xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

6 โรงกลั่น เครือปตท.อู้ฟู่สุด เผยโฉมคนฟาดกำไร “ตัวจริง”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - อยากรู้กันไหมว่า 6 โรงกลั่นที่ฟันกำไรส่วนเกินไม่ต่ำกว่า 30,000 ต่อเดือน ใครที่ได้เป็นกอบเป็นกำมากที่สุด

จากข้อมูลของ กรมธุรกิจพลังงาน และ Krungsri Research กำลังการผลิตรวมของไทยอยู่ที่ประมาณ 1,232,000 บาร์เรลต่อวัน โดยแบ่งตามรายโรงงาน ดังนี้

ไทยออยล์ (TOP) : 275,000 บาร์เรล/วัน (สัดส่วน ~22.3%)

พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC): 285,000 บาร์เรล/วัน (สัดส่วน ~23.1%)

ไออาร์พีซี (IRPC): 215,000 บาร์เรล/วัน (สัดส่วน ~17.5%)

บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP): 120,000 บาร์เรล/วัน (สัดส่วน ~9.7%)

บางจาก ศรีราชา (BSRC - เอสโซ่เดิม): 177,000 บาร์เรล/วัน (สัดส่วน ~14.4%)

สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนนิ่ง (SPRC): 160,000 บาร์เรล/วัน (สัดส่วน ~13.0%)

หากใช้ตัวเลขกำไรส่วนเกินรวมที่ 30,000 ล้านบาทต่อเดือน เป็นตัวตั้ง เม็ดเงินจะถูกจัดสรรตามสัดส่วนกำลังการผลิตได้โดยประมาณ ดังนี้

กลุ่ม ปตท. (TOP, PTTGC, IRPC) ครองส่วนแบ่งกำไรส่วนเกินสูงสุดรวมกันประมาณ 18,870 ล้านบาท/เดือน (หรือประมาณ 62.9% ของทั้งหมด)

PTTGC ประมาณ 6,930 ล้านบาท/เดือน

ไทยออยล์ (TOP) ประมาณ 6,690 ล้านบาท/เดือน

IRPC: ประมาณ 5,250 ล้านบาท/เดือน

กลุ่มบางจาก (BCP + BSRC) หลังการควบรวมกิจการ ทำให้ครองส่วนแบ่งรวมประมาณ 7,230 ล้านบาท/เดือน (หรือประมาณ 24.1%)

บางจาก ศรีราชา (BSRC) ประมาณ 4,320 ล้านบาท/เดือน

บางจาก (BCP) ประมาณ 2,910 ล้านบาท/เดือน

สตาร์ ปิโตรเลียม (SPRC) ประมาณ 3,900 ล้านบาท/เดือน (หรือประมาณ 13.0%)

แม้รัฐบาลจะสั่งลดราคา 2 บาท แต่บริษัทในเครือ ปตท. ซึ่งมีรัฐถือหุ้นใหญ่ยังคงได้รับกำไรส่วนเกินที่ผิดปกติสูงถึงเกือบ 1.9 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ตอกย้ำว่านายเอกณัฏ ไม่กล้าใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนแต่อย่างใด

ยิ่งเมื่อกางงบการเงินของ 6 ยักษ์ใหญ่พลังงาน จะเห็นภาพความมั่งคั่งที่สวนทางกับความอัตคัดของประชาชน การลดค่ากลั่นเพียง 2 บาท จึงเป็นเพียงเศษเสี้ยวของกำไรระดับหมื่นล้านที่บริษัทเหล่านี้กวาดไปได้ในแต่ละไตรมาส

อ้างอิงจากรายงานผลประกอบการที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ และการวิเคราะห์ส่วนต่างกำไร (Gross Refinery Margin - GRM) ในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา จะพบว่า ไทยออยล์ (TOP) มีกำไรสุทธิเฉลี่ย 32,000 - 34,000 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นจากการกลั่น (GRM) ประมาณ $10 - $14 / บาร์เรล

พีทีที โกลบอล (PTTGC) มีกำไรสุทธิเฉลี่ย 15,000 - 20,000 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นจากการกลั่น ประมาณ $9 - $12 / บาร์เรล

ไออาร์พีซี (IRPC) มีกำไรสุทธิเฉลี่ย10,000 - 12,000 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นจากการกลั่น ประมาณ $8 - $11 / บาร์เรล

บางจาก (BCP) มีกำไรสุทธิเฉลี่ย 13,000 - 15,000 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นจากการกลั่น ประมาณ $11 - $13 / บาร์เรล

สตาร์ ปิโตรเลียม (SPRC) มีกำไรสุทธิเฉลี่ย 7,000 - 9,000 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นจากการกลั่น ประมาณ$7 - $10 / บาร์เรล

