"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ไม่มีครั้งใดที่โลกจะจับตามองบุคคลคนเดียวด้วยความพิศวง ความหวาดกลัว และความสับสนพร้อมกันมากเท่ากับที่จับตามองโดนัลด์ ทรัมป์ นักการเมืองผู้ซึ่งทำลายกรอบความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับเกี่ยวกับผู้นำ และขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่า การเมือง ไปจนเกือบจะหมดสิ้น
คำถามที่นักวิชาการ นักข่าว และประชาชนทั่วโลกต่างพยายามตอบตลอดหลายปีไม่ใช่ว่าทรัมป์ทำอะไร แต่คือทำไมเขาถึงทำเช่นนั้น ทำไมผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมีสติปัญญาและทรัพยากรอย่างเพียบพร้อมจึงดูเหมือนจะขับเคลื่อนตัวเองด้วยสิ่งที่ดูเผินๆ เหมือนกับความเอาแต่ใจ ความต้องการการยืนยันอำนาจ และการปฏิเสธความจริงอย่างไม่ลดละ คำตอบหากมีอยู่อาจไม่อยู่ในศาสตร์ของรัฐศาสตร์หรือเศรษฐศาสตร์การเมือง แต่อยู่ในพื้นที่ที่มืดกว่าและลึกกว่านั้น นั่นคือจิตวิทยาของอำนาจ
บทความนี้พยายามสำรวจโครงสร้างทางจิตใจของทรัมป์ผ่านกรอบจิตวิทยาการเมือง โดยใช้หลักฐานจากคำพูดและการกระทำที่ปรากฏในบันทึกสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อทำความเข้าใจว่าบุคลิกภาพแบบนี้ส่งผลต่อการตัดสินใจในระดับมหาอำนาจอย่างไร และบทเรียนใดที่โลกควรเรียนรู้จากกรณีศึกษานี้
๑. กายวิภาคของจิตใจที่หิวโหย: เมื่อตัวตนกลายเป็นสนามรบ
นักจิตวิทยาและนักรัฐศาสตร์หลายท่านที่ศึกษาทรัมป์ผ่านหลักฐานสาธารณะต่างเสนอกรอบวิเคราะห์ที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือบุคลิกภาพของเขาอาจเข้าข่ายสิ่งที่เรียกว่า การหลงตัวเองแบบมุ่งร้าย (Malignant Narcissism) ซึ่งเป็นโครงสร้างทางจิตที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าความหยิ่งทระนงธรรมดาอย่างมาก โครงสร้างนี้รวมลักษณะของ “ด้านมืด” สามประการเข้าด้วยกัน ได้แก่ การหลงตัวเอง (Narcissism) ที่คิดว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งและยึดถือตนเองใหญ่เหนือระบบ ความเจ้าเล่ห์เพทุบาย (Machiavellianism) ซึ่งเป็นใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อบรรลุเป้าหมายโดยไม่สนใจวิธีการ และความเย็นชาต่อความรู้สึกของผู้อื่น (Psychopathy) ซึ่งเป็นชาด้านทางอารมณ์ ขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเมื่อกระทำการกระทบต่อผู้อื่น ดังกรณีการทำสงครามกับประเทศอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบทั่วโลก
แฮโรลด์ แลสเวลล์ (Harold Lasswell) นักรัฐศาสตร์ผู้บุกเบิกจิตวิทยาการเมืองในช่วงกลางศตวรรษที่ยี่สิบเคยตั้งข้อสังเกตว่า ผู้นำทางการเมืองจำนวนมากแสวงหาอำนาจสาธารณะเพื่อชดเชยความด้อยค่าในตนเองที่รู้สึกอยู่ในส่วนลึก นั่นหมายความว่าเวทีการเมืองสำหรับบุคคลบางประเภทไม่ใช่พื้นที่แห่งการรับใช้ประชาชน แต่เป็นกระจกขนาดยักษ์ที่สะท้อนภาพของตนเองให้ใหญ่โตและงดงามที่สุด
