านลิตร ระหว่างการขนส่งทางทะเลในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ล่าสุด DSI พบว่ามีเที่ยวเรือต้องสงสัยเพิ่มขึ้นจาก 96 เที่ยว เป็น 99 เที่ยว แต่สถานะคดียังอยู่ในขั้นตอนสืบสวนรวบรวมข้อมูล และเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดคดีพิเศษในวันที่ 9 เมษายน 2569 นี้

 สรุปคือ พบพิรุธเพิ่มแต่ยังไม่จับ “ไอ้โม่ง” ที่อยู่เบื้องหลังการกักตุนและการหายไปของน้ำมันมูลค่ามหาศาลยังไม่ถูกดำเนินคดีอย่างเป็นรูปธรรม

พล็อตเบี่ยงเบนที่แยบยลของรัฐบาลนายอนุทินและนายเอกณัฏ ทั้งหลายทั้งปวง ประชาชนคนไทยคงมีคำถาม “ทั้ง “หนู” และ “ขิง” รวมถึง “กระทรวงพลังงาน” มีไว้ทำเพื่อ?