ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
บทบาทของคอมปราดอร์ (ต่อ)
การที่กว่างโจวเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าต่างประเทศของจีนนี้ทำให้มีคำถามว่า ถ้าเช่นนั้นทำไมชาวต่างชาติจึงเรียกกว่างโจวว่า แคนตัน (Canton) ทั้งยังเป็นคำที่ถูกนำมาใช้เป็นชื่อสถานประกอบการต่างๆ แม้ในทุกวันนี้ ในที่นี้จะขอตอบคำถามนี้คั่นไว้ก่อนพอให้ได้เข้าใจ
ประการแรกสุดคือ แคนตันเป็นคำที่ชาวโปรตุเกสเรียกเมืองกว่างโจว ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) และเมื่อชาวตะวันตกเข้าไปคลุกคลีตีโมงกับเมืองนี้นานเข้า อะไรที่ตนได้สัมผัสในเมืองนี้ไม่ว่าจะผู้คน อาหาร ภาษา หรือวัฒนธรรม จึงสื่อถึงความเป็นกว่างโจว (Cantonese) ไปด้วย
ประการต่อมา เมื่อคำว่า แคนตัน ถูกใช้ในความหมายที่ว่าไปแล้วก็ทำให้เห็นว่าคำนี้มีปฏิสัมพันธ์กับคำว่า กว่างตง อันเป็นชื่อมณฑล และทำให้ความเป็นกว่างโจวกับความเป็นกว่างตงดูเหมือนเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ก็ยังคงใช้คำว่า Cantonese เช่นเดิม
ดังนั้น ผู้คน อาหาร ภาษา หรือวัฒนธรรมของแคนตันจึงกลายเป็นคนกว่างตง อาหารกว่างตง ภาษากว่างตง และวัฒนธรรมกว่างตง ในแง่นี้จึงทำให้เห็นว่า แคนตัน มีความหมายที่ซ้อนทับกันระหว่างความเป็นกว่างโจวกับความเป็นกว่างตง
ในที่นี้เห็นว่า การซ้อนทับกันนี้มีที่มาจากภาษาที่ใช้กันในกว่างโจวเป็นหลัก ซึ่งกล่าวในทางภาษาศาสตร์แล้วภาษากวางตุ้งที่เราเรียกกันนั้นก็คือ ภาษาเยี่ว์ย (เยี่ว์ยอวี่) ที่เป็นหนึ่งในห้าสาขาของภาษาจีน
ทั้งนี้ภาษาจีนแบ่งเป็นห้าสาขาคือ หนึ่ง กวานฮว่าฟังเอี๋ยน (官话方言) เป็นภาษาที่ใช้กันในหมู่ชนชั้นสูงหรือขุนนาง (mandarin) ซึ่งก็คือ ภาษาจีนกลางในปัจจุบัน สอง อู๋อี่ว์ (吴语) เป็นภาษาที่ใช้กันในมณฑลเจ้อเจียง สาม หมินอี่ว์ (闽语) เป็นภาษาที่ใช้กันในมณฑลฝูเจี้ยน สี่ เยี่ว์ยอี่ว์ (粤语) เป็นภาษาที่ใช้กันในมณฑลกว่างตง และ ห้า เค่อเจียอี่ว์ (客家语) ภาษานี้ก็คือภาษาจีนฮากกา (Hakka) หรือจีนแคะ แต่ละสาขาตามที่กล่าวมานี้ยังแยกออกเป็นอนุสาขาได้มากกว่าสามอนุสาขา ซึ่งในที่นี้ขอละไว้ไม่กล่าวถึง
จากเหตุดังกล่าว คำว่า แคนตัน จึงมีความหมายสองนัย นัยหนึ่ง หมายถึงเมืองกว่างโจว อีกนัยหนึ่ง หมายถึงมณฑลกว่างตงโดยมีฐานของภาษาพูดรองรับ คำว่า แคนตัน จึงเป็นคำที่มีเอกลักษณ์ ด้วยเป็นคำที่มีที่มาจากการออกเสียงของชาวโปรตุเกส ในฐานะที่เป็นชาติแรกที่เข้ามาทำการค้าในกว่างตง และก็ด้วยเหตุผลที่คล้ายกันนี้ จึงมีคำจีนอีกจำนวนหนึ่งที่ทับศัพท์จากการออกเสียงของชาวโปรตุเกส
