ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - หลังอุ้มราคาน้ำมันมาสองสัปดาห์ ในที่สุด “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็แบไต๋ว่าคงต้องปล่อยให้ “ราคาน้ำมันลอยตัวตามกลไกตลาด” ทำให้มีคำถามย้อนกลับทันทีว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็น “นาทีทอง” ของการกักตุนของผู้ค้าน้ำมันเพื่อรอราคาใหม่ใช่หรือไม่ จากภาพความย้อนแย้งรัฐบาลโพนทะนาว่าน้ำมันมีพอใช้ แต่ที่ปั๊มกลับขาดแคลน เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
ขณะที่ก่อนหน้านี้ “นายกฯ ทุนพลังงาน” อย่างนายอนุทินยืนยันว่า ไม่มี “ไอ้โม่ง” ฉกฉวยโอกาสจากสถานการณ์วิกฤติน้ำมันตอนนี้ แถมยังโบ้ยด้วยว่า มีแต่ประชาชนไปตุนน้ำมัน และให้ “นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เป็นประธานแก้ปัญหาน้ำมัน พร้อมกับประกาศเมื่อวันจันทร์ (23 มี.ค.) อย่างขึงขังว่า ภายในสัปดาห์นี้ปัญหาไม่มีน้ำมันให้เติมจะหมดไป
แต่ความจริงก็คือ “โรงกลั่น” ถูก “ไอ้โม่ง” สั่งให้ขายกับ Jobber และสั่ง Jobber ขายเฉพาะ “ปั๊มเครือข่ายเพื่อนพ้องน้องพี่บ้านใหญ่” แล้วก็ไปขอเบิกเงิน “เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ซึ่งมาจากภาษีและเงินสะสมของประชาชนทุกคน
ส่วนการขึ้นราคาน้ำมันกลางดึกเมื่อคืนวันที่ 25 มีนาคมพรวดเดียว 6 บาทหลังจากก่อนหน้านี้เพียงวันเดียวขึ้นไปแล้ว 2 บาท โดยละเลย “การวัดสต็อกเก่า” ก็ทำให้ถูกตั้งคำถามหนักๆ ว่า มี “ใครรวยไม่ไหว” เพราะรู้ข้อมูล “อินไซด์” เหมือนเมื่อครั้งลดค่าเงินบาทในวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 ที่มีผู้ที่ร่ำรวยมหาศาล และมีผู้ที่สิ้นเนื้อประดาตัว หรือไม่ อย่างไร
ดังนั้น โปรดอย่าโทษประชาชนที่พากันวิพากษ์วิจารณ์ว่า นี่คือ ความล้มเหลวในการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานพลังงานของรัฐบาลค่ายสีน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทยที่ปล่อยให้มีการกักตุนน้ำมันโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ซึ่งดังอึงมี่ไปทั่วทั้งแผ่นดิน
ลากไส้ “ไอ้โม่งแอนด์เดอะแก๊ง”
ย้อนหลังกลับไปก่อนที่รัฐบาลนายอนุทินจะประกาศให้ราคาน้ำมันลอยตัว ปัญหาที่หนักที่สุดของประชาชนทั่วประเทศแม้แต่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลโดยเฉพาะผู้ใช้น้ำมันดีเซลเผชิญก็คือ หลายปั๊มไม่มีน้ำมันให้เติม ขึ้นป้ายว่า “อยู่ระหว่างขนส่ง” บ้าง หรือ “น้ำมันหมด” บ้าง
บางพื้นที่รอเติมกันคิวยาวข้ามวันข้ามคืน เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ซึ่งนายอนุทินและนายพิพัฒน์ ก็โยนว่าเป็นปัญหาของประชาชนที่แห่กันไปเติม ทำให้ความต้องการมีสูงกว่าปริมาณที่เคยใช้ ประชุมกันทีไรก็มีข่าวว่าสั่งการให้เร่งเอาเข้าระบบ ให้น้ำมันกลับมาเป็นปกติให้ได้ แต่จนแล้วจนรอดบริหารจัดการกันอย่างไร สถานการณ์ก็ยังเป็นเหมือนเดิม
คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ทำไมจึงแก้ปัญหาปั๊มน้ำมันไม่มี หรือน้ำมันอยู่ระหว่างขนส่ง ไม่ได้สักที
ยิ่งเมื่อนำไปเชื่อมโยงกับกรณีตำรวจกองบังคับการปราบปรามการทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค(บก.ปคบ.)ตรวจค้นและพบผู้กักตุนน้ำมันกว่า 330,000 ลิตร ที่ จ.อ่างทอง ก็ยิ่งน่าสงสัยว่า นี่คือการล็อกสเปกให้ Jobber ส่งให้พรรคพวกตัวเองหรือไม่?
ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ของ DSI และกรมธุรกิจพลังงาน เมื่อวันที่ 21-22 มีนาคม 2569 พบหลักฐานชิ้นสำคัญว่า ใบกำกับภาษีไม่ตรงปก ตรวจพบรถขนส่งน้ำมันของ Jobber รายหนึ่ง รับน้ำมันจากโรงกลั่นโดยระบุปลายทางจัดส่งในกรุงเทพฯ แต่ตัวรถและน้ำมันกลับไปโผล่ที่คลังน้ำมันใน จังหวัดอ่างทอง
มีข้อสงสัยว่า นี่คือ รูปแบบเดียวกับการ “เวียนเทียน” จำนำข้าว เพื่อสวมสิทธิ์เบิกเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันหรือไม่ ? เพราะการจงใจระบุปลายทางเท็จ น้ำมันล็อตนี้อาจถูกนำไปขายต่อในราคาตลาดมืดหรือส่งออกชายแดนที่ราคาสูงกว่า ขณะที่ตัวเลขในระบบยังโชว์ว่าเป็นการขายในประเทศเพื่อรับเงินอุดหนุนลิตรละเกือบ 10 บาท
ว่ากันว่า ในวงการน้ำมันตอนนี้ Jobber หรื ผู้ค้ามาตรา 10 ที่มีอิทธิพลสูง มักจะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางการเมือง โดยเฉพาะ “ภาคเหนือ” และ “ภาคอีสาน” มีกลุ่มทุนที่เป็น “เจ้าของคลังน้ำมัน” และ “กองทัพรถขนส่ง” ซึ่งมักมีความสัมพันธ์เหนียวแน่นกับนักการเมืองพรรคร่วมรัฐบาลที่คุมกระทรวงสำคัญ
หากโรงกลั่น ปตท. และบางจาก ถูกบีบด้วยนโยบายรัฐให้ปล่อยน้ำมันราคาพิเศษให้ Jobber กลุ่มนี้ก่อน โดยอ้างว่าเพื่อกระจายเข้าปั๊มชุมชน แต่ความจริงกลับเอาไปลงที่ “ปั๊มเครือข่ายนักการเมือง” เพื่อดึงเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมัน ซึ่งติดลบใกล้ 4 หมื่นล้านบาท นี่เข้าไปแล้ว คือโมเดลเดียวกับคดีจีทูเจี๊ยะข้าวที่อื้อฉาวในอดีตเป๊ะๆ
ทั้งนี้ ตามปกติโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ฟาร์ม โรงสี โรงโม่ บริษัทขนส่งต่าง ๆ ฯลฯ ต่างต้องซื้อน้ำมันมาเก็บไว้เพื่อใช้ธุรกิจ โดยมีแท็งก์เก็บกันไว้หลายพัน หรือ หลายหมื่นลิตร โดยเมื่อซื้อน้ำมันเป็นล็อตใหญ่จาก Jobber ก็จะมีส่วนลดจากราคาตลาด 1 บาท 2 บาทมั่ง ต่อลิตร
พอสงครามอิหร่านเกิด ... มีปัญหาเรื่องการขนส่ง และวิกฤตน้ำมัน
ราคาน้ำมันดีเซลที่ธุรกิจเหล่านี้เคยซื้อจาก Jobber ลิตรละ 29 บาท (ราคาตลาด 30 บาท) ก็ขึ้นเป็น ลิตรละ 39-40 บาท (ขณะที่ราคาตลาดตรึงไว้ที่ 33 บาท) เท่ากับว่า จ็อบเบอร์ได้กำไรเพิ่มมาลิตรละ 6-7 บาท จากส่วนต่างราคาหน้าปั๊บ กับ ขายให้ผู้ใช้รายใหญ่ และยังได้กำไรอีกต่อจากเงินกองทุนพลังงานที่จ่ายชดเชยให้ลิตรละประมาณ 20 บาท
**เกียร์ว่างตรวจสต็อกน้ำมัน ฟาดกำไรลาภลอย**
ยัง....ยังไม่จบ เพราะเรื่องไม่ได้มีแค่นั้น ประเด็นที่ต้องแสวงหาความจริงถัดมาก็คือ “ใครเกียร์ว่างในการตรวจสต็อกน้ำมัน” เพื่อให้ “ไอ้โม่งแอนด์เดอะแก๊ง” กักตุนน้ำมันเอาไว้ก่อนที่รัฐบาลนายอนุทินจะประกาศขึ้นราคา
