ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เรียกว่า “ถูกฝาถูกตัว” เกินไปจนประชาชนเกิด “คำถาม” กรณีที่ให้ “โกเกี๊ยะ-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มานั่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แก้วิกฤตน้ำมัน-ก๊าซฯ ทั้งที่รู้กันดีว่านายพิพัฒน์ คือรัฐมนตรีที่มาจากกลุ่มทุนพลังงาน
อย่างที่เห็น บทบาทในการออกมาปกป้องทุนพลังงานของนายพิพัฒน์ ก่อนหน้านี้ ชัดเจนว่าโดดเด่นโดนใจทั้งปั๊มน้ำมัน ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ และโรงกลั่น แม้ว่านายพิพัฒน์ จะชี้แจงว่าไม่ได้ถือหุ้นใน บริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG แล้วก็ตาม
ก่อนอื่นมาขุดโปรไฟล์ของนายพิพัฒน์กันสักหน่อย เพราะที่มาที่ไปของเขานำมาซึ่งคำถามคาใจในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ว่าจะชะล้างล้างคราบไคลเท่าไหร่แต่เขาก็ยังถูกสังคมมองเป็นนักการเมืองทุนพลังงานอยู่วันยังค่ำ
นายพิพัฒน์ เป็นชาวอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นพี่ชายของนายพิบูลย์ รัชกิจประการ สส.สตูล พรรคภูมิใจไทย และนายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)
ชีวิตส่วนตัว สมรสกับนางนาที รัชกิจประการ เมื่อปี 2533 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือนายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, นายปกเขตร รัชกิจประการ และนางสาวปกรกานต์ รัชกิจประการ ซึ่งสมรสกับนายสุทธิพงษ์ วรรณวานิช กรรมการผู้จัดการของบริษัท ปิโตรเลียมไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด ในเครือพีทีจี เอ็นเนอร์ยี่
ด้านการศึกษา เขาจบจากโรงเรียนแสงทองวิทยา จังหวัดสงขลา จากนั้นเรียนต่อระดับปริญญาตรีและปริญญาโท สาขารัฐศาสตร์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
เมื่อ 30 ปีที่แล้ว กลุ่มเรือประมงในเขตน่านน้ำอันดามัน ต้องรู้จักชื่อเสียงของ บริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด” และ “โกเล็ก” ซึ่งมีลูกชาย 3 คนที่สืบทอดดูแลธุรกิจน้ำมัน คือ “โกเกี๊ยะ” - พิพัฒน์ รัชกิจประการ , “โกโต” - พิบูลย์ รัชกิจประการ และ “โกนั้ง” - พิทักษ์ รัชกิจประการ นอกจากธุรกิจน้ำมันแล้ว ตระกูลรัชกิจประการ ยังทำธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่งทางเรือรายใหญ่ในภาคใต้ฝั่งอันดามัน รวมถึงเจ้าของธุรกิจรังนกในฝั่งอันดามันอีกด้วย
ในเส้นทางธุรกิจ นายพิพัฒน์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ก่อตั้งอาณาจักร PTG” ยักษ์ใหญ่เบอร์ 2 ในวงการค้าปลีกน้ำมัน เริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัว โดยนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ มาจำหน่ายให้กลุ่มเรือประมงในเขตน่านน้ำอันดามัน ก่อนจะก่อตั้งบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด และต่อมาได้นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในชื่อ พีทีจี เอ็นเนอยี่ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2538 โดยเปลี่ยนชื่อจาก บริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิงฯ โดยมีนายพิทักษ์ รัชกิจประการ เป็นผู้บริหารค่ายพีทีจี
