ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
ความเป็นมา
ช่วงทศวรรษ 2010 จนถึงก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อปี 2020 ถือเป็นช่วงที่มีนักธุรกิจจากจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาทำการค้าในไทยอย่างมากมาย โดยเฉพาะตามเมืองใหญ่หรือเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง จนเกิดกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ และวิตกกันว่า ต่อไปในภายภาคหน้าธุรกิจรายย่อยของไทยจะถูกทุนจีนเหล่านี้ครอบงำหรือยึดครองเอาไป
กระแสดังกล่าวมิใช่เรื่องที่เกินจริง ถ้าหากภาครัฐยังคงปล่อยปละละเลยให้เรื่องเช่นนี้คงอยู่ในไทยต่อไป โดยไม่เข้ามาจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง คำถามจึงมีว่า แล้วอะไรทำให้ทุนจีนทำเช่นนั้นได้?
คำตอบคือ เป็นเพราะมีคนไทยบางคนยอมเป็นผู้ลงทุนแทนทุนจีนในส่วนที่เหลือ จากที่กฎหมายกำหนดไม่ให้ต่างชาติลงทุนเกิน 49% พฤติกรรมนี้จึงถูกที่เรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า นอมินี (nominee)
แน่นอนว่า พฤติกรรมดังกล่าวดูเผิน ๆ แล้วอาจคิดได้ว่า เป็นชั้นเชิงทางธุรกิจที่ลึกซึ้งก็จริง แต่จริง ๆ แล้วถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นมิตร ด้วยเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย พฤติกรรมนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าหากคนท้องถิ่นไม่ไปสมยอมด้วยการถือทุนแทนให้กับทุนจีน
เรียกได้ว่า ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง
แต่นั้นมาคำว่า นอมินี ก็เป็นที่รู้จักและถูกใช้กันอย่างกว้างขวางในไทย และมีผลไม่มากก็น้อยที่ทำให้ทุนจีนแผ่ไปกว้างขวางในหลายธุรกิจ จนเป็นที่หวาดระแวงหรือถูกรังเกียจ
ว่าที่จริงแล้วพฤติกรรมที่ไม่เป็นมิตรของทุนจีนดังกล่าว เป็นเพียงปรากฏการณ์ล่าสุดในศตวรรษที่ 21 แต่หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นเมื่อเกือบ 200 ปีก่อนหรือเมื่อศตวรรษที่ 19 ทุนจีนก็เคยสร้างพฤติกรรมที่คล้ายกันนี้ด้วยเช่นกัน แต่เป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า คอมปราดอร์
คอมปราดอร์ (comprador) มีพื้นฐานมาจากอาชีพนายหน้า และอาชีพคอมปราดอร์โดยหลักแล้วก็คือ การชักชวนให้ทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในจีน และทำให้คอมปราดอร์มีฐานะร่ำรวยมั่งคั่ง จนเป็นกลุ่มทุนหนึ่งของจีนในยุคสมัยใหม่ และเป็นเป้าหมายหนึ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนหมายจะโค่นล้มทำลาย ด้วยถือว่าเป็นศัตรูของชาติที่ขายชาติจีนให้แก่ต่างชาติ
เรื่องราวของคอมปราดอร์จึงมีประเด็นที่น่าสนใจศึกษา ไม่น้อยไปกว่าเรื่องราวของนอมินีในปัจจุบัน ด้วยทั้งคอมปราดอร์และนอมินีต่างเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทุนนิยมจีน ต่างก็เป็นผู้ก่อปัญหาหรือไม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาของสังคมจีนและสังคมอื่น และต่างก็แสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจอย่างไม่เป็นมิตรเช่นกัน
จากเหตุดังกล่าว การศึกษาเรื่องราวของคอมปราดอร์และนอมินีจะทำให้รู้ว่า กลุ่มทุนจีนทั้งสองมีที่มาที่ไปอย่างไร มีความสำคัญอย่างไร ก่อปัญหาอย่างไร และมีจุดคลี่คลายของปัญหาอย่างไรต่อไป
คำเรียกในภาษาไทย
เนื่องจากไม่พบคำเรียก “นอมินี” และ “คอมปราดอร์” ในภาษาไทยอย่างเป็นทางการ ในที่นี้จึงลองค้นดูแล้วพบว่า กรณีคำว่า คอมปราดอร์ เป็นคำที่มาจากภาษาโปรตุเกส หมายถึง ผู้ซื้อหรือนายหน้า ซึ่งในภาษาบาลี-สันสกฤตมีคำใกล้เคียงอยู่หลายคำ จึงเห็นว่าคำว่า วณิช เป็นคำที่น่าจะเข้ากับคำว่า นายหน้า ได้ดี จึงขอเรียก คอมปราดอร์ ในคำไทยว่า นายหน้าวณิช