เรื่องนี้ “เพจวิถีคิดโดยโสภณ สุภาพงษ์” ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า “วันนี้ 24 มีนาคม 2026 ผู้กักตุนน้ำมันได้เงินประชาชนเพิ่มอีกมากกว่า 16,000 ล้านบาท ซึ่งวันดังกล่าวเป็นวันที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบในการปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซล ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในวันที่ 24 มีนาคม 2569 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 33 บาทต่อลิตร จากที่ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน
หรือที่ “รสนา โตสิตระกูล” อดีตสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยตั้งคำถามถึงนายพิพัฒน์กรณีที่ปั๊มน้ำมันพีทีติดป้ายแจ้งว่าน้ำมันหมดตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันที่ 25 มีนาคมก่อนที่จะมีการประกาศขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาทว่า “ขอถามตามตรงว่า ผู้ดำรงตำแหน่งรักษาการรองนายกรัฐมนตรี และผู้ทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีในการกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไข และป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และเป็นเจ้าของปั๊ม PT เป็นผู้กำหนดขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท และใช้ข้อมูลภายในให้ปิดปั๊มขายน้ำมันด้วย ใช่หรือไม่ ?!? ถือว่าเอาข้อมูลภายในมาหาประโยชน์จากประชาชนคนทั้งแผ่นดิน ใช่หรือไม่!?? นับว่าเป็นใช้วิกฤตโลกและความเดือดร้อนของประชาชนเป็นโอกาสในการถอนทุนการเลือกตั้ง ใช่หรือไม่?!?”
เช่นเดียวกับ “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งโพสต์ถึงกรณีขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก 6 บาทเอาไว้แบบดุเดือดว่า “นี่น่าจะเป็นการถอนทุนการเลือกตั้งของนายทุนพรรคการเมืองที่เร็วที่สุด โหดร้ายที่สุด เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ปล้นประชาชนอย่างไร้สำนึกชั่วดี วิกฤตินี้สร้างขึ้นโดยเพื่อนร่วมชาติ ไอ้โม่งไม่ใช่ใคร รัฐบาลนี่แหละ”
สอดคล้องกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้สัมภาษณ์สื่อว่า “การขึ้นราคาทีเดียว 6 บาทเมื่อคืนนี้ เปรียบเสมือนการ ‘ปล่อยผีไอ้โม่ง’ เพราะก่อนหน้านี้มีการกักตุนน้ำมันไว้เนื่องจากราคาไม่สะท้อนความเป็นจริง แต่พอราคาขยับขึ้นมาแบบนี้ สรุปคือใครจะไปตามจับไอ้โม่งตอนไหน”
ขณะที่ “ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เอาไว้ว่า การขึ้นราคา 6 บาทป็นไปตามกลไกราคาโลกเพื่อสกัดน้ำมันเถื่อนรั่วออกนอกประเทศ ดังนั้น จึงขอประชาชนใช้ชีวิตพอเพียงหลังคาดสู้รบยาว
อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญอยู่ตรงการที่ “โสภณ สุภาพงษ์” ชี้ให้เห็นถึงกลิ่นทะแม่งๆ ว่า “ครั้งก่อนทุกครั้งที่รัฐบาลให้ขึ้นราคาขายใหม่น้ำมันแก่ประชาชน เราให้เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ ออกวัดถังสต๊อกผู้ค้าน้ำมันสำเร็จรูปราคาเก่าทั้งหมดทั่วประเทศแล้วเรียกเก็บเงินคืนให้ประชาชนทุกครั้งครับ ด้วยกลไกราคาและการวัดถังสต๊อกผู้ค้าน้ำมันทันทีทุกครั้งนี้ ไม่มีนักการเมืองผู้ค้าน้ำมันใด อยากกักตุนน้ำมันเพราะรัฐบาลเก็บคืนให้ประชาชนหมด
