xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ส่องวิกฤตการเงิน รพ.อุ้มผาง เงินไม่พอจ่าย...ค่ามนุษยธรรม สาธารณสุขชายขอบส่อพังครืน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ระเบิดเวลาลูกแรกของระบบสาธารณสุขชายขอบ กรณีโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก เผชิญวิกฤตการเงินหนักสุดในรอบ 35 ปี ประสบปัญหาขาดแคลนงบประมาณอย่างหนัก ไม่มีเงินจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร ประเด็นใหญ่สะท้อนปัญหาความเปราะบางของระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน การแบกรับการดูแลรักษาผู้ป่วยจำนวนมากอย่างเท่าเทียมตามหลักสิทธิมนุษยชน ท่ามกลางข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณ 

กล่าวสำหรับโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก สถานที่ตั้งอยู่ติดชายแดนไทย-เมียนมา ทำให้การดูแลรักษาไม่เฉพาะเพียงคนไทย แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นคนไร้สัญชาติคนต่างด้าวผู้ลี้ภัยจากเหตุทางการเมืองจากประเทศเพื่อน ซึ่งไม่สามารถเก็บเงินค่ารักษาได้

สถานการณ์การเงินของโรงพยาบาลอุ้มผางไม่ใช่ปัญหาใหม่เป็นปัญหาเรื้อรังมาอย่างยาวนาน โดย  นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก เปิดใจว่า รพ.อุ้มผาง เผชิญวิกฤตการเงินมาตลอดหลายสิบปี แต่ตั้งแต่เดือน ต.ค.2568 เป็นต้นมา เรียกว่าวิกฤตที่สุดในรอบ 35 ปี เงินจัดสรรต่างๆ ลดลงหมด ยิ่งเผชิญภาวะวิกฤตพลังงานจากสงครามยิ่งรับผลกระทบหนักชนิดไม่สามารถจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทนบุคลากร รพ. ได้แล้ว ในเดือน เม.ย.2569

อีกทั้ง ค่าใช้จ่ายที่ รพ. ต้องจ่ายมีทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ค่าน้ำมัน ค่าออกซิเจน และอีกหลายอย่างเฉลี่ยเดือนละ 12.4 ล้านบาท แต่ตอนนี้มีเงินอยู่ 3 ล้านบาท ยังไม่รวมหนี้ค้างเก่าอีกเกือบ 50 ล้านบาท อย่างหนี้ค่ายา เป็นต้น

รพ.อุ้มผาง มีประชากรจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง (UC) จำนวน 28,000 คน แต่ต้องดูแลในอำเภออุ้มผางฝั่งไทย 83,000 คน และเขตนอกฝั่งไทย คือ เมียนมา 29,000 คน ซึ่งชาวบ้านเป็นคนยากจน หากมีโรคระบาดและไม่ทำการรักษาก็อาจแพร่เชื้อในไทย

“หลายคนเคยบอกว่า จะไปรักษาคนที่ไม่มีสัญชาติไทยทำไม ตนเข้าใจมุมมองหลากหลาย แต่ถามว่า คนที่อยู่หน้างาน หมอหน้างาน เราจะปล่อยให้คนไข้เจ็บป่วย เสียชีวิตต่อหน้าเราได้จริงหรือ” นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการ รพ.อุ้มผาง จ.ตาก กล่าว

นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง
หลังเกิดเป็นกระแสสังคม มีการประชาสัมพันธ์ช่วยเหลือโรงพยาบาล ผ่านการบริจาคเข้ากองทุนต่างๆ ของโรงพยาบาลอุ้มผางตามกำลังศรัทธา โดยความคืบหน้า ณ วันที่ 1 เม.ย. 2569 โรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก ได้เปิดเผยยอดบริจาค 3 ช่องทาง รวมแล้วเป็นเงินกว่า 65,147,824.21 บาท ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน กองทุนยาและเวชภัณฑ์ 43,421,952.64 บาท, ธนาคารออมสิน กองทุนอาหารผู้ป่วย 10,340,921.09 บาท และธนาคารกรุงไทย โรงพยาบาลอุ้มผาง (บริจาค) 11,384,950.48 บาท

 พญ.รัชริน เบญจวงศ์เสถียร  ประธานองค์กรแพทย์โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก และผู้แทนองค์กรแพทย์ชมรมโรงพยาบาลศูนย์ /โรงพยาบาลทั่วไป(รพศ./รพท.) ภาคเหนือ แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กเพิ่มเติม เกี่ยวกับประเด็นวิกฤตทางการเงินของโรงพยาบาลอุ้มผาง ตอนหนึ่งความว่า