หลักฐานที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดอาจอยู่ในสิ่งที่ทรัมป์พูดถึงตัวเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตสาธารณะ ในการปราศรัยระหว่างหาเสียงปี ค.ศ. 2016 เขาประกาศต่อหน้าผู้สนับสนุนหลายพันคนว่า “ผมคนเดียวที่สามารถแก้ไข” (I alone can fix it.) ซึ่งเป็นคำปราศรัยในงาน Republican National Convention, กรกฎาคม 2016
ประโยคสั้นๆ สี่คำนั้นบรรจุโลกทัศน์ทั้งใบของเขาไว้อย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่ “เราจะช่วยกันแก้ไข” ไม่ใช่ “พรรคของเราจะแก้ไข” แต่คือ “ผมเพียงคนเดียว” ในระบอบประชาธิปไตยที่สร้างบนรากฐานของการตรวจสอบและถ่วงดุล การประกาศตนว่าเป็นผู้ช่วยมนุษยชาติแต่เพียงผู้เดียวไม่ใช่แค่ความหยิ่งยโส มันคือสัญญาณเตือนต่อโครงสร้างของระบอบประชาธิปไตย
การวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองบุคลิกภาพเผยให้เห็นโปรไฟล์ที่สุดขั้วของทรัมป์ในหลายมิติ ทรัมป์มีระดับ “การแสดงออกทางสังคม” (Extraversion) สูงมากจนแทบต้องการเวทีและผู้ชมตลอดเวลา ดังจะเห็นได้จากการที่เขาจัดการชุมนุม MAGA ต่อเนื่องแม้ในช่วงที่ไม่มีการเลือกตั้ง มีระดับการประนีประนอม (Agreeableness) ต่ำมากจนทำให้ความขัดแย้งกลายเป็นสภาวะปกติ และมีระดับ ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ (Neuroticism) สูงมาก มีอารมณ์แปรปรวนง่าย โดยเฉพาะเมื่อถูกวิจารณ์ และไม่สามารถยอมรับการเปรียบเทียบที่ตนเองเสียเปรียบได้แม้แต่ในเรื่องที่ไม่มีนัยสำคัญทางนโยบาย
๒. โดปามีนแห่งอำนาจ: เมื่อการปกครองกลายเป็นการเสพติด
มีอุปมาหนึ่งที่นักประสาทวิทยาใช้บ่อยครั้งและน่าคิดอย่างยิ่ง นั่นคืออำนาจกระตุ้นระบบโดปามีนในสมองมนุษย์ด้วยกลไกเดียวกับที่สารเสพติดกระทำ และเช่นเดียวกับสารเสพติด ความพึงพอใจที่ได้รับในครั้งแรกย่อมจางหายไปเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้ต้องการปริมาณที่มากขึ้น ถี่ขึ้น และเข้มข้นขึ้นเพื่อให้รู้สึกเท่าเดิม
สำหรับทรัมป์ หลักฐานที่น่าสนใจคือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่เขาพ้นจากตำแหน่งในปี ค.ศ. 2021 ขณะที่อดีตผู้นำส่วนใหญ่ค่อยๆ ถอนตัวออกจากแสงไฟสาธารณะ บางคนเขียนบันทึกความทรงจำ บางคนทำงานการกุศล ทรัมป์กลับทำตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เขาพูดถึงการเลือกตั้งปี 2020 ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกเวที สร้างแพลตฟอร์มสื่อ Truth Social ของตัวเอง และประกาศลงสมัครอีกครั้งในปลายปี 2022 เร็วกว่าที่ใครคาดคิด
ในการชุมนุมที่ Waco รัฐเท็กซัส เดือนมีนาคม 2023 ซึ่งเป็นการชุมนุมใหญ่ครั้งแรกของแคมเปญสมัยที่สองอย่างไม่เป็นทางการ เขากล่าวต่อฝูงชนว่า