“ครั้งนี้ปี 2026 วิกฤตน้ำมัน รัฐบาลให้ขี้นราคาขายใหม่ 2 บาท/ ลิตร ไม่วัดถังสต๊อกผู้ค้าน้ำมัน นักการเมืองที่กักตุนน้ำมัน ผู้ค้าน้ำมันทุกรายได้เงินประชาชนเพิ่มอีก มากกว่า 16,000 ล้านบาทในทันที (ประมาณจากสต๊อกแค่ 50 วัน x ขาย 160 ลล./วัน x 2 บ./ล, นายกฯบอกมีสต๊อก 100 วัน) จากการขายสต๊อกราคาเก่าในราคาที่รัฐบาลเพิ่มให้ใหม่ การไม่วัดถังสต๊อกผู้ค้าน้ำมันสำเร็จรูปราคาขายเก่าทั้งหมดทั่วประเทศ จะทำให้มีผู้ค้าเตรียมกักตุนน้ำมันอีกไว้รอการประกาศรัฐบาลขึ้นราคาน้ำมันในครั้งหน้าอีกหลายๆ ครั้งคอยเอากำไรจากประชาชน”
“ไม่มีนักการเมืองที่กักตุนอยากให้วัดสต๊อกน้ำมันครับ”นายโสภณว่าไว้อย่างนั้น
งานนี้ ไม่รู้ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล กับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่อีกฐานะหนึ่งคือผู้ก่อตั้งอาณาจักร PTG จะมีสะดุ้งสะเทือนกับข้อมูลดังกล่าวบ้างหรือไม่
เพราะไม่ปรากฏภาพให้เห็นว่า ก่อนรัฐไฟเขียวให้ขึ้นราคา มีเจ้าหน้าที่ไป “วัดถัง” เพื่อดูว่าน้ำมันในสต็อกเก่าซึ่งมีต้นทุนต่ำมีเท่าไหร่ แล้วดึงส่วนต่างที่ควรเป็นของประชาชนคืนเข้ารัฐหรือกองทุนน้ำมัน
ผลคือผู้ค้าน้ำมันที่กักตุนไว้ 50-100 วัน สามารถขายน้ำมันต้นทุนเดิมในราคาใหม่ได้ทันที
ลองมาคิดคำนวณกันว่ามีเม็ดเงินไหลเข้ากระเป๋ากลุ่มที่กักตุนน้ำมันไว้มโหฬารแค่ไหนตามโมเดลสต็อกน้ำมัน
หากอ้างอิงปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลและเบนซินรวมกันในประเทศเฉลี่ยประมาณ 160 ล้านลิตรต่อวัน ตามกฎหมายและทางปฏิบัติ ผู้ค้ารายใหญ่จะมีสต็อกน้ำมันที่ “กลั่นเสร็จแล้ว” นอนอยู่ในถังคลังใหญ่ทั่วประเทศอย่างน้อย 30-50 วัน (บางรายอาจถึง 100 วันตามที่นายกฯ เคยบอก) เมื่อคิดการคำนวณ น้ำมัน 160 ล้านลิตร/วัน x สต็อก 50 วัน = 8,000 ล้านลิตร (น้ำมันต้นทุนเก่าที่นอนนิ่งในถัง) ส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น 8 บาทต่อลิตร ดังนั้น กำไรลาภลอย (Windfall Profit) เท่ากับ 8,000 ล้านลิตร x 8 บาท = 64,000,000,000 บาท
อ่านว่า หกหมื่นสี่พันล้านบาท!
เงิน 6.4 หมื่นล้านบาท เข้ากระเป๋าใคร?
นี่คือสิ่งที่รัฐบาลนายอนุทินต้องแจงแจงเพื่อให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย ด้วยเงินก้อนนี้ไม่ได้งอกจากอากาศ แต่คือเงินที่ดึงออกจากกระเป๋าประชาชนที่ต้องเติมน้ำมันราคาใหม่ แต่เป็นน้ำมัน “ในถังเดิม” ที่ทุนพลังงานซื้อมาในราคาเก่า
ฉะนั้นแล้ว ภาพน้ำมันขาดปั๊มก่อนวันที่ 24-25 มีนาคม 2569 แท้จริงคือการละคร และคือหลักฐานชัดเจนของการ “อั้นของ” เพื่อรอฟันกำไรส่วนต่าง 8 บาทนี้เอง ใช่หรือไม่
ส่วนเงินก้อนนี้จะตกหล่นไปที่ไหนบ้าง คงไม่ใช่เรื่องยากกระมัง เพราะเมื่อไปไล่เรียง “โครงสร้างการถือครองสต็อกน้ำมันในประเทศไทย” ก็จะเห็นความจริงที่มีเพียงหนึ่งเดียว