ส่วนคำว่า นอมินี พบว่า นิโยชิต เป็นคำในบาลี-สันสกฤตที่ใกล้เคียง คำคำนี้หมายถึง ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ผู้ได้รับแต่งตั้ง ซึ่งตรงกับความหมายของการเป็นผู้แทน แต่ด้วยเหตุที่นอมินีมีบทบาทคล้ายกับนายหน้าอยู่ด้วย ในที่นี้จึงขอเรียก นอมินี ในคำไทยว่า นายหน้านิโยชิต
ส่วนที่ว่า ทั้งคอมปราดอร์และนอมินีเป็นหรือคล้ายนายหน้าอย่างไรนั้น เป็นประเด็นที่จะได้กล่าวถึงต่อไป และเนื่องจากคำว่า นายหน้าวณิช และคำว่า นายหน้านิโยชิต ไม่ได้บัญญัติขึ้นในฐานะนักภาษาศาสตร์ ดังนั้น ถึงแม้จะบัญญัติเป็นคำไทยไปแล้ว แต่บทความนี้ก็ขอที่จะทับศัพท์ภาษาอังกฤษคำทั้งสองไปโดยตลอด เพื่อมิให้เป็นที่ขัดข้องใจของผู้มีความรู้ความสามารถในภาษาไทย
บทบาทของคอมปราดอร์
คอมปราดอร์ได้ปรากฏขึ้นในจีนตั้งแต่ก่อนสงครามฝิ่น (1840-1842) มาก่อน และหลังสงครามฝิ่นไปแล้วคอมปราดอร์จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สงครามฝิ่นเกิดขึ้นครั้งแรกในกลางศตวรรษที่ 19 โดยจีนทำสงครามกับอังกฤษ สงครามนี้เกิดขึ้นจากการที่จีนได้ยึดเอาฝิ่นที่อังกฤษลักลอบนำเข้ามาขายในจีน เมื่อยึดมาแล้วก็นำไปทำลาย เหตุการณ์นี้ยังความไม่พอใจให้แก่อังกฤษ และอังกฤษก็ใช้เป็นเหตุนำมาอ้างเพื่อทำสงครามกับจีน ซึ่งเป็นไปได้ว่าอังกฤษก็ต้องการที่จะทำสงครามกับจีนมาก่อนอยู่แล้ว ด้วยรู้ว่าอย่างไรเสียหากสงครามเกิดขึ้นจริง ตนก็มีความได้เปรียบทางอาวุธที่ทันสมัยกว่าจีนและย่อมชนะจีนได้ สงครามฝิ่นจึงเกิดขึ้นด้วยเหตุนี้
ผลของสงครามคือ จีนแพ้ หลังจากนั้นอังกฤษจึงเรียกร้องค่าเสียหายต่าง ๆ เอาจากจีนในฐานะผู้ชนะ และเป็นที่มาของสนธิสัญญาหนานจิง (นานกิง) ปี 1842 สนธิสัญญาฉบับนี้เป็นสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฉบับแรก ด้วยเป็นสนธิสัญญาที่อังกฤษเป็นฝ่ายที่เรียกเอาประโยชน์จากจีนแต่เพียงฝ่ายเดียว ส่วนจีนแทบจะไม่มีสิทธิ์แม้แต่ที่จะต่อรอง
สาระสำคัญประการหนึ่งของสนธิสัญญาหนานจิงคือ การที่จีนจะต้องเปิดเมืองท่าเพิ่มขึ้นจากที่มีอยู่เมืองเดียวคือ กว่างโจว ให้แก่อังกฤษ จากเหตุนี้ เมืองท่าตามชายฝั่งตะวันออกของจีนจึงปรากฏเพิ่มขึ้นอีกหลายเมือง หลังจากนั้นอังกฤษและชาติตะวันตกอื่นก็เข้ามาทำการค้าที่เมืองท่าเหล่านี้เพิ่มขึ้นจากเดิม
การค้าที่คึกคักตามเมืองท่าต่าง ๆ นี้ทำให้เศรษฐกิจจีนเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ อะไรที่จีนไม่เคยมีก็มีขึ้นหลังจากนี้ โดยเฉพาะสินค้าจากตะวันตก และเมื่อการค้าเจริญขึ้น อาชีพหนึ่งที่เกิดตามมาก็คือ คอมปราดอร์
คอมปราดอร์คือ คนที่รู้เรื่องในท้องถิ่นเป็นอย่างดี แล้วก็อาศัยความรู้นี้ให้เป็นประโยชน์ด้วยใช้เป็นข้อมูลหรือคำแนะนำให้แก่ทุนต่างชาติ เช่น หากจะลงทุนในธุรกิจใดแล้ว ทุนต่างชาติพึงรู้และพึงทำอย่างไร โดยคอมปราดอร์จะอาศัยความที่เป็นคนท้องถิ่นคอยอำนวยความสะดวกให้แก่พ่อค้าตะวันตก จนบางทีก็ยังชักชวนพ่อค้าตะวันตกให้ลงทุนในธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งอีกด้วย
คอมปราดอร์จึงเป็นที่ต้องการของพ่อค้าชาวตะวันตกอย่างมาก
แต่เดิมเมื่อครั้งที่กว่างโจวเป็นเมืองท่าเพียงเมืองเดียวอยู่นั้น คอมปราดอร์ทำหน้าที่เป็นผู้แปลเอกสาร เป็นล่าม เป็นผู้ประสานงาน และเป็นผู้ช่วยทางเศรษฐกิจให้แก่ชาวต่างชาติ หลังสงครามฝิ่นไปแล้ว บทบาทของคอมปราดอร์จึงมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย โดยเปลี่ยนตามการขยายตัวของการค้าในเวลานั้นไปด้วย
ที่สำคัญคือ คอมปราดอร์ขึ้นต่อพ่อค้าหองและจะรับคำสั่งจาก พ่อค้าหอง โดยตรง พ่อค้าหองจะเป็นผู้รับรองการกระทำต่าง ๆ ของคอมปราดอร์ พ่อค้าต่างชาติมิอาจใช้งานคอมปราดอร์ได้หากมิได้รับอนุญาตจากพ่อค้าหอง
ถ้าเช่นนั้นแล้วพ่อค้าหองคือใคร?