“ในปี 2016 ผมประกาศว่า ผมคือเสียงของพวกคุณ วันนี้ ผมขอเพิ่มเติมว่า ผมคือนักรบของพวกคุณ ผมคือความยุติธรรมของพวกคุณ และสำหรับผู้ที่ถูกกระทำอย่างอยุติธรรมและถูกทรยศ ฉันคือการแก้แค้นของพวกคุณ”
ถ้อยคำนี้น่าสนใจอย่างยิ่งในเชิงจิตวิทยา การเลื่อนขั้นจาก “เสียง” สู่ “นักรบ” สู่ “ความยุติธรรม” และสุดท้ายสู่ “การแก้แค้น” สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการอำนาจขยายตัวขึ้นตามลำดับ แนวคิดที่ว่าตนเองคือการแก้แค้นส่วนรวมของประชาชนเป็นการยกระดับตนเองออกจากความเป็นนักการเมืองธรรมดาสู่สถานะของสัญลักษณ์เชิงวิญญาณ ซึ่งยากต่อการตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์
การเลื่อนขั้นจาก “เสียง” สู่ “นักรบ” สู่ “การแก้แค้น” ไม่ใช่วาทศิลป์ทางการเมือง แต่คือแผนที่ของจิตใจที่ต้องการอำนาจมากขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด
รูปแบบที่น่าสังเกตในสมัยที่สองของการดำรงตำแหน่งคือการขยายขอบเขตของความต้องการควบคุม ในสมัยแรก ความขัดแย้งส่วนใหญ่มุ่งไปยังคู่แข่งทางการเมืองและสื่อมวลชน แต่ในสมัยที่สอง เป้าหมายขยายออกไปยังองค์กรอิสระ กองทัพ ระบบตุลาการ และแม้กระทั่งพันธมิตรดั้งเดิมในพรรครีพับลิกัน สิ่งนี้สอดคล้องกับทฤษฎีการเสพติดอำนาจที่ว่าปริมาณที่เคยเพียงพอนั้นไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว
๓. โลกทัศน์ที่แตกสลาย: ความจริงในฐานะเครื่องมือ
หนึ่งในลักษณะที่ทำให้ทรัมป์แตกต่างจากนักการเมืองในยุคเดียวกันอย่างสิ้นเชิงคือความสัมพันธ์ของเขากับความจริง ในขณะที่นักการเมืองทั่วไปอาจบิดเบือนความจริงเพื่อเป้าหมายทางการเมืองแล้วรู้ว่าตัวเองกำลังโกหก ทรัมป์ดูเหมือนจะมีโครงสร้างการรู้คิดที่แตกต่างออกไปอย่างพื้นฐาน กล่าวคือเขาดูเหมือนจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูด อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาที่พูด
นักจิตวิทยาบางท่านอธิบายโครงสร้างนี้ด้วยคำว่า ตัวตนแบบไม่ต่อเนื่อง (Episodic Self) บุคคลประเภทนี้ไม่ได้สร้างเรื่องราวชีวิตที่เชื่อมโยงกันเป็นเนื้อเดียว ไม่มีสิ่งที่เป็นการให้เหตุผลเชื่อมโยงระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของตน ความจริงในวันนี้จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับสิ่งที่พูดไปเมื่อวาน เพราะ “เมื่อวาน” ในระบบความคิดแบบนี้แทบจะไม่มีความหมาย
การกระทำของทรัมป์ในกรณีนี้เป็นแบบแผนเดียวกับระบอบอำนาจนิยมที่ไม่จำเป็นต้องให้ประชาชนเชื่อในสิ่งที่เป็นเท็จ เพียงแต่ทำให้พวกเขาสับสนจนไม่รู้ว่าอะไรคือความจริงอีกต่อไปก็เพียงพอแล้ว
๔. อาวุธแห่งความไม่แน่นอน: กลยุทธ์หรือสัญชาตญาณ
หากวิเคราะห์ทรัมป์โดยใช้กรอบรัฐศาสตร์แบบดั้งเดิมที่มีหลักคิดว่า ผู้นำตัดสินใจบนพื้นฐานของการคำนวณผลประโยชน์แห่งชาติอย่างมีเหตุผล ผู้วิเคราะห์จะพบกับกำแพงแห่งความสับสนอยู่เสมอ เพราะพฤติกรรมของเขาดูขัดแย้งกับการคำนวณดังกล่าวบ่อยครั้ง แต่หากมองผ่านเลนส์ของจิตวิทยา ทุกอย่างจะเริ่มมีรูปแบบที่สอดคล้องกัน
