xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“ฟรี” วีซ่า 60 วัน ไทยมั่นคง...แต่ไม่มั่งคั่ง!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - จากกรณีการให้สิทธิ์ยกเว้นการตรวจลงตรา วีซ่าฟรี 60 วัน โดยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ตั้งแต่ช่วงปี 2567 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวนั้น ได้ฉายภาพสถานการณ์ปัญหาชาวต่างชาติในคราบนักท่องเที่ยว เข้ามาก่อกวนสร้างความเดือดร้อนในเมืองไทย ตั้งแต่เรื่องการแสดงพฤติกรรมไร้ระเบียบ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ตลอดจนปัญหาการลอบเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ครอบงำธุรกิจในไทย รวมถึงเข้าร่วมขบวนการผิดกฎหมาย นำสู่การพิจารณา “ยกเลิกฟรีวีซ่าจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน”  

 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 
 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่าได้เสนอให้รัฐบาลปรับลดระยะเวลาพำนักวีซ่าฟรี (Visa Exemption) สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน โดยสามารถขอขยายเวลาเพิ่มเติมได้อีกไม่เกิน 30 วัน ทั้งนี้ การปรับมาตรการไม่ได้เป็นเลือกปฏิบัติกับนักท่องเที่ยวของประเทศใด โดยระยะเวลา 30 วันเพียงพอแล้วสำหรับการท่องเที่ยว

สืบเนื่องจากประเทศไทยจำเป็นต้องสงวนสิทธิ์เพื่อป้องกันขบวนการหลอกลวง และการประกอบกิจกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคง สืบเนื่องจากพบว่ามีชาวต่างชาติจำนวนมากใช้ช่องทางฟรีวีซ่าเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ครอบงำธุรกิจในประเทศไทย รวมถึงเข้าร่วมในขบวนการสแกมเมอร์ออนไลน์ ซึ่งมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ที่อาศัยการยกเว้นวีซ่าระยะยาวเพื่อเข้ามาในไทยและไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่าประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการต้อนรับและดูแลนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันเป็นการสงวนสิทธิของไทยในการแก้ปัญหาช่องโหว่ที่ทำให้มีคนเข้ามาในประเทศแล้วทำกิจกรรมที่เป็นภัยความมั่นคงของประเทศ หรือเข้ามากระทำการที่ไม่ใช่วัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทางการไทยดำเนินมาตรการตรวจสอบคัดกรองนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อควบคุมสถานการณ์ปัญหาจากกรณีฟรีวีซ่าที่กล่าวในข้างต้น โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้เพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นการเดินทางของคนต่างชาติที่อาจแฝงตัวเข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยวเข้าออกราชอาณาจักรไทย เพื่อทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะอาชญากรรมไซเบอร์ ทั้งในรูปแบบกลุ่มแก๊งขบวนการ ผู้สนับสนุน กลุ่มฟอกเงินรวมทั้งกลุ่มที่อาจเสี่ยงตกเป็นเหยื่อที่ถูกลวงมา โดยในปี 2568 มีการปฏิเสธการเข้าเมืองของบุคคลต่างด้าวกลุ่มที่มีพฤติการณ์ดังกล่าว ทางสนามบินไปแล้วประมาณ 2,900 ราย

สำหรับการดำเนินการในการตรวจสอบการเข้าประเทศของชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยวจะต้องมีตั๋วเครื่องบินขากลับ และเอกสารยืนยันการจองโรงแรมที่พัก นอกจากนี้ ยังห้ามทำ visa run คือ เดินทางออกไปประเทศเพื่อนบ้าน แล้วกลับเข้ามาไทยอีกครั้ง เพื่อนับวันฟรีวีซ่าใหม่ คือ ต้องกลับประเทศตัวเองเท่านั้น รวมถึงจะตรวจสอบสถานะและความสมเหตุสมผลของผู้ที่ยื่นขอวีซ่าสำหรับการพำนักระยะกลางถึงระยะยาวด้วย

