ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - วิกฤตการณ์มลพิษทางอากาศ “หมอกควัน – ไฟป่า” และ “ฝุ่นพิษ PM2.5” ในพื้นที่ภาคเหนือของไทยทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ค่าฝุ่นพิษ PM2.5 พุ่งต่อเนื่องกลายเป็นเมืองที่มีมลพิษสูงสุดเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ค่า AQI สีม่วงทะลุ 235 ติดต่อกันหลายวันในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมาและส่งผลกระทบสุขภาพอย่างร้ายแรง
นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ หน่วยโรคระบบการหายใจและผู้ป่วยวิกฤต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกมาย้ำเตือนผลกระทบด้านสุขภาพโดยเผยว่า PM 2.5 เพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิตเฉียบพลัน โดยผลกระทบระดับต้นในช่วงค่าฝุ่นสูงคือ อาการระคายเคืองผิวหนัง ผื่นคัน หรือเลือดกำเดาไหล แต่ความเสี่ยงที่น่ากังวลมากกว่าคือผลกระทบต่อระบบหัวใจ หลอดเลือด และสมอง ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเฉียบพลันได้
ทั้งนี้ งานวิจัยในจังหวัดเชียงใหม่พบว่า ทุกการเพิ่มขึ้นของค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นประมาณ 1.8 %ในพื้นที่ที่มีการเผาสูง โดยอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 3.5% ถึง 5% เป็นการเสียชีวิตจากสโตรก กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และโรคปอดกำเริบเฉียบพลัน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเว็บไซต์ IQAir.com ที่จัดลำดับหัวเมืองที่มีค่ามลพิษสูงสุดของโลก ณ วันที่ 2 เมษายน 2569 ระบุว่าจังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย อยู่ในอันดับ 2 ของโลก ดัชนีคุณภาพอากาศ ค่า AQI 231 ระดับสีม่วง ค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 155.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนอันดับ 1 ของโลกอยู่ที่เมืองดาการ์ ประเทศเซเนกัล แต่สถานการณ์ปัญหามลพิษทางอากาศของไทยยังอยู่ในขั้นวิกฤตที่ต้องยกยกระดับการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
กล่าวสำหรับสถานการณ์ปัญหาฝุ่นควันไฟป่าและคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่เลวร้ายต่อเนื่อง สภาพทั่วทั้งตัวเมืองถูกปกคลุมหนาทึบด้วยฝุ่นควันพิษ โดยสาเหตุหลักมาจากไฟป่าที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งการลอบเผาป่าของภาคเกษตร ปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ตลอดจนสภาพอากาศแห้งในช่วงฤดูแล้งทำให้ไฟป่าลุกลามง่าย อีกทั้ง ภูมิประเทศแบบแอ่งกระทะยิ่งกักฝุ่นพิษค่าพุ่งสูงสุดของโลก
ตามข้อมูลล่าสุด รายงานจุดความร้อนจากไฟป่าของจังหวัดเชียงใหม่ 163 จุด หนักที่สุดในพื้นที่อำเภอแม่แตง 26 จุด ดอยเต่า 24 จุด สะเมิง 22 จุด ฮอด 21 จุด และกระจายตัวไปอีก 14 อำเภอด้วยกัน ส่งผลให้ยอดสะสมจุดความร้อนจากไฟป่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 1 เมษายน มีทั้งหมด 5,274 จุด
ส่วนสถานการณ์ไฟป่าของ 17 จังหวัดภาคเหนือ พบจุดความร้อนทั้งหมด 721 จุด ในพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์ 458 จุด ป่าสงวนแห่งชาติ 231 จุด และนอกพื้นที่ป่าอีก 32 จุด โดยจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอนยังคงวิกฤติเรื่องสถานการณ์ไฟป่าสูงสุด 163 และ 161 จุด ตามลำดับ