กรณีที่โดดเด่นที่สุดคือนโยบายภาษีนำเข้า (Tariffs) ในสมัยที่สอง ในช่วงต้นปี ค.ศ. 2025 ทรัมป์ประกาศภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกในอัตราร้อยละ 25 จากนั้นระงับ จากนั้นยืนยัน จากนั้นระงับอีกครั้งภายในช่วงเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ตลาดการเงินทั่วโลกสั่นคลอน บริษัทข้ามชาติไม่สามารถวางแผนห่วงโซ่อุปทานได้ และรัฐบาลพันธมิตรพยายามหาทางอ่านสัญญาณจากวอชิงตันโดยไม่สำเร็จ
แดเนียล คาห์เนแมน (Daniel Kahneman) นักจิตวิทยาเจ้าของรางวัลโนเบลอธิบายผ่านทฤษฎีสองระบบว่า เมื่อสมองอยู่ในสภาวะไม่แน่นอน ระบบการตัดสินใจเชิงเหตุผลจะทำงานได้แย่ลง ขณะที่ระบบอารมณ์เข้ามาครองพื้นที่แทน คู่เจรจาที่อยู่ในสภาวะนี้จะตัดสินใจได้ยากขึ้น มีแนวโน้มยินยอมมากขึ้น และสูญเสียพลังงานไปกับการรับมือกับความไม่แน่นอนก่อนที่จะถึงโต๊ะเจรจาเสียอีก
ทรัมป์เองสะท้อนปรัชญานี้ในหนังสือ The Art of the Deal ที่เขียนร่วมกับ Tony Schwartz ในปี ค.ศ. 1987 ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญสู่การเข้าใจวิธีคิดของเขา “ผมตั้งเป้าหมายไว้สูงมาก แล้วก็แค่ผลักดันต่อไป ไม่หยุด เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ”
แต่สิ่งที่น่าตระหนกคือในสนามการเมืองระหว่างประเทศ การ “ผลักดัน” ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในบริบทของการเจรจาทางธุรกิจที่มีกรอบกฎหมายและสัญญาคุ้มครอง แต่เกิดขึ้นในบริบทที่ความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรและระเบียบโลกในฐานะองค์รวมต่างตกอยู่ในความเสี่ยง
นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์ที่น่าศึกษาคือ การที่การตัดสินใจระดับชาติถูกกำหนดด้วยความรู้สึกส่วนตัวเป็นหลัก เมื่อทรัมป์ถูกถามในการให้สัมภาษณ์ปี 2019 ว่าทำไมเขาจึงชื่นชมปูตินทั้งที่ข่าวกรองสหรัฐฯ ยืนยันการแทรกแซงการเลือกตั้ง เขาตอบว่า “เพราะเขาพูดสิ่งดีๆ เกี่ยวกับผม ถ้าใครพูดสิ่งดีๆ เกี่ยวกับผม ผมก็ชอบคนนั้น”
ประโยคนี้เป็นภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบของบุคลิกภาพที่วิเคราะห์อยู่ ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจสองชาติถูกย่อให้เหลือเพียงธุรกรรมของการยกย่องและการตอบแทน
๕. กระจกเงาของฝูงชน: ทำไมผู้คนจึงติดตาม
ความเข้าใจเรื่องทรัมป์จะไม่สมบูรณ์หากขาดการพิจารณาว่าทำไมผู้คนหลายสิบล้านคนถึงให้การสนับสนุนเขาอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง แม้กระทั่งหลังจากการถูกฟ้องร้องทางอาญาหลายคดี นี่ไม่ใช่คำถามที่ตอบได้ด้วยการสรุปว่าผู้สนับสนุนขาดข้อมูลหรือขาดสติปัญญา เพราะนั่นคือการมองข้ามพลวัตที่ซับซ้อนกว่ามาก