นอกจากนี้ ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ได้ยกระดับมาตรการคัดกรองผู้เดินทางเข้าไทย ผ่านด่าน ตม. สนามบินหลัก 5 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ ใช้มาตรการเด็ดขาดกับผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อความมั่นคง เป้าหมายหลัก คือ ชาวต่างชาติ 2 กลุ่ม ที่ใช้ฟรีวีซ่าเดินทางเข้าไทย ได้แก่ กลุ่มนักรบรับจ้าง จากยุโรปตะวันออกและเอเชียตอนบน และ กลุ่มชาวกัมพูชาที่เดินทางเข้าไทยในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้ง ที่ดูผิดวิสัยปกติหากเข้ามาเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งหากมีธุรกิจตามหลักกฎหมายในไทย ต้องขอวีซ่าจากสถานทูตไทยให้ถูกต้องทุกรายก่อน เพื่อให้มีการคัดกรองตั้งแต่ต้นทาง

กล่าวสำหรับมาตรการ “ฟรีวีซ่า 60 วัน” ดำเนินการภายใต้รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน โดยให้สิทธิ์ยกเว้นการตรวจลงตรา วีซ่าฟรี 60 วัน จากเดิมที่ให้ 57 ประเทศ โดยเพิ่มอีก 36 ประเทศรวมเป็น 93 ประเทศ และให้พำนักในประเทศไทยได้ถึง 60 วัน (ขยายเวลาเพิ่มเติมได้รวม 90 วัน) ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย หลังได้ผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด - 19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยมองว่าภาคการท่องเที่ยวเป็นกลไกหนึ่งที่จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของไทย จึงพิจารณาอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าราชอาณาจักรเพื่อการท่องเที่ยว ทำงาน หรือการติดต่อธุรกิจระยะสั้น

ในประเด็นนี้  เฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน เคยโพสต์ผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวประเด็นฟรีวีซ่าส่งผลลบมากกว่าบวก แนะเร่งปรับปรุงก่อนระยะยาวพาท่องเที่ยวไทยพังทั้งระบบ ความว่าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ยังพอหวังได้ คือ การท่องเที่ยว ซึ่งการออกนโยบายฟรีวีซ่า นับเป็นการปั้นตัวเลขให้เห็นผลงานเร็ว แต่ขาดความระมัดระวังซึ่งส่งผลร้ายทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในระยะยาว

“นโยบายนี้เห็นผลรวดเร็วก็จริง แต่ดูเหมือนจะได้เชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ อาจทำให้ต้องเสียงบซ่อมแซมทรัพยากรและผลกระทบทางสังคมมากกว่ารายรับที่ได้กลับมา เพราะนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ใช่นักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการจับจ่ายสูง หรือมีความรับผิดชอบ แต่เป็นนักท่องเที่ยวประเภทฉาบฉวยเป็นส่วนมาก หรือเลวร้ายกว่านั้นคือเป็นพวกฉวยโอกาสนี้เข้ามาเป็นที่พักพิงและรวมตัวก่ออาชญากรรม”

นายเฉลิมพงศ์ ระบุว่าฟรีวีซ่าที่เน้นแค่ปริมาณนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ แต่ไม่มีคุณภาพ ไม่ทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น และกำลังทำลายศักยภาพการท่องเที่ยวของเราเองในระยะยาว หากไม่เร่งหามาตรการปรับปรุงแก้ไข

อย่างไรก็ดี การเปิด ฟรีวีซ่า 60 วัน ให้กับ 93 ประเทศนั้น ช่วยดึงชาวต่างชาติให้เข้าประเทศไทยมากขึ้น อีกทั้ง การเพิ่มประเทศและเพิ่มจำนวนวันในการท่องเที่ยวเมืองไทยส่งผลเชิงบวกกับภาคการท่องเที่ยว