เช่นคำว่า แคนตัน นี้เป็นภาษาจีนถิ่นที่เกิดจากการ “ได้ยิน” ของชาวตะวันตก ซึ่งพอออกเสียงทับศัพท์แล้วไม่ว่าจะยังไงก็ไม่ตรงกับภาษาถิ่นนั้นๆ กล่าวคือ “ได้ยิน” คนกวางต่งเรียกเมืองกว่างโจวด้วยภาษาถิ่นว่า กว่องเจา แต่ออกเสียงเพี้ยนมาเรื่อยๆ จนกลายเป็น แคนตัน ในที่สุด เป็นต้น
เช่นเดียวกับคำว่า มาเก๊า (Macau) ที่มีชื่อเดิมในเสียงจีนกลางคือ อามากั่ง (阿/亚妈港) หรืออาหมากั่ง (阿马港) นั้น กล่าวกันว่า แรกที่ชาวโปรตุเกสเข้ามายังมาเก๊าก็ได้ถามคนพื้นเมืองว่า เมืองที่ตนเข้ามานี้มีชื่อว่ากระไร คนพื้นเมืองตอบด้วยภาษาถิ่นว่า หม่ากอก (Ma-Kok) ซึ่งก็คือ หม่าเก๋อ (马阁) ในภาษาจีนกลาง แต่ชาวโปรตุเกสเรียกชื่อเมืองนี้ตามที่ “ได้ยิน” ว่า มาเก๊า เป็นต้น
ที่นี้ขอกลับมายังเรื่องของเราต่อ คือ เมื่อ ฮอปโป มีอิทธิพลทางการค้าสูงแล้ว ต่อมาฮอปโปหรือนายอากรจึงได้ผูกขาดและมีอำนาจในธุรกิจ 13 ประเภทที่เรียกว่า หอง (hong, หาง ในภาษาจีนกลาง) ที่หมายถึง อาชีพ พ่อค้าเหล่านี้จึงถูกเรียกว่า พ่อค้าหอง (hong merchants)
พ่อค้าหองเหล่านี้ได้ตั้งองค์กรการค้าของตนขึ้นมาเรียกว่า โคหอง (Cohong, กงหาง ในภาษาจีนกลาง) ที่หมายถึง การค้าหลวง
จากการค้าหลวงดังกล่าวนี้เอง ที่ต่อมาได้นำมาซึ่งอาชีพของบุคคลกลุ่มหนึ่งที่แรกก็ทำตนเหมือนนายหน้า แต่ต่อมาก็คือ คอมปราดอร์ ทั้งนี้ด้วยเหตุที่ว่า พ่อค้าหองจำต้องใช้งานคอมปราดอร์ในการติดต่อกับชาวตะวันตก และเมื่อต้องใช้งานคอมปราดอร์ พ่อค้าหองจึงต้องให้การรับรองคอมปราดอร์ไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ พ่อค้าหองและคอมปราดอร์จึงมีบทบาทในการทำให้รัฐบาลได้ผูกขาดการค้าต่างประเทศ ตอนที่คอมปราดอร์เริ่มปรากฏเงาร่างในระยะแรกนั้น หลินเจ๋อสีว์ (1785-1850) ขุนนางผู้ใหญ่ในเวลานั้นได้บรรยายภาพของคอมปราดอร์เอาไว้ว่า
“คอมปราดอร์เป็นผู้จัดหาและรับผิดชอบแรงงานให้กับการค้าของชาวต่างชาติ จัดหาให้ไม่เว้นแม้แต่ยามเฝ้าประตู ทั้งยังทำหน้าที่เป็นล่ามให้กับบุคคลที่เขาแนะนำอีกด้วย แต่จากการเป็นล่ามที่ทำให้พ่อค้าหองเรียกใช้งานคอมปราดอร์นี้เอง รัฐบาลจึงจัดให้คอมปราดอร์เป็นบุคคลชั้นหนึ่งที่รับผิดชอบพฤติกรรมของบุคคลในอีกชั้นรองลงมา ซึ่งเป็นการตรวจสอบไปในตัวก่อนที่รัฐบาลจะยินยอมให้บุคคลนั้นประกอบการได้”