นายพิพัฒน์ เข้าสู่วงการเมือง โดยการชักชวนของ นายวัฒนา อัศวเหม เมื่อครั้งก่อตั้งพรรคราษฎร เมื่อปี 2541 เพื่อสร้างฐานการเมืองในพื้นที่ภาคใต้ โดยได้นั่งเป็นกรรมการบริหารพรรค จากนั้นในปี 2554 ได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหลังการเลือกตั้ง เมื่อปี 2562 พรรคภูมิใจไทยได้เข้าร่วมรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยนายพิพัฒน์ ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีเป็นครั้งแรก ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ในแวดวงการเมือง “โกเกี๊ยะ” เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ก่อตั้งและเจ้าของสถานีบริการน้ำมันพีที แต่ในแวดวงการเมืองรู้จักกันว่าเขาคือสามีของ “เจ๊เปี๊ยะ” - นางนาที รัชกิจประการ เหรัญญิกพรรคภูมิใจไทย แม่ทัพใหญ่ที่นำชัยชนะให้กับ ส.ส.ภูมิใจไทย โค่นเจ้าของพื้นที่เดิมพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งตอนแรก “เจ๊เปี๊ยะ” จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ แต่มีเหตุถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษา จำคุก 1 เดือน ปรับ 4,000 บาท คดีปกปิดบัญชีทรัพย์สิน นายพิพัฒน์ จึงเข้ามารับหน้าที่แทน
ในปี 2564 พรรคภูมิใจไทย ได้แต่งตั้งให้นายพิพัฒน์ เป็นรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เมื่อพรรคเพื่อไทย จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ โดยมีพรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคร่วมรัฐบาล นายพิพัฒน์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในชุดรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ต่อด้วยรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร
ต่อมาในปี 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยถอดถอนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทางพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยมีพรรคประชาชน โหวตสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
ในทางการเมืองตระกูล “รัชกิจประการ” ถือเป็นฐานกำลังสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย เป็นหนึ่งในเครือข่าย “บ้านใหญ่” ของพรรค เนื่องจากนางนาที เคยเป็น ส.ว. พัทลุง, ส.ส. บัญชีรายชื่อ, ประธานกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัด, ประธานสมัชชาสตรีจังหวัด ฯลฯ และยังริเริ่มจัดตั้งสโมสรฟุตบอลพัทลุง เอฟซี หรือสโมสรฟุตบอลจังหวัดพัทลุง ในปี 2552 อีกด้วย
ผ่าอาณาจักรแสนล้าน PTG
ภายใต้การบริหารของตระกูลรัชกิจประการ เครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน PT ได้ขยายสาขาจนมีจำนวนมาก โดยช่วงบุกเบิกและขยายธุรกิจ PT “โกเกี๊ยะ - เจ๊เปี๊ยะ” ผู้ปลุกปั้นให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างเป็นระบบ ทำให้ธุรกิจเติบโตจากบริษัทท้องถิ่นสู่บริษัทมหาชนแสนล้าน ปัจจุบัน PTG มีนายพิทักษ์ รัชกิจประการ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และกรรมการผู้จัดการใหญ่
นอกจากปั๊มน้ำมัน PT แล้ว บริษัทยังเป็นเจ้าของแบรนด์ กาแฟพันธุ์ไทย, ร้านสะดวกซื้อ Max Mart และธุรกิจศูนย์บริการรถยนต์ Autobacs
โครงสร้างผู้ถือหุ้นของ PTG มีความโดดเด่นจากการถือหุ้นผ่านบริษัทโฮลดิ้งของครอบครัวและบุคคลในตระกูลรัชกิจประการ เป็นหลัก ประกอบด้วย
1.บริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด ถือครอง 419,504,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 25.12%
2.นายพงษ์ศักดิ์ วชิรศักดิ์พานิช 100,300,000 หุ้น สัดส่วน 6.01%
3.นางจารุณี ชินวงศ์วรกุล ถือ 98,299,900 หุ้น สัดส่วน 5.89%
4.นางจรัสลักษณ์ นิธยานุรักษ์ ถือ 77,849,140 คิดเป็น 4.66% 5.บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (Thai NVDR) 43,589,980 หุ้น สัดส่วน 2.61%
6.นายวีรศักดิ์ วชิรศักดิ์พานิช 43,344,000 หุ้น สัดส่วน 2.60%
7.นายพิทักษ์ รัชกิจประการ 41,691,134 หุ้น สัดส่วน 2.50%
8.SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED 33,598,000 หุ้น สัดส่วน 2.01%
9.นายศักดิ์นันท์ วิจิตรธนารักษ์ 30,403,000 หุ้น สัดส่วน1.82%
และ 10.นางเพ็ญนภา พงษ์สุรพันธ์ 14,753,100 หุ้น สัดส่วน 0.88%
ปัจจุบัน PTG (ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2569) มีสถานีบริการน้ำมัน PT ประมาณ 2,300 แห่ง ทั่วประเทศ หากรวมทุกธุรกิจตั้งเป้าขยายให้มากกว่า 7,000 แห่ง ภายในสิ้นปี 2569 (รวมธุรกิจน้ำมัน, LPG, และ Non-Oil) โดยกาแฟพันธุ์ไทย ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันมีสาขาประมาณ 1,642 แห่ง (ข้อมูล ณ ไตรมาส 2/2568) และมีเป้าหมายขยายเป็น 3,000 แห่ง ในปี 2569
ผลการดำเนินงานของ PTG แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่ง แม้กำไรจะมีความผันผวนตามค่าการตลาดน้ำมัน แต่เริ่มเห็นสัดส่วนกำไรจากธุรกิจ Non-Oil ที่เพิ่มขึ้นชัดเจน โดยปีบัญชี 2567 มีรายได้รวม 225,813 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,042 ล้านบาท ปี 2566 รายได้รวม 198,811 ล้านบาท กำไรสุทธิ 944 ล้านบาท และปี 2565 รายได้รวม 179,422 ล้านบาท กำไรสุทธิ 934 ล้านบาท
PTG วางกลยุทธ์ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียว โดยตั้งเป้าให้ธุรกิจ Non-Oil มีสัดส่วนกำไรสูงถึง 50% ภายในปี 2571 ด้วยแผนงานสำคัญ กาแฟพันธุ์ไทย เร่งขยายสาขาทั้งในและนอกปั๊มน้ำมัน โดยตั้งเป้าถึง 5,000 สาขา ภายในปี 2571 และเตรียมความพร้อมเพื่อนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) ในช่วงปี 2570–2571
ส่วนการขยายพอร์ตธุรกิจอาหารและบริการ เปิดตัวแบรนด์ใหม่ เช่น ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย โดยตั้งเป้าขยายเป็น 50 สาขาในปี 2569 ร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากล เช่น SUBWAY เพื่อขยายจุดให้บริการในสถานี ขยายศูนย์ซ่อมบำรุงรถยนต์ Autobacs อีก 50 สาขาในปี 2569 ภายใต้ระบบนิเวศ PT Max Card ใช้ฐานสมาชิกกว่า 25 ล้านราย ในการเชื่อมโยงบริการผ่านแอปพลิเคชัน Max Me เพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่องจากไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค รวมถึงขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า PT GIGA EV และความร่วมมือกับ EleX by EGAT และตั้งเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2573
นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTG เพิ่งประกาศทิศทางยุทธศาสตร์ปี 2569 เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า หัวใจสำคัญของการเติบโตในปีนี้คือการสร้าง “Economies of Scale” ผ่านการกระจายตัวของจุดให้บริการที่ไม่ได้จำกัดเพียงแค่สถานีบริการน้ำมัน แต่รวมถึงธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม และร้านค้าปลีก
การดำเนินธุรกิจในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนสาขา แต่เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรภายในเครือภายใต้แนวคิด “One PTG” เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือการสร้างเสถียรภาพทางธุรกิจที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจระดับมหภาคและสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน
หากจะเปรียบเทียบในสังเวียนค้าปลีกน้ำมันไทย “อาณาจักร PTG” หรือปั๊ม PT คือยักษ์ใหญ่เบอร์ 2 ที่หายใจรดต้นคอเบอร์ 1 อย่าง PTT Station (OR) กล่าวคือ PT มีจำนวนสาขาที่มากกว่าคือเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศ ด้วยสาขาที่มากกว่า 2,200 แห่ง ทั่วประเทศ แซงหน้า PTT Station ที่มีประมาณ 2,100+ แห่ง เล็กน้อย และเน้นกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง ขยายสาขาเข้าสู่ระดับอำเภอและตำบล ทำให้เข้าถึงฐานลูกค้าเกษตรกรและคนในพื้นที่ห่างไกลได้ดีที่สุด
อย่างไรก็ดี PT เป็นรองแชมป์ในแง่ส่วนแบ่งการตลาดที่อยู่ในอันดับสอง โดยมี Market Shareอยู่ที่ประมาณ 19-20% ตามหลัง OR (PTT Station) ที่ครองส่วนแบ่งประมาณ 38-40% ทิ้งห่างแบรนด์ต่างชาติอย่าง Shell, Caltex และ Esso (เดิม) อย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ PTG ยังถือเป็นเจ้าพ่อ “Loyalty Program” (Max Card) โดย PTG เป็นยักษ์ใหญ่ที่มีฐานข้อมูลลูกค้า (Big Data) ที่แข็งแกร่งที่สุดรายหนึ่ง โดยมีสมาชิกบัตร PT Max Card กว่า 21-22 ล้านราย กลยุทธ์นี้ทำให้ PTG สามารถดึงลูกค้าให้กลับมาใช้บริการซ้ำ และเชื่อมโยงไปยังธุรกิจ Non-Oil ในเครือได้ง่าย
ปัจจุบัน PTG ไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นแค่ปั๊มน้ำมัน แต่กำลังเป็นยักษ์ใหญ่ด้าน Retail & Lifestyle ทั้งกาแฟพันธุ์ไทยซึ่งขยายสาขาเร็วที่สุดในกลุ่ม Non-Oil ตั้งเป้าเป็นคู่แข่งสำคัญของ Cafe Amazon ส่วน LPG ภาคครัวเรือนถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่รุกตลาดก๊าซหุงต้มตามบ้านอย่างหนัก ส่วน Autobacs ศูนย์บริการรถยนต์มาตรฐานญี่ปุ่นที่ PTG ถือหุ้นใหญ่เพื่อรุกตลาด Aftersales
สรุปสั้น ๆ ในวงการน้ำมันไทย ถ้า PTT คือ “พี่ใหญ่คุมตลาด” PTG ก็คือ “ยักษ์ขยัน” ที่ใช้จำนวนสาขาและความสนิทสนมกับคนท้องถิ่นมาเป็นอาวุธ จนกลายเป็นอาณาจักรแสนล้านที่ไม่อาจมองข้ามได้
ผลประโยชน์ทับซ้อน คำถามใหญ่ที่เคลียร์ยาก
ยิ่งอาณาจักรแสนล้าน PTG เติบใหญ่เท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้นายพิพัฒน์ ถูกจับจ้องจากสังคมมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ถูกตั้งคำถามในแง่ที่เขาเป็นผู้ก่อตั้ง PT ธุรกิจของตระกูลรัชกิจประการ แล้วมานั่งเป็น ผอ.ศบก. แก้วิกฤตพลังงานในเวลานี้
แม้ว่านายพิพัฒน์ จะยืนยันว่าได้ลาออกจากตำแหน่งในกลุ่มบริษัท พีที มานานแล้ว และไม่มีอำนาจสั่งการใด ๆ ในทางธุรกิจ การถือครองหุ้นหรือการจัดการสิทธิในหุ้นเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ข้อกังขานี้หาได้คลี่คลายลงไปไม่
มิพักการให้สัมภาษณ์สื่อก่อนหน้านี้กรณีปั๊มน้ำมันหมดที่นายพิพัฒน์ กล่าวว่า “ผมเองก็ไม่สบายใจ และคิดไม่ออก เพราะผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ไปรับน้ำมัน ผมไม่ได้มีปั๊มน้ำมันยี่ห้อเดียว มีทั้งพีที และยี่ห้ออื่น ….”
