xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

FACE/OFF พิพัฒน์/เอกนิติ อรรถพล/เอกนัฏ ทุนพลังงานการละคร?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เมื่อเจอกระแสสังคมก่นด่าจนกระทั่ง “รับฟังไม่ไหวแล้ว” ภารกิจแรกของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใน “รัฐบาลหนู 2” คือ “ปฏิบัติการ FACE/OFF” ด้วยการเปลี่ยนตัวผู้คุมเกมพลังงาน จาก “นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ออกจากเก้าอี้ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. และให้ “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาทำหน้าที่แทน

นายอนุทิน ให้เหตุผลว่า “เพื่อให้เกิดความสบายใจทั้งกับประชาชนและนายพิพัฒน์เอง” พร้อมราดน้ำมันใส่กองไฟในวลีที่ว่า นายพิพัฒน์ยื่นความจำนงลาออกจาก ศบก. แต่ตนเองระงับยับยั้งเอาไว้พร้อมรับประกันไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน

ทว่า มิอาจทำให้นายพิพัฒน์ นักการเมืองซึ่งมาจากครอบครัวทำธุรกิจน้ำมัน ที่เมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันขาดปั๊มแล้วมีการปรับราคาน้ำมันทุกชนิดขึ้นพรวดเดียว 6 บาท ช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 25 มีนาคม 2569 หลุดพ้นจากข้อครหา “ไอ้โม่ง” จนเกิดกระแสบอยคอยสถานีบริการน้ำมันของนายพิพัฒน์อยู่ในขณะนี้

แต่ก็ใช่ว่านายพิพัฒน์ จะหลุดวงโคจรไปเลย เพราะนายอนุทินยังออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ให้นายพิพัฒน์นั่งเป็นประธานคณะกรรมการบริหารการจัดส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2569 เพื่อให้การจัดหาและกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงไปปั๊มทั่วประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ในช่วงระหว่างวันที่ 6-17 เมษายน 2569

นอกจากนั้น นายอนุทินยังแต่งตั้งนายเอกนิติให้เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) โดยมีอำนาจศึกษาหลักเกณฑ์กำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิง และเสนอผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา รวมถึงศึกษาหลักเกณฑ์คำนวณราคาและกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 เสนอต่อ ครม.พิจารณาภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ

อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่า การเปลี่ยนม้ากลางศึกวิกฤตพลังงานคราวนี้ นายอนุทินอาจ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว” แต่การเปลี่ยนผู้คุมเกมพลังงานเพื่อหวังลดแรงต้าน ไม่แน่ว่าอาจจะถูกมองเป็นเพียงการละครฝังกลบปัญหา เพราะการเปลี่ยนตัวจากนายพิพัฒน์ มาเป็น ดร.เอกนิติ ภายใต้ “รัฐบาลชุดเดิม” และ “ขั้วอำนาจเดิม” ภายใต้การกำกับของ “ทุนพลังงานเดิม” มองได้ว่าเป็นเพียงการ “เปลี่ยนหัวโขน” เท่านั้น

กล่าวสำหรับนายเอกนิติ ถือหนึ่งในดรีมทีม “สามแม่ครัว” (“แต๋ม” - ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์, “เอก” - ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง, “อ้วน” นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ) ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทย ดูดีและเรียกคะแนนนิยมจนชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่พลันนายพิพัฒน์มีปัญหา นายอนุทินก็เรียกใช้บริการของนายเอกนิติ มาคุมงานด้านพลังงานแทนนายพิพัฒน์

นายเอกนิติมีภาพลักษณ์ “มือสะอาด” และอดีตเป็น “เทคโนแครตมืออาชีพ” สายตรงจากกระทรวงคลัง เขามีภารกิจที่จะเข้ามาสร้างความเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจของรัฐบาลจะอิงผลประโยชน์รัฐและประชาชนมากขึ้น เป็นการล้างภาพผลประโยชน์ทับซ้อน จุดอ่อนของนายพิพัฒน์ที่ “รัฐบาลหนู” ต้องแบกรับ และด้วยความที่เขาคืออดีตอธิบกรมสรรพสามิต จึงมีความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างภาษี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกดราคาน้ำมันลงได้ทันทีหากรัฐบาลต้องการ

แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ นายเอกนิติจะต้องพิสูจน์ฝีมือว่า มิได้รับใช้ทุนพลังงานที่ฝังแน่นกับค่ายสีน้ำเงินอย่างแยกไม่ออก ซึ่งนั่นหมายควมว่า หากผลลัพธ์ราคาน้ำมันที่หน้าปั๊มไม่เปลี่ยน กระแสสังคมอาจจะตีกลับแรงกว่าเดิม เพราะถือว่าคนมีความรู้ยังช่วยปกปิดบิดเบือนโครงสร้างราคาน้ำมันที่เป็นปัญหามากกว่าจะมาสะสางข้อกังขาเพื่อประชาชน

อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)

เอกณัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
โจทย์หินเบื้องหน้าซึ่งเป็น “เผือกร้อน” ที่นายเอกนิติต้องทำเพื่อพิสูจน์ฝีมือและรับประกันความไม่ผิดหวังให้กับประชาชน นั่นคือ หนึ่ง ลดภาษีสรรพสามิตดีเซลเพื่อกดราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ เป็นสิ่งที่ต้องทำทันที ได้ผลลัพธ์เร็ว (Quick Win) เป็นเครื่องมือเดียวที่รัฐบาลสั่งได้ดั่งใจและเห็นผลที่หน้าปั๊มภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยลดอุณหภูมิความไม่พอใจของสังคมได้ทันที การปรับลดภาษีคือการซื้อเวลาให้รัฐบาลนายอนุทิน หายใจโล่งขึ้น

สอง ต้องพิสูจน์ข้อสงสัยของสังคมเรื่อง “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” และกำไรสต็อก (Inventory Gain) กว่า 6.4 หมื่นล้านบาท ตามที่นายโสภณ สุภาพงษ์ อดีต ส.ว., อดีตรองผู้ว่าการ ปตท. และอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บางจาก ตั้งคำถามไว้ก่อนหน้านี้

โจทย์ใหญ่ที่นายเอกนิติ ต้องทำคือ เปิดข้อมูลสต็อกแบบ Real-time สร้างระบบตรวจสอบสต็อกน้ำมันที่โปร่งใสต่อสาธารณะ เพื่อสยบข่าวลือเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้ไอ้โม่งกักตุน

สาม ค่าการตลาด สังคมจะถามหาความโปร่งใสในการกำกับดูแลของ ศบก. ว่าเอื้อให้ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่เก็บกำไรส่วนเกินมากไปหรือไม่

สี่ รื้อโครงสร้างค่ากลั่น (Refinery Margin) ซึ่งเป็นประเด็นที่ท้าทายที่สุด และสังคมคาใจมากที่สุดเช่นกัน ดังที่ นายกรณ์ จาติกวณิช และ นายโสภณ สุภาพงษ์ กระตุกให้เห็นว่า “ลาภลอย” ของโรงกลั่นสูงผิดปกติ เรื่องนี้ ดร.เอกนิติ ต้องหาจุดสมดุลของค่ากลั่นที่โรงกลั่นฟันกำไรสูงผิดปกติในช่วงวิกฤต อย่ามาอ้างว่าแทรกแซงไม่ได้ เพราะรัฐบาลกลไกภาษีลาภลอย (Windfall Tax) หรือใช้อำนาจต่อรองขอความร่วมมือโรงกลั่นให้ส่งเม็ดเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ได้

เพจ วิถีคิด โดย โสภณ สุภาพงษ์ ชี้ว่าคนไทยถูกสูบเลือด จ่ายส่วนต่างให้กลุ่มทุนน้ำมันฯ ไปแล้วกว่า 8 หมื่นล้านบาท! แบ่งเป็นกำไรค่าการกลั่นพุ่ง 1.8 หมื่นล้าน และกำไรจากการกักตุนอีก 6.4 หมื่นล้าน! ประชาชนรับกรรมแบกหลังแอ่น

อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่องการรื้อโครงสร้างค่ากลั่น ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ยากมากที่ ดร.เอกนิติ จะลงมือจัดการ เพราะนอกจากสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับระบบราชการและกลุ่มทุนพลังงานแล้ว การขยับเรื่องนี้จะกระทบโครงสร้างกำไรมหาศาลของโรงกลั่นในเครือ ปตท. ซึ่งกระทรวงการคลัง เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักของระบบเศรษฐกิจประเทศและฐานอำนาจ

หากวิเคราะห์ความเป็นไปได้มากที่สุด นายเอกนิติอาจเลือกเดินเกม “ยอมเสียเบี้ยเพื่อรักษาขุน” โดยกดราคาน้ำมันหน้าปั๊มลง 1-3 บาท เพื่อลดกระแสและปลอบใจประชาชน ด้วยมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
 ส่วนประเด็น Windfall Tax เขาคงดำเนินการไม่ต่างจากรัฐบาลชุดที่ผ่าน ๆ มาคือใช้ลูกล่อลูกชนทางเทคนิคด้วยข้ออ้างกำลังศึกษาข้อกฎหมาย หรือต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังโดยไม่ให้กระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อดึงเช็งเรื่องภาษีลาภลอยออกไปให้นานที่สุด ไม่ให้กระทบกับกลุ่มทุนพลังงานที่หนุนหลังอยู่

ขณะเดียวกัน ก็อาจมีการจัดฉากสร้างภาพลักษณ์ตรวจสอบสต็อกน้ำมันโชว์ เพื่อบอกว่า “ศบก. ยุคใหม่โปร่งใสแล้วนะ” แต่ไส้ในอาจจะไม่มีการลงโทษใครจริงจังอย่างที่เห็นกัน

หากมองสิ่งที่กรมธุรกิจพลังงาน พยายามโชว์ ซึ่งเน้นไปที่การรายงานตัวเลขรายวันผ่านระบบ Fuel-DM และแอปพลิเคชัน Fuel Now เพื่อยืนยันว่าน้ำมันมีเพียงพอ ไม่ขาดแคลน และมีการส่งเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจคลังน้ำมันเพื่อยืนยันว่าไม่มีการกักตุนนั้น อันที่จริงแล้วเป็นการตรวจ “ปริมาณ” แต่ไม่ตรวจ “ต้นทุน” กรมฯ โชว์แค่ว่าน้ำมันในถังมีกี่ลิตร

แต่คำถามที่นายโสภณ สุภาพงษ์ ต้องการทำให้โปร่งใส คือให้ตรวจสอบว่า “น้ำมันลิตรที่กำลังขายอยู่นี้ ซื้อมาในราคาไหน” หากรัฐไม่กล้าบังคับใช้กฎหมายเช็กสต็อกต้นทุนเก่าก่อนให้ปรับขึ้นราคา ประชาชนก็ยังต้องจ่ายเงินส่วนต่างนี้ให้กลุ่มทุนในทุกครั้งที่มีการปรับราคา

การโชว์สต็อกของกรมธุรกิจพลังงาน จึงไม่ต่างอะไรกับการตอบคำถามแบบคนละเรื่องเดียวกัน รัฐฯพยายามบอกว่า “มีของขาย” ขณะที่นายโสภณ และกระแสสังคม ตั้งคำถามว่า “ทำไมเอาของถูกมาขายแพง แล้วฟันกำไรไปหลายหมื่นล้าน”

นี่จึงเป็นโจทย์หินของนายเอกนิติ ในฐานะ ผอ.ศบก. คนใหม่ ว่าจะกล้าสั่งการให้มีการ “เช็กสต็อกเพื่อเรียกคืนกำไรส่วนเกิน” ตามโมเดลสมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ที่นายโสภณ สุภาพงษ์ ยกตัวอย่างไว้หรือไม่ หรือจะแค่ปล่อยให้กรมธุรกิจพลังงานโชว์กราฟสวย ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความจริงต่อไป