มนุษย์ในยุคที่โลกซับซ้อนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนมีแนวโน้มจะ "หนีจากเสรีภาพ" ไปสู่อำนาจที่ดูแข็งแกร่งและชัดเจน เสรีภาพนั้นต้องการความรับผิดชอบ ความไม่แน่นอน และการตัดสินใจที่ยากลำบาก ผู้นำที่บอกได้ว่าใครเป็นศัตรู ใครเป็นมิตร และว่าทุกอย่างจะดีขึ้นถ้าทำตาม ย่อมมีเสน่ห์ที่ทำลายเหตุผลได้
ทรัมป์เป็นนักเล่นเรื่องเล่า ที่เชี่ยวชาญในแบบที่ไม่ต้องการการศึกษาอย่างเป็นทางการ เขารู้สัญชาตญาณว่าผู้คนตอบสนองต่อเรื่องเล่าแบบวีรบุรุษ-ศัตรู-การช่วยกู้ได้อย่างทรงพลัง ในการปราศรัยหาเสียงแทบทุกครั้ง โครงสร้างของเรื่องเล่าแทบไม่เปลี่ยน นั่นคือ “พวกเรา” (ชาวอเมริกันที่แท้จริง) ถูก “พวกเขา” (ผู้อพยพ ชนชั้นนำ สื่อ กลุ่ม Deep State) รังแก และ “ฉัน” คือผู้เดียวที่จะช่วยได้
ในการปราศรัยที่ Dalton รัฐจอร์เจีย ปี ค.ศ. 2021 แม้จะพ่ายการเลือกตั้งไปแล้ว เขายังกล่าวว่า “พวกเขาไม่ได้ตามล่าฉัน พวกเขาตามล่าพวกคุณต่างหาก และฉันแค่ยืนขวางทางพวกเขาอยู่”
ประโยคนี้ทำหน้าที่ทางจิตวิทยาได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันเปลี่ยนทรัมป์จากผู้ต้องหาในคดีต่างๆ ไปเป็นโล่ที่ปกป้องผู้สนับสนุน และเปลี่ยนผู้สนับสนุนจากผู้ชมเป็นเหยื่อร่วมที่มีผลประโยชน์ส่วนตัวในการต่อสู้ของเขา นี่คือสูตรที่ใช้ได้อย่างทรงพลัง และเป็นหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมการฟ้องร้องทางอาญาหลายคดีไม่ทำให้คะแนนนิยมของเขาในกลุ่มฐานลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้น
ในที่สุดแล้ว ทรัมป์อาจเป็นสิ่งที่คู่ควรกับการขบคิดมากกว่าการประณามหรือการยกย่อง เขาคือกระจกที่สะท้อนให้เห็นทั้งช่องโหว่ของสถาบันประชาธิปไตย ความอ่อนแอของระบบที่ถูกสร้างมาเพื่อรับมือกับผู้นำ “ปกติ” และความสามารถของบุคลิกภาพที่มีพลังงานสูงและไม่สะทกสะท้านต่อกฎเกณฑ์ในการเจาะผ่านเกราะป้องกันของสถาบันที่คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งพอ
สังคมรวมตัวกันได้ด้วยบรรทัดฐานและความไว้วางใจร่วมกัน เมื่อบรรทัดฐานถูกละเมิดซ้ำๆ โดยไม่มีผลที่ตามมา มันส่งสัญญาณแก่สังคมว่าบรรทัดฐานนั้นไม่มีผลบังคับใช้จริง และสัญญาณนั้นเป็นพิษต่อโครงสร้างสังคมในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นสังคมใด
คำถามที่ยังค้างอยู่ไม่ใช่ว่าทรัมป์เป็นอย่างไร แต่คือเราจะสร้างระบบที่ทนทานต่อบุคลิกภาพแบบนี้ได้อย่างไร จะออกแบบสถาบันที่ไม่ล้มพับต่อเสน่ห์ของผู้นำ ที่ไม่หวั่นไหวต่อความไม่แน่นอน และที่ยังคงยึดมั่นในเหตุผลและความรับผิดชอบแม้เมื่อผู้กุมบังเหียนไม่เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น คำตอบของคำถามนั้นไม่ได้สำคัญเฉพาะอเมริกา แต่จำเป็นต่อทุกสังคมที่อ้างตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย


