xs
xsm
sm
md
lg

เอกราช 250 ปี-ที่กำลังเสื่อมทรุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร


เจน ฟอนดา นักแสดง (เข้าร่วมประท้วงอย่างสงบในปีที่ 250 ของเอกราชสหรัฐฯ)
อีกเพียง 3 เดือนก็จะถึงวันครบรอบปีที่ 250 แห่งการประกาศอิสรภาพหรือเอกราชของประเทศสหรัฐฯ ที่สามารถต่อสู้ถึงพริกถึงขิงกับกองทัพอังกฤษอันเกรียงไกรจนสามารถได้รับชัยชนะอย่างสะบักสะบอมในที่สุดในปี ค.ศ. 1776 นำมาสู่รัฐธรรมนูญที่ขึ้นต้นว่า “We the People” ที่เขียนมาจากเลือดเนื้อชีวิตของชาวอาณานิคม 13 รัฐที่ต้องขับเคี่ยวต่อสู้กับการปกครองที่กดขี่ข่มเหงของเจ้าอาณานิคม นำโดยรัฐบาลและชนชั้นปกครองอังกฤษ ภายใต้พระปรมาภิไธยกษัตริย์จอร์จที่ 3 (ครองราชย์ช่วง ค.ศ. 1760-1820) ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของสหรัฐฯ

ช่างเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์โลกที่แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ประเทศเกิดใหม่อย่างสหรัฐฯ-ที่เกิดจากการรวมตัวกันต่อสู้ของเหล่าประชาชนที่เดินทางมาตั้งรกรากจากประเทศแม่อาณานิคมเดิมอย่างอังกฤษ-ที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝันที่จะสร้างหรือปั้นประเทศใหม่เต็มไปด้วยเสรีภาพและปราศจากการกดขี่-พอผ่านไป 250 ปี-ก็กลับเวียนมาสู่วงวัฏจักรเดิม ที่ต้องเจอกับผู้ปกครองที่กดขี่, แข็งกร้าว, รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ ประหนึ่งตนเป็นจักรพรรดิหรือพระราชาที่มีอำนาจเด็ดขาด ไร้ความปรานี-ไม่นำพาต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ที่ได้เขียนขึ้นมาเมื่อ 250 ปีที่แล้ว ที่ให้สามอำนาจสูงสุดของรัฐมีการถ่วงดุลระหว่างอำนาจบริหาร-นิติบัญญัติ และตุลาการ; และให้หลักประกันประชาชนอเมริกันในด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มเปี่ยม-สมดังความภาคภูมิใจของชาวอเมริกันว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศแรกที่ทดลองกับระบอบประชาธิปไตยครั้งแรกของโลก

ปธน.ทรัมป์ออกอาการรวบอำนาจด้วยท่าทีแข็งกร้าวในการบริหารตั้งแต่สมัยแรกที่เข้าทำเนียบขาว-แต่เพราะเขาไม่ได้อำนาจเบ็ดเสร็จจากฝ่ายสภาฯ ทั้งสองหรือจากศาลสูง จึงทำให้เขาไม่สามารถแสดงความลุแก่อำนาจได้เต็มที่-เหมือนในการเข้ามาบริหารในรอบสองนี้ ที่ได้อำนาจเบ็ดเสร็จ พร้อมการเตรียมการมาอย่างดีด้วยแผนแม่บทโปรเจกต์ 2025 ที่เขาเดินตามแผนนั้น ด้วยการฟาดฟันลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน พร้อมอาการลำพองในอำนาจ โดยปราศจากความปรานีใดๆ พอๆ กับการถากถางเยาะเย้ยประชาชนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เขา ด้วยถ้อยคำที่หยาบคายเผ็ดร้อน แบบไม่มีวัฒนธรรมที่ไม่เคยมีผู้นำของสหรัฐฯ คนใดจะต่ำช้าถึงขนาดนี้

ยิ่งเมื่อเขาไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่เขาแพ้ต่อไบเดน และยุยงปลุกปั่นให้มีการเดินขบวนขัดขวางพิธีการขานชื่อไบเดนอย่างเป็นทางการที่รัฐสภา ทำให้รัฐสภาถูกบุกทะลวงเข้ามาโดยกลุ่มขวาจัด

ตลอดจนการป้ายความผิดไปยัง ปธน.คนก่อนๆ อย่างไร้เหตุผลและมารยาท เพียงเพื่อแสดงอำนาจและสร้างความแตกแยกเกลียดชังให้เกิดขึ้นในชาติอย่างรุนแรง

การตั้ง ครม.ซึ่งแทบทั้งหมดเป็นบุคคลที่ไม่มีความสามารถในการบริหารตามกระทรวงต่างๆ เพื่อเปิดทางให้ทรัมป์กุมบังเหียนการบริหารเองแต่เพียงผู้เดียว โดยเฉพาะในสมัยที่สอง ที่มีแต่ลูกน้องที่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นแตกต่างกับทรัมป์ (สมัยแรกยังมี Adults in the Room ทั้งที่กระทรวงกลาโหม, กระทรวงการต่างประเทศ และ Chief of Staff)

ฝ่ายประชาชนที่เห็นท่าทีของทรัมป์ในสมัยที่สอง จะนำพาชาติไปสู่การไร้การถ่วงดุลของอำนาจทั้ง 3 จึงรวมตัวกันออกมาประท้วงการรวบอำนาจของทรัมป์ ซึ่งเรียกการประท้วงอย่างสงบใน 50 รัฐของทรัมป์นี้ “No Kings”Protest ซึ่งความหมายคือ สหรัฐฯ จะไม่กลับไปมีการปกครองแบบที่สหรัฐฯ อยู่เป็นอาณานิคมของอังกฤษสมัยพระเจ้าจอร์จที่ 3 อีก คือ ประชาชนอเมริกันไม่มีสิทธิมีเสียงในการปกครอง โดยมีปธน.มีอำนาจบาตรใหญ่เบ็ดเสร็จทำตามใจตนเองทุกอย่าง โดยไม่เห็นหัวประชาชน