ในขณะที่ขุนนางฝ่ายตรวจสอบอีกคนหนึ่งได้ถวายรายงานเรื่องคอมปราดอร์ ต่อทางราชสำนักโดยมีใจความว่า
“เป็นชาวจีนโดยกำเนิดที่รู้ภาษาต่างประเทศ และเป็นตัวแทนในการให้ความช่วยเหลือแก่พ่อค้าจีนกับต่างชาติในฐานะ “คนกลาง” (middlemen) แต่แรกเริ่มพวกเขาเป็นพนักงานของบริษัทต่างชาติที่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าเป็นนายหน้า จนเมื่อไม่นานมานี้ด้วยทุนส่วนตัว พวกเขาจึงได้ทำการค้ากับชาวต่างชาติโดยตรง เมื่อไรก็ตามที่สินค้าถูกส่งออก พวกเขาก็จะเข้ามาดูเรื่องภาษีให้แก่บริษัทต่างชาติ จากนั้นก็จะเรียกเก็บค่าบริการโดยเรียกว่า “ค่าตอบแทน” จากบริษัทต่างชาติ
“ในฐานะ “คนกลาง” พวกเขาจึงมีดีและมีเลวพอกัน ที่เลวที่เกิดกับชาวต่างชาติก็คือ การที่พวกเขาลักลอบขนของเถื่อน และหมกมุ่นกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมายอยู่เสมอ สิ่งที่ชาวต่างชาติมักประสบในเขตของตนอยู่เรื่อยก็คือ การลักลอบนำเข้าเงินแท่งแล้วทดแทนการส่งออกด้วยฝิ่นของพวกเขา ด้วยลักษณะดังว่าคนพวกนี้จึงเป็นได้ก็แต่ผู้ทรยศชาติจีนเท่านั้น”
โดยภาพรวมแล้วคอมปราดอร์จึงมีภาพลักษณ์ไม่สู้ดี หรือมีด้านเลวมากกว่าด้านดี เมื่อเป็นเช่นนี้คอมปราดอร์ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของจีนจึงเป็นบุคคลที่น่ารังเกียจ ยิ่งในสายตาของพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วยแล้ว คอมปราดอร์ถึงกับเป็นชนชั้นที่กดขี่ขูดรีดที่พึงถูกกำจัด ที่จะเห็นได้จากทัศนะของ เหมาเจ๋อตง (1893-1976) อดีตผู้นำจีนที่เคยกล่าวถึงคอมปราดอร์ หรือที่เหมาเรียกว่า “นายหน้า” นั้นว่า
“....ในประเทศจีนซึ่งเป็นกึ่งเมืองขึ้นและเศรษฐกิจล้าหลังนี้ ชนชั้นเจ้าที่ดินและชนชั้นนายหน้าล้วนเป็นบริวารของชนชั้นนายทุนสากลทั้งสิ้น การดำรงอยู่และการคลี่คลายขยายตัวของชนชั้นนี้ขึ้นอยู่กับจักรพรรดินิยม ชนชั้นเหล่านี้เป็นตัวแทนความสัมพันธ์การผลิตที่ล้าหลังที่สุดและปฏิกิริยาที่สุดของจีน ขัดขวางการพัฒนาของพลังการผลิตของจีน พวกเขากับจุดหมายของการปฏิวัติของจีนเข้ากันไม่ได้อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นเจ้าที่ดินใหญ่และชนชั้นนายหน้าใหญ่ได้ยืนอยู่กับฝ่ายจักรพรรดินิยมตลอดมา เป็นพวกปฏิปักษ์ปฏิวัติอย่างที่สุด ตัวแทนทางการเมืองของพวกนี้คือพวกรัฐนิยม และฝ่ายขวาของก๊กมินตั๋ง”


