ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ภารกิจประวัติศาสตร์ “อาร์เทมิส 2 (Artemis II)” โดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) ได้นำมนุษย์ไปเยือนดวงจันทร์อีกครั้งในรอบ 53 ปี เข้าใกล้ดวงจันทร์มากที่สุดประมาณ 6,500 กิโลเมตร เหนือพื้นผิวดวงจันทร์และอยู่ห่างจากโลกมากที่สุดประมาณ 406,778 กิโลเมตร
กล่าวสำหรับ “อาร์เทมิส 2 (Artemis II)” ออกเดินทางสู่ดวงจันทร์ด้วยยานอวกาศโอไรออน (Orion) ซึ่งถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยพลังของจรวดที่ทรงพลังที่สุดในโลกอย่าง เอสแอลเอส (Space Launch System – SLS) จากฐานปล่อย 39B ณ ศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา ของวันที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 18.24 น. ตามเวลาท้องถิ่น เป็นการนำมนุษย์มุ่งสู่ดวงจันทร์ในรอบ 5 ทศวรรษ หลังจากนับตั้งแต่ภารกิจ “อพอลโล (Apollo)” บินสำรวจดวงจันทร์ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1972
โดย NASA ประกาศภารกิจนี้จะส่งนักบินหญิงคนแรกและนักบินอวกาศสีผิวคนแรกไปเหยียบดวงจันทร์ เพื่อแสดงความก้าวหน้าของสังคมมนุษย์ และเพื่อยืนยันความเป็นผู้นำด้านอวกาศของสหรัฐฯ โดยส่งมนุษย์อวกาศ 4 คน ขึ้นยานอวกาศเพื่อเดินทางโคจรรอบดวงจันทร์เป็นเวลา 10 วัน แต่ยังไม่มีแผนในการจอดลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ ซึ่งการลงจอดจะเกิดขึ้นในภารกิจถัดไปประกอบด้วย
1. นักบินอวกาศ รีด ไวส์แมน (Reid Wiseman) ผู้บัญชาการภารกิจ (Mission Commander), 2. นักบินอวกาศ วิคเตอร์ โกลเวอร์ (Victor Glover) นักบิน (Pilot), 3. นักบินอวกาศ คริสตินา คอช (Christina Koch) ผู้เชี่ยวชาญภารกิจ 1 (Mission Specialist 1) และ 4. นักบินอวกาศ เจเรมี แฮนเซน (Jeremy Hansen) ผู้เชี่ยวชาญภารกิจ 2 (Mission Specialist 2) จากองค์การอวกาศแคนาดา (CSA)
“อาร์เทมิส 2” เข้าใกล้ดวงจันทร์มากที่สุดประมาณ 6,500 กิโลเมตร เหนือพื้นผิวดวงจันทร์ และอยู่ห่างจากโลกมากที่สุดประมาณ 406,778 กิโลเมตร นับเป็นภารกิจที่ต้องจารึกว่ามนุษย์เดินทางไกลโลกที่สุดในประวัติศาสตร์ และการโคจรเข้าใกล้ดวงจันทร์นักบินอวกาศได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์ลักษณะภูมิประเทศบนพื้นผิวดวงจันทร์ พร้อมกับศึกษาดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ และได้สัมผัสกับปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงซึ่งเป็นภาพที่ไม่สามารถมองเห็นบนโลกได้ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ
ยาน Orion จะบินผ่านและมีระยะใกล้ดวงจันทร์ที่สุดในช่วงเช้าของวันที่ 7 เมษายน 2026 (ตามเวลาประเทศไทย) โดยการเดินทางในครั้งนี้ ใช้การเดินทางแบบ Free - return trajectory โดยเส้นทางได้เดินทางจากโลกแล้วอ้อมด้านไกลหรือด้านมืดของดวงจันทร์ และใช้แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ช่วยเหวี่ยงยานกลับมายังโลก โดยเส้นทางกลับสู่โลก มีกำหนดการเดินทางสู่พื้นผิวโลกในวันที่ 11 เมษายน 2026