นายพิพัฒน์ ยังเคยเล่นบทปกป้องทุนพลังงานอย่างสุดลิ่ม ยกตัวอย่างเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อนายพิพัฒน์ เจอกองทัพสื่อถามถึงกรณีสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย รวมตัวรถบรรทุกปิดถนน พร้อมแฉว่ามีการนำน้ำมันสต็อกเก่าออกมาขายในราคาแพง
ครานั้น นายพิพัฒน์ ตอบคำถามเป็นฉากๆ ว่าน้ำมันสต็อกเก่าที่นำมาขายในราคาปัจจุบัน ตนไม่ได้ตอบแทนโรงกลั่น หรือผู้ประกอบการ แต่ต้องทำความเข้าใจว่า การสั่งซื้อน้ำมันดิบไม่ใช่ซื้อวันนี้แล้วจะได้วันนี้ จะต้องมีการสั่งซื้อล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 3 เดือน เราพูดถึงแฟร์ทูแฟร์ เรามีกติกาของการค้าขาย กติกาการเทรดน้ำมัน ไม่ใช่เอาแต่ได้ ฉะนั้น ตนขอฝากผู้ประกอบการ วันที่เขารับซื้อน้ำมันถูก เขามีกำไร ณ วันนี้ แต่วันหน้าเมื่อสงครามยุติเขาขาดทุนหรือไม่ ฉะนั้นต้องให้ความยุติธรรมกับโรงกลั่น และผู้ประกอบการ พวกเราคิดบวกลบคูณหารกันได้ทุกคน
“เป็นที่รู้กันว่าผมนั้นมีสถานีบริการน้ำมัน และผมค้าขายน้ำมัน ผมก็ไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบมากลั่นเอง เพราะผมไม่มีโรงกลั่น ผมซื้อวันนี้ผมขายวันนี้ อัตราเสี่ยงผมน้อย ไม่เหมือนโรงกลั่นน้ำมันที่ซื้อวันนี้ อีก 3 เดือนถึงจะได้รับน้ำมันดิบ กลั่นแล้วราคาเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ ฉะนั้น ตัวผมเองในฐานะที่เป็นผู้ค้ากับโรงกลั่น อยู่คนละสถานะ ความเสี่ยงของโรงกลั่นมีมากกว่า เพราะของผมซื้อมาขายไปวันต่อวัน ผมไม่สามารถตอบแทนโรงกลั่นได้ทั้งหมด ฝากผู้ประกอบการและผู้ใช้น้ำมัน ขอให้เข้าใจ ไม่มีใครอยากจะมากลั่นแกล้งใคร” นายพิพัฒน์ ชี้แจง
ต้องไม่ลืมว่า อำนาจหน้าที่ของ ผอ.ศบก.นั้นเกี่ยวโยงกับกลุ่มธุรกิจพลังงานโดยตรง ทั้งกำกับดูแลผู้ค้า ทั้งนโยบายสำรองน้ำมันจะชะลอการเก็บสำรอง หรือเพิ่มปริมาณน้ำมันหมุนเวียนในตลาด รวมทั้งบูรณาการ 5 กระทรวงสั่งการชุดเฉพาะกิจตรวจสอบการบริหารจัดการน้ำมันทั้งระบบ การที่รัฐมนตรีซึ่งมีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับค่ายน้ำมันยักษ์ใหญ่มาเป็นผู้กำกับดูแลนโยบายที่ส่งผลต่อต้นทุนและกำไรของธุรกิจน้ำมัน ย่อมตอกย้ำภาพอาจนำไปสู่การเอื้อประโยชน์ทางนโยบายได้ง่าย
ไม่ว่าจะมองมุมไหน เมื่อบริษัทที่มี “จำนวนสาขาและคลังน้ำมันมากที่สุดในประเทศ” มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับ “ผู้กำกับนโยบาย” ในยามวิกฤต ความระแวงของสังคมจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องของธรรมาภิบาลพื้นฐาน
ความน่ากังวลของอาณาจักร PTG ภายใต้บริบทนี้ วางอยู่บนปมเงื่อนที่ว่าด้วยสาขากว่า 2,200 แห่ง หากแต่ละปั๊มมีน้ำมันค้างถังเพียงเล็กน้อย เมื่อรวมกันทั้งประเทศบวกกับคลังส่วนกลาง จะกลายเป็นปริมาณมหาศาลที่ได้รับอานิสงส์จากส่วนต่างปรับขึ้นราคา 2-4 บาท ทันที
นอกจากนั้น ในแง่อำนาจในการชี้ชะตา “น้ำมันขาด” ในฐานะเบอร์ 1 ด้านเครือข่าย หากปั๊ม PT พร้อมใจกันขึ้นป้าย “น้ำมันหมด” จะสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนได้มากกว่าแบรนด์อื่น และส่งผลกดดันให้รัฐบาลต้องรีบประกาศขึ้นราคาหรือลดภาษีตามที่กลุ่มทุนต้องการ
และถึงที่สุดแล้วการที่ ผอ.ศบก. ไม่สั่งตรวจสอบสต็อกเก่าหรือ “วัดถัง” ก่อนปรับขึ้นราคาน้ำมัน ถามว่าในอาณาจักรที่มีถังน้ำมันมากที่สุดแบบนี้ ใช่หรือไม่ที่ทำให้สังคมมองว่านี่เป็น “ใบเสร็จ” ของเรื่องที่เกิดขั้นทั้งหมด.