บางจาก ศรีราชา (BSRC) มีกำไรสุทธิเฉลี่ย 6,000 - 8,000 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นจากการกลั่น$8 - $10 / บาร์เรล

ในภาวะปกติ ค่าการกลั่น (GRM) จะอยู่ที่ประมาณ $3 - $5 ต่อบาร์เรล แต่ในช่วงปี 2568-2569 ค่าการกลั่นดีดตัวขึ้นไปถึง $10 - $15 ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 300% ในขณะที่ค่าครองชีพประชาชนถูกกดทับ รัฐบาลอ้างว่าไม่มีเงินอุดหนุนน้ำมันและกองทุนฯ ติดลบ แต่บริษัทเหล่านี้กลับมีการประกาศจ่ายเงินปันผล ในอัตราที่สูงให้กับผู้ถือหุ้น นั่นหมายถึงบริษัทมี “เงินเหลือ” มหาศาลจากการเก็บค่าการกลั่นที่สูงเกินจริง และงบกระแสเงินสดของโรงกลั่นทั้ง 6 ราย ในช่วงวิกฤตพลังงานมีสถานะ “เป็นบวก” อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งขัดแย้งกับสถานะ “ถังแตก” ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างรุนแรง

**เจาะ 3 กลุ่มผู้รับประโยชน์ตัวจริง**

ตามไปเจาะลึกโครงสร้างผู้ถือหุ้นล่าสุด (ข้อมูล ณ มีนาคม - เมษายน 2569) พบว่าผู้รับประโยชน์ตัวจริงจาก “กำไรส่วนเกิน” ของโรงกลั่นน้ำมันไทย 6 แห่ง สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ สะท้อนความย้อนแย้งระหว่าง “ผลประโยชน์ของรัฐ” “กลุ่มทุนข้ามชาติ” และ “ภาระของประชาชน” ดังนี้

กลุ่มแรกสุดคือ กลุ่มรัฐและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นผู้รับผลประโยชน์รายใหญ่ที่สุด กลุ่มนี้ครองส่วนแบ่งในโรงกลั่นหลักถึง 3 แห่ง คือ TOP, PTTGC, IRPC และบางส่วนใน BCP ซึ่งกระทรวงการคลัง ถือหุ้นใหญ่โดยตรงใน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) ประมาณ 51.38% และ PTT เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในโรงกลั่นเครือ ปตท. ได้แก่ ไทยออยล์ (TOP) 45.03%, PTTGC 45.18% และ IRPC 45.05% (ข้อมูลโดยประมาณ)

นอกจากนั้น ยังมีกองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง ถือหุ้นกระจายอยู่ในทุกโรงกลั่นข้างต้น ประมาณ 1.5% - 7.8%

แม้ประชาชนจะจ่ายค่าน้ำมันแพง แต่กำไรส่วนเกินนี้ถูกเปลี่ยนเป็นเงินปันผลกลับคืนสู่ ปตท. และกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นรายได้รัฐ ทำให้รัฐบาลมีสถานะเป็นทั้ง “ผู้ควบคุมราคา” และ “ผู้รับประโยชน์จากกำไร” ในคราวเดียวกัน

กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มทุนข้ามชาติและนอมินี หรือผู้รับประโยชน์ต่างชาติ กลุ่มนี้รับผลประโยชน์ในรูปของเงินปันผล อาทิ Chevron South Asia Holdings ถือหุ้นใหญ่ใน SPRC ถึง 60.56% และกลุ่ม Nominees เช่น South East Asia UK, State Street Europe ถือหุ้นกระจายอยู่ในทุกโรงกลั่นรวมกันประมาณ 5-15%

กลุ่มที่สาม กลุ่มสถาบันและกองทุนในประเทศ ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ทางอ้อม

และยังมีสำนักงานประกันสังคม ถือหุ้นใน PTT และ BCP ประมาณ 1-2% ส่วนบางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ปัจจุบันถือหุ้นใน บางจาก ศรีราชา (BSRC) ถึง 99.72% หลังการควบรวมกิจการเสร็จสิ้นในเดือนธันวาคม 2568

หากเจาะลึกโครงสร้างคณะกรรมการหรือบอร์ดของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันยักษ์ใหญ่ในไทย จะพบว่า “คนของรัฐ” เข้าไปนั่งกุมนโยบายในฐานะกรรมการโดยเฉพาะกลุ่ม ปตท. และบางจาก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มักถูกวิจารณ์ว่า เอนเอียงเข้าทางกลุ่มทุนมากกว่าประชาชน