สิ่งที่โรงพยาบาลอุ้มผางกำลังเผชิญ คือ "โครงสร้างการเงินของระบบ" ที่ไม่สอดคล้องกับภาระความจริงมานานแล้ว โรงพยาบาลอุ้มผางมีต้นทุนจริงเดือนละกว่า 12 ล้านบาท แต่ได้เงินจากงบบัตรทองกลับคืนมาไม่ถึง 3 ล้านบาทต่อเดือน

“โรงพยาบาลอุ้มผางกำลังเป็นที่แรกที่เราเห็นชัดที่สุด เพราะเป็นพื้นที่เปราะบางที่สุด แต่ไม่ได้แปลว่าที่อื่นแข็งแรงกว่า เพียงแค่ยังไม่ถึงจุดวิกฤตเท่านั้นเอง โรงพยาบาลรัฐจำนวนมากกำลังอยู่ในภาวะเดียวกัน เพียงแต่ยังพอหมุนเงินจากกองทุนอื่นมาช่วยประคองไปได้ แต่ทิศทางมันชัดเจนแล้วว่า ถ้าไม่มีการแก้โครงสร้าง วันหนึ่งทุกโรงพยาบาล ก็จะถึงจุดเดียวกับโรงพยาบาลอุ้มผาง”

นอกจากนี้ ประเด็นวิกฤตการเงิน รพ.อุ้มผาง มีการเชื่อมโยงว่าอาจเกิดจากการเบิกจ่ายของ สปสช. ล่าช้าหรือไม่นั้น ทางด้าน  นายธวัชชัย เรืองโรจน์  ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. ชี้แจงว่าจากข้อมูลประชากรตามการลงทะเบียนสิทธิ พบว่า โรงพยาบาลอุ้มผางดูแลประชากรสิทธิบัตรทอง จำนวน 42,687 คน ซึ่งในส่วนนี้ สปสช. ได้ดำเนินการจ่ายงบประมาณและโอนเงินให้หน่วยบริการตามรายการและรอบการจ่ายอย่างต่อเนื่อง จากรายงานการโอนเงินของโรงพยาบาลอุ้มผาง ช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 มีนาคม 2569 พบว่า สปสช. โอนเงินค่าบริการสาธารณสุขให้กับโรงพยาบาลอุ้มผาง 55,068,453.71 บาท

สำหรับเงินที่ สปสช. จ่ายให้โรงพยาบาลอุ้มผางในช่วงดังกล่าว ครอบคลุมหลายหมวดบริการสำคัญ ได้แก่ งบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 16,856,757.83 บาท งบบริการผู้ป่วยนอกแบบเหมาจ่ายต่อผู้มีสิทธิ 16,097,190.53 บาท งบค่าใช้จ่ายสำหรับหน่วยบริการในพื้นที่กันดาร เสี่ยงภัย และจังหวัดชายแดนภาคใต้ 15,647,428.00 บาท งบบริการผู้ป่วยใน 9,720,621.70 บาท และงบค่าบริการทางการแพทย์ที่เบิกจ่ายในลักษณะงบลงทุน 3,747,947.00 บาท

ตลอดจนมีการจ่ายในหมวดอื่น ๆ อีก เช่น ค่าบริการกรณีโรคเฉพาะ 788,330.07 บาท ค่าบริการแพทย์แผนไทย 703,391.46 บาท สวัสดิการรักษาพยาบาลของพนักงานส่วนท้องถิ่น 547,164.20 บาท ค่าบริการไตวายเรื้อรัง 444,840.00 บาท ค่าบริการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์ 180,184.32 บาท ค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมสำหรับบริการระดับปฐมภูมิ 100,084.30 บาท ค่าบริการควบคุมป้องกันและรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง 27,571.46 บาท และค่าบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ 7,660.00 บาท

นายธวัชชัย ระบุว่าหากพิจารณาเฉพาะในส่วนสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะเห็นได้ชัดว่า สปสช. มีการจ่ายงบประมาณให้โรงพยาบาลอุ้มผางอย่างต่อเนื่อง ปัญหาการขาดสภาพคล่องของโรงพยาบาลไม่ได้มาจาก สปสช. จ่ายล่าช้าเพียงปัจจัยเดียว ทั้งนี้ รพ.อุ้มผาง เป็นโรงพยาบาลชายแดนที่มีบริบทเฉพาะ ต้องรับภาระดูแลประชากรในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงผู้ป่วยข้ามแดนจำนวนมาก