ครั้งแรกที่จัดคือ วันที่ 14 มิถุนายน ปีที่แล้ว ถือเป็นของขวัญวันเกิดของทรัมป์ ซึ่งเป็นช่วงที่ทรัมป์ได้เริ่มปลดข้าราชการทั้งประเทศ รวมทั้งปิดหน่วยงานรัฐมากมาย (เช่น VOA, กระทรวงศึกษาฯ-เป็นต้น) และขู่จะยึดคลองปานามากลับมาอยู่ใต้สหรัฐฯ พร้อมๆ กับประกาศจะยึดประเทศแคนาดามาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ เป็นต้น

ครั้งที่สองคือ วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคมปีที่แล้ว หลังจากทรัมป์ประกาศจะยึดเกาะกรีนแลนด์ และจะมีการ Shut Down หน่วยงานของรัฐ โดยทรัมป์จะตัดลดงบประมาณที่เกี่ยวกับสวัสดิการของคนจน…การประท้วงครั้งที่สองนี้ มีไปถึง 2,700 แห่งใน 50 รัฐ และมีผู้ออกมาประท้วงถึงอย่างต่ำ 5 ล้านกว่าคน ซึ่งเป็นการประท้วงเพียง 1 วันที่มีผู้เข้าร่วมล้นหลาม

สำหรับการประท้วงอย่างสงบ “No Kings” ครั้งที่สามนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม ที่เพิ่งผ่านไป ก็เป็นการทำลายสถิติที่ผู้คนมาร่วมมากที่สุดถึงกว่า 8 ล้านคนใน 3,300 แห่งทั้ง 50 รัฐ นำโดยดาราใหญ่ (เช่นเดียวกับครั้งที่ 1 และ 2) เช่น บรูซ สปริงสตีน, โจน ไบแอส (Joan Baes), โรเบิร์ต เดอร์นีโร, เจน ฟอนดา, สว.อิสระ (อดีตผู้สมัครปธน.) จากรัฐนิวแฮมเชียร์-เบอร์นี แซนเดอร์ส เป็นต้น

ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังหน่วยตม. (ICE) ได้กระทำการอย่างรุนแรงเกินกว่าเหตุ ในการปราบปรามผู้เดินขบวนประท้วงอย่างสงบที่เมืองมินนิอาโพลิส, รัฐมินนิโซตา ซึ่งผู้ร่วมชุมนุมอย่างสงบถูกยิงตายอย่างอุกอาจถึง 2 คนคือ นางเรเน นิโคล กู๊ด-คุณแม่ลูก 3-และต่อมาพยาบาลชายประจำห้องอุบัติเหตุชื่อนายอาเล็ก เพรตตี้ โดยมีการตั้งข้อกล่าวหาเท็จว่าทั้งคู่กำลังทำร้ายเจ้าหน้าที่ ICE จึงต้องถูกยิงเพื่อเจ้าหน้าที่ป้องกันตัว…ตลอดจนปธน.ออกคำสั่ง (โดยไม่ผ่านสภาฯ) ในการทำสงครามกับอิหร่าน ทั้งๆ ที่อิหร่านไม่มีหลักฐานว่าเป็นภัยร้ายแรงคุกคามต่อสหรัฐฯ อย่างเร่งด่วน...และขอบเขตของสงครามกำลังลุกลาม จนทำให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และทำให้เรือขนส่งน้ำมัน, แก๊สธรรมชาติ และแร่ธาตุแม่ปุ๋ยสำคัญ ไม่สามารถลำเลียงเดินทางออกมาจากอ่าวเปอร์เซียได้ ทำให้ราคาพลังงานทั้งโลกพุ่งพรวดพราด; ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอ; และสินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพงขึ้นอย่างน่ากลัว

ที่สำคัญคือ ทหารอเมริกันที่ถูกทรัมป์ส่งไปปฏิบัติการที่อ่าวเปอร์เซีย ขณะนี้เริ่มตายไปแล้ว 13 คน และบาดเจ็บถึงอย่างน้อย 300 กว่าคน ซึ่งยังไม่มีวี่แววว่าจะมีการลดความรุนแรงของสงคราม หรือจะมีการเจรจาหยุดยิงแต่อย่างใด ซึ่งโอกาสที่สงครามจะทวีความรุนแรง และลากยาวก็มีความเป็นไปได้สูง พร้อมสวัสดิภาพอันตรายที่กำลังเกิดขึ้นต่อชาวอเมริกันทั่วโลก รวมทั้งธุรกิจของสหรัฐฯ ตามที่ต่างๆ ทั่วโลกก็กำลังเป็นเป้าการโจมตีจากฝ่ายอิหร่าน ที่กำลังตอบโต้ต่อการที่อิหร่านถูกโจมตีก่อนโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล

การประท้วงการบริหารงานที่ผิดพลาด รวบอำนาจตามอำเภอใจของทรัมป์ที่นำสู่สงคราม (ที่อาจขยายลุกลามลากยาว) ทำให้การประท้วงครั้งนี้มีขึ้นในเมืองใหญ่ๆ นอกอเมริกาด้วย เช่น ที่ลอนดอน, โรม, เบอร์ลิน, ปารีส และมาดริด เป็นการเดินขบวนประท้วงสงครามที่ทรัมป์ก่อขึ้นทำให้โลกเคลื่อนใกล้สู่สงครามโลกครั้งที่ 3 ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงทั้งโลก