นายเอกนิติ กำลังยืนอยู่บนเดิมพันที่ว่าเขาจะมีความกล้าหาญในการเปิดโปงไอ้โม่ง เช็กสต็อกจริงจัง และรื้อโครงสร้างราคาที่เอาเปรียบประชาชน หรือจะฝังกลบปัญหาเอื้อกลุ่มทุนพลังงานแบบเดิม หากเขาเลือกเล่นละครตบตาฝังกลบปัญหา แน่นอนมอตโต้ “พูดแล้วทำ” ของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยก็จะย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของพรรค และ ดร.เอกนิติ จะเป็น “ตำบลกระสุนตก” คนใหม่ ความล้มเหลวของมืออาชีพที่ถูกดึงมาเป็นทางออกกลับเป็นทางตัน สั่นคลอนรัฐบาลทั้งชุด

การขึ้นราคาน้ำมันครั้งต่อไปคือระเบิดเวลา ถ้าไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเรื่องการเช็กสต็อกและการจัดการกำไรลาภลอยให้สังคมเห็นเป็นรูปธรรม รัฐบาลอาจจะ “สอบตก” ตั้งแต่ยังไม่พ้นไตรมาสแรกของการบริหารงานก็อาจเป็นไปได้

ส่วน “นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หนังหน้าไฟคนใหม่ที่มาแทนที่ “นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” จะว่าไปก็เดินไปในร่องเดียวกับการเปลี่ยนตัว “นายพิพัฒน์” เป็น “นายเอกนิติ” ด้วยทั้งสองคนก็ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับ “นายทุนพลังงานเดียวกัน”




โดยในช่วงที่ยังอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ นายเอกนัฏเป็นอีกคนหนึ่งนอกเหนือจาก “นายสุชาติ ชมกลิ่น” ที่เตรียมจะโบกมือลาจาก “นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ผู้เป็นหัวหน้าพรรค แต่ด้วยความที่รั้งตำแหน่งเลขาธิการพรรค ทำให้เขาต้องจำใจกลืนเลือดและเลือกที่จะอยู่พรรคเดิมต่อไปอีกระยะ กระทั่งเมื่อมีการยุบสภา นายเอกนัฏจึงย้ายไปซบค่ายสีน้ำเงินอย่างที่เห็นพร้อมรับเก้าอี้รัฐมนตรีพลังงาน ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าเป็นโควต้าของใคร

ขณะที่ตัวนายอรรถพลที่แม้จะพ้นจากเก้าอี้ตัวเดิม แต่ก็ได้รับความไว้วางใจจากนายอนุทินโดยแต่งตั้งไปเป็นหนึ่งใน “คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)”

สำหรับท่าทีอันแข็งกร้าวของนายเอกนัฏที่ประกาศจะเข้ามารื้อโครงสร้างพลังงานอันบิดเบี้ยวที่หยั่งรากลึกมานานนั้น ก็ยังคงเป็นที่น่าสงสัยว่า เป็นเพียงการปั่นวาทกรรมทางการเมือง เพื่อลดแรงเสียดทาน หรือจะเป็นเพียงการ “กวนน้ำขุ่นเพื่อจับปลา” ด้วยเหตุดังกล่าวจึงต้องรอดูว่าเขาจะดับเครื่องชนจริงหรือไม่ใน 3 ภารกิจล้างบางที่ประกาศไว้ นั่นคือ

หนึ่ง รื้อโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ โดยตั้งเป้าปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณราคาให้สะท้อนต้นทุนจริง และตรวจสอบการกักตุนน้ำมันอย่างเข้มงวด

สอง จัดตั้งคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) โดยเสนอให้รัฐมีคลังสำรองน้ำมันของตัวเองแทนที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบริษัทน้ำมันเพียงอย่างเดียว เพื่อลดความผันผวนของราคาตามตลาดโลก

และ สาม ปฏิรูปกองทุนน้ำมันและระบบข้อมูล ด้วยการเปิดเผยข้อมูลต้นทุนและสต็อกแบบโปร่งใส (Real-time) เพื่อสกัดการฉวยโอกาสของกลุ่มทุน