 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน  ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า รพ.อุ้มผาง มีปัญหาเรื่องงบประมาณไม่เพียงพอมาตลอด ซึ่งจริงๆ เป็นในทุก รพ.ชายแดน โดยที่ผ่านมากระทรวงฯ มีระบบการช่วยเหลืออยู่อย่างน้อย 2 ส่วน คือ 1. การช่วยเหลือกันภายในระดับจังหวัด ระดับเขต 2. เงินช่วยเหลือคนไร้สิทธิ อย่างอุ้มผาง ที่ผ่านมามีการจัดเงินจากโรงพยาบาลแม่สอด ราวๆ 10 ล้านบาท ประกอบกับที่ผ่านมา จะมีเงินรักษาผู้ป่วยที่ไม่ใช่คนไทย แต่ตอนนี้ยังไม่ได้รับเงินชดเชยดังกล่าว หรือได้รับน้อยลงจากการที่องค์การสหประชาชาติยุติการให้ความช่วยเหลือดังกล่าว แต่ศูนย์อพยพกลับมีเพิ่มขึ้นในพื้นที่

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว นพ.สมฤกษ์ เปิดเผยว่าต้องพิจารณาภาพรวมทุกแห่ง โดยกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการรวบรวมข้อมูลว่ามีเงินที่เรียกเก็บไม่ได้อยู่จำนวนเท่าไหร่ มีเงินช่วยคนที่ไม่ใช่คนไทยอยู่เท่าไหร่ เงินคนไทยไร้สิทธิ เพื่อการวางแผนต่อไป

 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงการแก้ปัญหาการเงินโรงพยาบาลบริเวณชายแดน จากกรณีโรงพยาบาลอุ้มผาง เบื้องต้นสั่งการให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกับผู้ตรวจที่เกี่ยวข้องเข้าไปกำกับดูแลแล้ว ยืนยันว่าจะจัดงบสนับสนุนช่วยเหลือ เพื่อให้บริการผู้ป่วยต่อเนื่อง ไม่ขาดตอน และบุคลากรทางการแพทย์ต้องได้รับค่าตอบแทนตามที่ได้ดูแลผู้ป่วย

ทั้งนี้ มีนโนบายการบริหารจัดการแบบ One Region One Province One Hospital หรือ 1 เขตสุขภาพ 1 จังหวัด 1 รพ. ตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุข โดยให้ รพ.ขนาดใหญ่ เข้าไปช่วยดูแล สนับสนุน รพ.ขนาดเล็ก หรื อรพ.ที่ประสบปัญหา ซึ่งในส่วน รพ.อุ้มผาง มี รพ. ในพื้นที่เข้าไปช่วยบริจาคแล้ว ซึ่ง รพ.แม่สอด ช่วย 10 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตามแนวตะเข็บชายแดนมีคนที่เป็นชาวต่างชาติ ต่างด้าว ที่เข้ามาแบบถูกกฎหมาย มีงานทำ มีประกันสังคม ซึ่งตรงนี้ไม่ได้มีปัญหามากนัก แต่ปัญหาส่วนใหญ่จะมาจากชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานแบบไม่ค่อยถูกกฎหมายและไม่มีประกัน แล้วบางคนอาจจะไม่มีเงิน หรืออ้างว่าไม่มีเงินแต่ยังมารักษาพยาบาล

ตามแนวชายแดนมีทั้งคนที่เข้ามาเป็นครั้งคราว หรือเข้ามาเช้า-เย็นกลับ และอีกวันมาใหม่ เป็นกลุ่มที่มีความประสงค์ที่จะไปใช้โรงพยาบาลในประเทศไทย แล้วทำให้อาจจะเก็บเงินไม่ได้ เนื่องจากไม่มีสมรรถภาพในการจ่าย และยังมีอีกกลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มที่รอพิสูจน์สัญชาติ อาจจะไม่เป็นสัญชาติไทย หรือไม่ได้เป็นสัญชาติของที่ใดๆ ซึ่งเป็นปัญหาอยู่

 สุดท้ายปัญหาระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนโดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยอย่างเท่าเทียมตามหลักมนุษยชน ท่ามกลางข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณนับเป็นโจทย์ข้อยาก