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat โดยเผยว่าสถานการณ์ปัญหาไฟไหม้ป่ารุนแรงในภาคเหนือในเขตจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำพูน จังหวัดลำปาง สาเหตุหลัก คือ 1. สภาวะทางอุตุนิยมวิทยาโดยจากการคาดการณ์ในปี 2569 ระบุว่าสภาวะลานีญาจะเปลี่ยนกลับสู่ความเป็นกลาง ส่งผลให้ปริมาณฝนลดลง ทำให้ทิศทางลมเปลี่ยนไปและเกิดสภาพอากาศปิดในช่วงเวลากลางคืน อีกทั้ง ความแห้งแล้งสะสมในพื้นที่ป่าโดยเฉพาะช่วงปลายเดือนมีนาคมซึ่งเป็นจุดพีคของฤดูแล้งทำให้เกิดการสะสมของใบไม้แห้งและกิ่งไม้ปริมาณมากซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีโดยเฉพาะช่วงของเวลา14.00 – 16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงสุดของวัน ทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดไฟป่าสูงสุด
2. การลักลอบเผาป่าโดยสาเหตุสำคัญยังคงมาจากการเผาเพื่อหาของป่า ล่าสัตว์ และการกำจัดวัชพืชเพื่อเตรียมพื้น ที่ทำการเกษตร นอกจากนี้ผลกระทบจากมาตรการห้ามเผาในบางพื้นที่ ที่สั่งห้ามเผาโดยเด็ดขาดอาจทำให้ชาวบ้านลักลอบจุดไฟในพื้นที่ป่าลึกหรือจุดจากที่ไกลๆ เพื่อให้ไฟลามมายังพื้นที่ของตนเองทำให้การควบคุมเพลิงทำได้ยากขึ้น
3. มลพิษข้ามแดนจากปรเะเทศเพื่อนบ้าน โดยวันที่ 27 มีนาคม 2569 ดาวเทียมต่างๆ ตรวจพบว่าประเทศไทยมีจุดความร้อนรวม 2,302 จุดโดยพบในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 1,088 จุด (เป็นพื้นที่ที่พบมากที่สุด) ,ป่าสงวนแห่งชาติ 837 จุด, ในพื้นที่เกษตรกรรม 160 จุด สำหรับประเทศเพื่อนบ้านพบจุดความร้อนโดยเมียนมาพบสูงสุดถึง 8,804 จุด,ลาวพบ4,189จุด, กัมพูชา 566 จุด, เวียดนาม 522 จุด และ มาเล เซีย104 จุด ทำให้หมอกควันบางส่วนจากประเทศเมียนมาและสปป.ลาวพัดเข้าประเทศไทย
4. ข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่และทรัพยากรโดยไฟป่าส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนซึ่งมีสภาพเป็นภูเขาสูงชัน ทำให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเข้าถึงพิกัดไฟได้ยากลำบาก นอก จากนี้จำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับพื้นที่ป่าที่ต้องดูแลกว่า45 ล้านไร่ในภาคเหนือ นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดของอา กาศยานช่วยดับไฟซึ่งยังมีอุปสรรคในเรื่องงบประมาณ ความเสี่ยงของนักบิน และความยากในการหาแหล่งน้ำใกล้จุดเกิดเหตุบนดอยสูง
สำหรับการดำเนินการแก้ปัญหาของภาครัฐ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ “นายสุชาติ ชมกลิ่น” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่กำกับดูแล 3-4 จังหวัดภาคเหนืออย่างใกล้ชิด โดยย้ำให้เข้มงวดเรื่องการเผาอย่างเด็ดขาด
ทั้งนี้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีข้อสั่งการด่วนที่สุดให้ทุกจังหวัดยกระดับการปฏิบัติการทันที ภายใต้ 4 แนวทางสำคัญ ประกอบด้วย การเฝ้าระวังเข้มข้น บูรณาการทุกภาคส่วนติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ การบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด กับผู้ลักลอบเผาและผู้ก่อให้เกิดจุดความร้อน การระดมกำลังเต็มศักยภาพ ทั้งกำลังพล เครื่องจักร และอากาศยาน เข้าควบคุมและดับไฟโดยทันที พร้อมการเสริมกำลังข้ามพื้นที่ทันที หากเกินขีดความสามารถของจังหวัด และให้รายงานส่วนกลางเพื่อสนับสนุนโดยเร่งด่วน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานทำงานแบบศูนย์บัญชาการเดียว โดยมอบ ปภ. เป็นหน่วยหลักในการประสานกำลัง โดยเฉพาะการใช้อากาศยาน เช่น เฮลิคอปเตอร์ เพื่อเข้าควบคุมไฟในพื้นที่เข้าถึงยากอย่างมีประสิทธิภาพ
และมีการดำเนินมาตรการปิดป่าเข้มข้น ควบคู่กับการลาดตระเวนและควบคุมการเข้าพื้นที่เสี่ยงอย่างเคร่งครัด เพื่อลดการเกิดจุดความร้อนในเชิงป้องกัน พร้อมสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายรองผู้ว่าราชการจังหวัดลงบัญชาการพื้นที่วิกฤตแบบใกล้ชิด เพื่อเร่งควบคุมสถานการณ์ให้จบในพื้นที่โดยเร็วที่สุด