หากประเมินความเป็นไปได้ถ้านายเอกณัฏทำจริง เรื่องที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ การตรวจสอบสต็อกและการเปิดเผยข้อมูล เนื่องจากสามารถสั่งการผ่านหน่วยงานกำกับดูแลได้ทันทีเพื่อลดแรงกดดันสังคม

ส่วนวาทกรรมสวยหรูหรือทำได้ยาก นั่นคือ การจัดตั้งคลังสำรองรัฐ เพราะต้องใช้ทั้งงบประมาณมหาศาลหลักหมื่นล้านบาท และเวลาในการก่อสร้าง และต้องร่าง พ.ร.บ. คลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ เพื่อให้อำนาจรัฐในการบริหารจัดการน้ำมันแยกออกจากบริษัทน้ำมันเอกชน (ซึ่งปัจจุบันสำรองน้ำมันทางกฎหมายฝากไว้ที่คลังเอกชน)

ที่ผ่านมาเรื่องนี้ยังล้มเหลวเพราะ “ความคุ้มทุน” โดยรัฐมองว่าการเก็บน้ำมันไว้เฉย ๆ คือต้นทุนจม (Dead Capital) และกลุ่มทุนพลังงานย่อมไม่ยอมเสียสิทธิ์ในการบริหารสต็อกที่สร้างกำไรให้เขามาตลอด เรื่องนี้ต้องผ่านข้อพิพาททางกฎหมายกับกลุ่มทุนพลังงานอีกไม่น้อย

ส่วนการรื้อระบบกองทุนน้ำมันฯ และการท้าชนกับโรงกลั่นนั้น “รัฐมนตรีขิง” ชี้ว่า กองทุนน้ำมันฯ ถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์จนกลายเป็นกลไกบิดเบือนราคาแบบถาวร และลั่นวาจาว่าจะเรียกโรงกลั่นมาทบทวนรายได้ เพื่อลดส่วนต่างที่ประชาชนต้องแบกรับ

การเล่นใหญ่ของนายเอกณัฏ เป็นเรื่องที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการปั่นวาทกรรม หรือไม่ เพราะการทุบโครงสร้างกองทุนน้ำมันและกดดันโรงกลั่น ย่อมกระทบต่อกำไรมหาศาลของกลุ่มทุนพลังงานยักษ์ใหญ่ เชื่อมโยงกับกระทรวงการคลัง ผู้ถือหุ้นใหญ่ ทำให้การหักดิบเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ในเชิงปฏิบัติ

การที่พรรคภูมิใจไทยส่งนายเอกนิติมาคุมเกมพลังงานในภาพรวม และส่ง “รัฐมนตรีขิง” มาเปิดหน้าท้าชนรอบนี้ อาจเป็นเพียงยุทธศาสตร์ “แยกกันเดิน รวมกันตี” โดยนายเอกณัฏรับบทสายบู๊ ทำหน้าที่ปะทะกลุ่มทุน สร้างความหวังให้ประชาชนแบบลม ๆ แล้ง ๆ หรืออาจกำลัง “กวนน้ำขุ่น” เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับกลุ่มทุนพลังงาน ให้ยอมคายกำไรบางส่วนออกมาแลกกับการไม่ต้องรื้อโครงสร้างจริง ส่วนนายเอกนิติที่ภาพลักษณ์ดีก็ต้องดูกันยาวๆ ว่า จะสร้างแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝั่งรากลึกได้มากน้อยแค่ไหน และหวังว่า จะทำทันทีโดยไม่มีการดึงเช็งไปเรื่อยๆ

หากสุดท้ายแล้ว “คลังสำรองรัฐ” ไม่เกิดขึ้น หรือ “ค่ากลั่น” ยังเท่าเดิม ราคาน้ำมันยังขึ้นเอา ๆ โดยไม่มีการเช็กสต็อกแบบเรียลไทม์ สังคมจะมองว่านี่คือ “ทุนพลังงานการละครฉากใหญ่” เพื่อให้รัฐบาลรอดพ้นจากกระแสถล่มเรื่องน้ำมันแพงไปวัน ๆ เท่านั้น.