xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

วิวัฒนาการระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของสวีเดน (81 ): ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรกของสวีเดน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 Samuel Akerheilm
 คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร

 หลัง ค.ศ. 1746 The Hats การกำจัด the Caps ให้สิ้นซาก
และการครองอำนาจเบ็ดเสร็จ—พรรคหนึ่งเดียวแห่งชาติสวีเดน 

ปฏิบัติการการกำจัดคู่ต่อสู้ทางการเมืองของ the Hats มิได้หยุดอยู่เพียงแค่ Springer และ Blackwell ทั้งสองเป็นเพียงระดับแมงหวี่แมงวันเท่านั้น แต่เป้าหมายสำคัญแท้จริงที่ the Hats ต้องการกำจัดคือ ผู้นำพรรค the Caps คนล่าสุด นั่นคือ  Samuel Akerhielm ที่ผู้วิจัยได้เคยกล่าวถึงเขาไปแล้วว่าเป็นผู้ที่แข็งกร้าวดุดันและมีบุคลิกภาพผู้นำ ซึ่ง ณ ขณะนั้น เขาเป็นผู้นำฝ่าย the Caps ที่เหลือไม่มากนักในสภาบริหารที่ยังพยายามยืนหยัดต่อต้านขัดขวาง the Hats

หรืออีกนัยหนึ่งคือ การต่อสู้ของ the Caps ภายใต้ Akerhielm ในสภาบริหารถือเป็นความพยายามเฮือกสุดท้ายในสายตาของ the Hats และดังนั้น ถ้าต้องการขุดรากถอนโคนให้สิ้นเพื่อชัยชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด the Hats จะต้องหาทางเด็ดหัวของ the Caps ให้ได้ นั่นคือ กำจัด Akerhielm หลังจากที่คณะกรรมาธิการพิเศษได้พิจารณาคดีและตัดสินลงโทษประหารชีวิต Blackwell ก็ได้ใช้หลักฐานทุกอย่างที่ได้จากคดี Springer และ Blackwell โยงไปสู่ Akerhielm และจากการที่ the Hats ได้สร้างกระแสเกี่ยวกับความมั่นคงในประเด็นการสืบราชสันติวงศ์ ทำให้คณะกรรมาธิการพิเศษนี้มีอำนาจมากกว่าปกติ จนกล่าวได้ว่า คณะกรรมาธิการพิเศษได้กลายเป็นคณะกรรมาธิการพิทักษ์ความมั่นคงปลอดภัยแห่งชาติสวีเดนไป (a commission of public safety) ที่มีอำนาจที่จะคุมขังโดยไม่ต้องผ่านกระบวนตามกฎหมายปกติและมีสิทธิ์ที่จะตัดสินลงโทษโดย “ไม่ต้องผูกมัดด้วยกระบวนการตามกฎหมายที่เคร่งครัดแต่อย่างใด”
 Samuel Akerheilm (1684-1768) เป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่ามีบุคลิกภาพยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคแห่งเสรีภาพ เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดโดยได้รับทุนจากรัฐบาลบริติช และเมื่อเดินทางกลับมาสวีเดน เขาได้เป็นผู้ฝักใฝ่สนับสนุนอังกฤษอย่างรุนแรง เข้ารับราชการในปี ค.ศ. 1707 ในรัชสมัย Charles XII เขามีจุดยืนที่สนับสนุนอำนาจรัฐและคณะกรรมาธิการลับและต่อต้านพระราชอำนาจ และในปี ค.ศ. 1723 เขาได้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงในกิจการสงคราม (secretary of state for the war affairs) และได้เข้าร่วมในกลุ่ม Holstein และเมื่อกลุ่ม Holstein ไม่บรรลุเป้าหมายในที่ประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1727 เขาได้ถูกถอดถอนจากตำแหน่งสมาชิกสภาบริหาร ทำให้เขาเป็นศัตรูกับ Horn ชนิดไม่เผาผี ขณะเดียวกัน เขาก็ต่อต้านนโยบายต่างประเทศที่ก้าวร้าวของฝ่าย the Hats ในการลงมติเกี่ยวกับการทำสงคราม เขาได้ลงมติไม่เห็นด้วย 

ในปี ค.ศ. 1734 เขาได้ถูกเสนอชื่อให้เป็นประธานสภาฐานันดร แต่พ่ายแพ้แก่  Lewenhaupt  ในที่ประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1742-43 เขาได้เป็นหัวหน้าของฝ่ายข้างน้อย นั่นคือ the Caps เขาฝักใฝ่อังกฤษ และสนับสนุนนโยบายต่างประเทศตามระบบของอังกฤษ หากอังกฤษพร้อมที่จะสนับสนุนทางการเงินให้

อีกทั้ง Akerheilm ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับฝรั่งเศสและปรัสเซียด้วย แม้ว่าเขาจะไม่เป็นมิตรกับรัสเซีย แต่ก็พร้อมที่จะสนับสนุนรัสเซีย หากรัสเซียจะสนับสนุนให้พรรค the Caps สามารถประสบความสำเร็จ อีกทั้งเขายังเป็นแกนนำของ the Caps ที่แสดงการสนับสนุนหลักการความรับผิดชอบต่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่เสนอโดย Springer ในที่ประชุมสภาฐานันดร อีกทั้งเขายังต่อต้านนโยบายการออกธนบัตร (paper money) และนโยบายการผูกขาดการค้าของ the Hats

ดังนั้น จากลำพังหลักฐานเกี่ยวกับ Akerhielm ที่กล่าวมานี้ ก็เพียงพอที่จะตั้งข้อสงสัยต่อความรักชาติรักปุติภูมิและการทรยศต่อชาติของเขา โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มข้อหาการวางแผนก่อกวนการสืบราชสันตติวงศ์

แม้ว่า Akerhielm จะต่อต้านอย่างไม่สะทกสะท้านอยูเป็นเวลานาน แต่ในที่สุด เขาก็หมดสภาพและกลัวตาย และพยายามที่จะหาทางที่จะหลบหนีเพื่อลี้ภัยไปอังกฤษผ่านการติดต่อกับ Guy-Dickens  ทูตอังกฤษประจำสวีเดนอยู่ถึงสองครั้ง แต่ในที่สุด เมื่อไม่สำเร็จ เขาได้เสนอที่จะลาออกจากตำแหน่ง และทางฝ่าย the Hats ได้ยอมรับบนเงื่อนไขที่ว่า เขาจะต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไปตลอดชีวิต และเสี้ยนหนามสุดท้ายของ the Hats ก็ได้ถูกกำจัดไปในที่สุด
การทำให้ Akerhielm ต้องลาออกและเลิกยุ่งการเมืองไปตลอดชีวิต ถือเป็นการได้ชัยชนะที่สมบูรณ์ของ the Hats เหล่าพลพรรคที่เหลือของ the Caps ต่างอยู่ในสภาวะที่ตระหนกและสิ้นหวัง แม้ว่าจะมีการปรับปรุงการจัดองค์กรภายในพรรคที่พัฒนาขึ้นกว่าเดิมมากและได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัสเซียและอังกฤษ ก็ไม่สามารถกู้วิกฤตของพรรคขึ้นมาได้ เพราะ Ungern-Sternberg ผู้เป็นหัวหน้าพรรคก็เป็นได้แต่เพียงในนาม เพราะเขาไม่ใช่ผู้นำที่เข้มแข็งสามารถ
สภาวะอันสิ้นหวังของ the Caps ทำให้พวก the Caps ที่เหลือทางเลือกอยู่เพียงสองทาง นั่นคือ ทางหนึ่งคือ เดินหน้าสู้ต่อไป โดยขอความช่วยเหลือจากมหาอำนาจต่างชาติมากขึ้นหรือพยายามหาทางให้มหาอำนาจต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของสวีเดนมากขึ้น ถึงขนาดคาดหวังให้รัสเซียยกทัพเข้ามาในฟินแลนด์ หรือให้ส่งกองกำลังเข้ามาในสวีเดนเพื่อทำการรัฐประหารยึดอำนาจจาก the Hats หรืออีกทางหนึ่งคือ ไม่สู้และยอมรับสภาพอยู่ภายใต้อำนาจของ the Hats และทางเลือกทั้งสองนี้ อีกนัยหนึ่งก็คือ ทางเลือกระหว่างเสี่ยงต่อการเป็นกบฏกับการยอมรับการปกครองของทรราช
ขณะเดียวกัน ภายในปีเดียวกันนั้นเองคือ ค.ศ. 1747 รัสเซียได้เปลี่ยนตัวทูตประจำสวีเดนจาก Korff เป็น N.I. Panin และ Panin ยังคงดำเนินตามนโยบายของ Korff ที่ต้องการให้ทางสวีเดนเปลี่ยนตัวประธานสภาบริหารโดยการถอดถอน Tessin เนื่องจาก Tessin มีความสัมพันธ์อันดีกับ Adolf Frederick และทำให้พระองค์หันเหจากรัสเซียไปหาฝรั่งเศส แต่ Panin ได้มีแถลงการณ์ข่มขู่ก้าวร้าวมากขึ้นและหลังจากการแถลงการณ์ จะมีการเคลื่อนกองกำลังของรัสเซียเข้ามาประชิดชายแดนฟินแลนด์เพื่อแสดงแสนยานุภาพต่อการที่สวีเดนได้แถลงการณ์ “ประกาศแห่งชาติ” (National Declaration) โดย Hopken ในปี ค.ศ. 1746 ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว

และทั้งทางรัสเซียและ Panin เชื่อหรือเข้าใจไปว่า the Hats และมกุฎราชกุมาร Adolf Frederick กำลังวางแผนการทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองกลับมาเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งอาจจะเป็นภัยต่อรัสเซีย เพราะรัสเซียปรารถนาให้การปกครองสวีเดนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ที่รัสเซียเล็งเห็นแล้วว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวนี้ ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อ่อนแอ การเมืองขัดแย้งแตกแยกเป็นฝักฝ่ายไม่มีเอกภาพ เปิดโอกาสให้รัสเซียได้เข้าแทรกแซงผ่านพรรคการเมืองเช่น the Caps ได้ ด้วยเหตุนี้ รัสเซียจึงเล่นบทบาทการเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ให้กับสวีเดน
แต่ในปี ค.ศ. 1750 สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป the Hats ได้ล้มเลิกความคิดที่จะปฏิวัติหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญขยายพระราชอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ หรืออันที่จริง พวกเขาอาจไม่เคยมีความคิดนี้จริงๆมาตลอดเลยก็เป็นได้ ดังนั้น ข้ออ้างในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ของทางรัสเซียจึงหมดความหมายลงไป เพราะ the Hats ได้แสดงเจตนาชัดเจนว่า ไม่ต้องการจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
การขู่คุกคามที่จะทำสงครามกับสวีเดนเพื่อพิทักษณ์รักษารัฐธรรมนูญจึงกลายเป็นพฤติกรรมที่ก้าวร้าวกระหายอำนาจไป และความคาดหวังของฝ่าย the Caps ก็ต้องสูญสลายลงไปด้วย และทางเลือกของ the Caps จึงไม่เหลืออะไรให้เลือกนอกจากการยอมรับการอยู่ภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐบาล the Hats
จะเห็นได้ว่า จากการที่ the Hats สามารถขจัดศัตรูทางการเมืองโดยใช้ข้ออ้างเกี่ยวกับการสืบราชสันตติวงศ์ และก็สามารถทำลายความพยายามของศัตรูทางการเมืองที่จะใช้ประเด็นการสืบราชสันตติวงศ์เป็นข้ออ้างให้มหาอำนาจต่างชาติเข้าแทรกแซงได้อีกด้วย ทำให้ the Hats ได้ขึ้นถึงจุดสูงสุดแห่งอำนาจ
อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า the Hats ได้จงใจใช้วิธี  “การฆาตกรรมทางการเมืองผ่านระบบตุลาการ” (judicial murder)  ในการกำจัดคู่ต่อสู้ทางการเมืองเพื่อครองอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ และจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ในการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างทั้งสองพรรคนี้ ทั้ง the Hats และ the Caps ต่างได้นำพาการเมืองสวีเดนไปสู่การตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองของมหาอำนาจต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นการรับเงินจากฝรั่งเศสของ the Hats หรือการรับเงินจากอังกฤษและรัสเซียของ the Caps ทำให้นักวิชาการที่เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์การเมืองสวีเดนในช่วงยุคแห่งเสรีภาพอย่าง Michael Roberts ได้กล่าวถึงสภาวการณ์ทางการเมืองในสมัยประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1746 นี้ว่าเป็น จุดเริ่มต้นที่พรรคการเมืองสวีเดนอยู่ภายใต้การชี้นำและควบคุมจากต่างชาติ ซึ่งเป็นลักษณะอันโดดเด่นของการเมืองสวีเดนอีกสองทศวรรษต่อจากนี้ อันเป็นลักษณะเด่นของการเมืองสวีเดนภายใต้ยุคที่ได้ชื่อว่ายุคแห่ง  “เสรีภาพ”  ที่ Roberts ได้ใส่คำว่าเสรีภาพในเครื่องหมายคำพูด ทำให้ชวนสงสัยว่า สวีเดนในช่วงนั้นเป็นยุคแห่งเสรีภาพ เสรีภาพแบบไหนที่สวีเดนมี ?

(โปรดติดตามตอนต่อไป)