ทั้งนี้ ขณะที่ยาน Orion เดินทางเข้าใกล้ดวงจันทร์ NASA ก็ได้มีการเผยแพร่ภาพโลกของเราให้ได้ชมความสวยงามจากมุมมองต่างๆ จากยาน Orion ที่กำลังมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ เช่น ภาพ Hello World ภาพโลกทั้งใบที่ถ่ายโดย รีด ไวส์, ภาพ Artemis II Captures the Terminator Line , ภาพ Spaceship Earth ฯลฯ ให้ได้ชมความสวยงามโลกของเราจากมุมมองยาน Orion ซึ่งแต่ละภาพสวยงามไม่แพ้ภาพ The Blue Marble ภาพโลกทั้งใบในตำนาน ที่ถ่ายโดยลูกเรือของภารกิจ Apollo 17 เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1972 ที่ระยะห่างประมาณ 450,00 กิโลเมตรจากโลก
อย่างไรก็ดี การปล่อยภารกิจ “อาร์เทมิส 2” สู่ดวงจันทร์ของ NASA เป็นที่ถูกจับตาในประเด็นการแข่งขันการทางอวกาศยุคใหม่ (New Space Race)
ย้อนไทม์ไลน์โครงการอาร์เทมิส (Artemis) เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 ธันวาคม 2017 โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามใน Space Policy Directive 1 เป็นคำสั่งทางนโยบายให้อวกาศสหรัฐมุ่งเป้ากลับไปส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์อีกครั้ง จากนั้นชื่อของ “อาร์เทมิส (Artemis)” ซึ่งเป็นชื่อของเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ ซึ่งเป็นฝาแฝดของ อพอลโล (Apollo) ถูกประกาศอย่างเป็นทางการในภายหลังเมื่อเดือนพฤษภาคม 2019 โดย NASA
โครงการอาร์เทมิสเป็นการรวบรวมและปรับปรุงโครงการในอดีตที่เคยถูกยกเลิกไป อย่าง ยาน Orion และ จรวด SLS (Space Launch System) พัฒนาจากโครงการ Constellation ของรัฐบาลก่อนหน้าที่ถูกยกเลิกไป โดยมีการจ้างบริษัทเอกชนต่างๆ มาร่วมสร้างมาตรฐานการสำรวจอวกาศร่วมกัน
โดยมีเหตุผลสำคัญคือเรื่องของการสร้างฐานที่มั่นถาวร (Sustainability) อาร์เทมิสไปเพื่ออยู่ระยะยาว ต้องการสร้างสถานีอวกาศ Gateway โคจรรอบดวงจันทร์ และสร้างฐานบนพื้นผิวเพื่อขุดหาน้ำแข็งมาทำเป็นเชื้อเพลิงและออกซิเจน ไปสู่การทำเหมืองในอนาคต และนับเป็นก้าวสู่ดาวอังคารต่อไป
สำหรับเป้าหมายหลักของการไปดวงจันทร์คือการยึดครองทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ที่หาไม่ได้บนโลกหรือการไปทำเหมือง ซึ่งมีการค้นทรัพยากรเปลี่ยนโลกบนดวงจันทร์
อาทิ “น้ำแข็ง” ซึ่งเปรียบดัง “ทองคำขาวแห่งอวกาศ” ที่ขั้วใต้ (South Pole) ของดวงจันทร์ น้ำแข็งมีอยู่ตามก้นหลุมอุกกาบาตที่มืดมิดตลอดกาล (Permanently Shadowed Regions) เย็นจัดจนน้ำแข็งไม่ระเหย ประการสำคัญ คือ ใช้อุปโภคได้ ใช้ทำเชื้อเพลิงได้ หากแยกน้ำ (H2O) ออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงจรวดสำหรับการไปดาวอังคารต่อไป ซึ่งจะทำให้ดวงจันทร์กลายเป็นปั๊มน้ำมันกลางอวกาศ
“ฮีเลียม-3 (Helium-3)” พลังงานสะอาดไร้ขีดจำกัดซึ่งบนโลกแทบไม่มี แต่บนดวงจันทร์มีการสะสมของไอโซโทปนี้จากลมสุริยะมานับพันล้านปี ซึ่งมันคือเชื้อเพลิงสำหรับปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น โดยมีข้อมูลเผยว่าฮีเลียม-3 เพียง 25 ตัน หรือประมาณรถบรรทุก 1 คัน สามารถผลิตไฟฟ้าให้สหรัฐฯ ใช้ได้ทั้งประเทศหนึ่งปีเต็ม แต่การสกัดฮีเลียม-3 ยังคงเป็นความท้าอย่างมาก
และแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ที่ไม่เคยหลับใหล เรียกว่า “Peaks of Eternal Light บนขั้วใต้ดวงจันทร์ เป็นจุดที่แสงแดดส่องถึงเกือบตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งบริเวณนี้จะกลายเป็นสถานีผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ ส่งพลังงานให้ฐานทัพและเหมืองแร่บนดวงจันทร์ เป็นต้น
และทั้งหมดนี้เพื่อยืนยันความเป็นผู้นำด้านอวกาศของสหรัฐฯ