ทว่า การเปิดช่องฟรีวีซ่ากลายเป็นการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ เพิ่มโอกาสให้บรรดาอาชญากรรมที่ในคราบนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งการปรับลด ฟรีวีซ่า 60 วัน เหลือ 30 วัน ถือเป็นการปรับสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ ซึ่งผลกระทบเชิงปริมาณนักท่องเที่ยวอาจไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่เกิน 30 วันอยู่แล้ว

สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เคยประเมินไว้ว่าในส่วนของการเพิ่มประเทศให้ฟรีวีซ่าถือเป็นเรื่องที่ดีต่อธุรกิจท่องเที่ยว แต่การให้อยู่ในประเทศไทยได้ยาวๆ ไม่ได้เอื้อต่อธุรกิจท่องเที่ยว เพราะคนที่เป็นนักท่องเที่ยวจริงๆ จะมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยเพียง 10 - 20 วัน การอนุญาตให้พำนักในไทยได้ถึง 60 วัน มีความสุ่มเสี่ยงว่าจะเข้ามาทำอย่างอื่น เช่น การเข้ามาทำงานมาแย่งอาชีพของคนไทย

พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวไทยก็เฉลี่ย 7 - 10 วัน นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคยุโรป มีวันหยุดพักร้อนก็อยู่ประมาณ 30 วัน ส่วนชาวรัสเซียที่อยู่นานด้วยเหตุผลที่หนีสงคราม ประเด็นสำคัญ ต้องเข้าใจว่านักท่องเที่ยวจริงๆ จะไม่อยู่นานมาก


 จากแนวทางการปรับลดระยะเวลาพำนักวีซ่าฟรี (Visa Exemption) สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) มองว่าควรเปลี่ยนจากวีซ่าฟรีไปเป็นการเข้าออก คัดกรอง และการบังคับใช้กฎหมายหรือกฎระเบียบแบบอัจฉริยะ (Smart Access + Smart Screening + Smart Enforcement) เพราะหากใช้การตัดแรงเกินไป ประเทศไทยจะเสียปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติทันที ขณะเดียวกัน หากปล่อยปละหละหลวมเกินไปจะเกิดผลกระทบเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ

โดยมีข้อเสนอ ดังนี้ 1.เปลี่ยนแนวคิดจากวีซ่าฟรีทั่วหน้า เป็นวีซ่าฟรีแบบจัดชั้นความเสี่ยง 3 ระดับคือ เสี่ยงต่ำให้คงสิทธิเดิม เฝ้าระวังให้ลดวันพำนัก อาทิ 15 – 30 วัน และกลุ่มเสี่ยงสูงกลับไปใช้การตรวจสอบวีซ่าก่อนเดินทางตามเดิม 2. ใช้ TDAC เป็นระบบข่าวกรอง ไม่ใช่แค่ระบบลงทะเบียน ซึ่งต้องเชื่อมกับฐานข้อมูลที่สำคัญต่างๆ และมีการเชื่อมกับฐานข้อมูล biometrics ที่ช่วยตรวจประวัติอาชญากรรมอยู่แล้ว

3. ตั้งคะแนนความเสี่ยง หรือ Risk Scoring ก่อนถึงด่านเข้าเมือง ให้ผู้เดินทางทุกคนได้คะแนนความเสี่ยงอัตโนมัติจากปัจจัย อาทิ ซื้อตั๋วเที่ยวเดียว เปลี่ยนที่พักหลายครั้งผิดธรรมชาติ ไม่มีแผนท่องเที่ยวชัด หรือเชื่อมโยงกับพื้นที่เสี่ยงอาชญากรรมชายแดน 4. บริหารหลังการเข้าเมืองแบบเจาะจงเป้าหมาย เพราะปัญหาของไทยหลายครั้งไม่ใช่ตอนเข้าประเทศ แต่คือหลังผ่านด่านแล้วหาย

5. แยกนักท่องเที่ยวคุณภาพออกจากผู้พำนักแฝง ด้วยเงื่อนไขเชิงพฤติกรรม ไม่ควรนิยามคุณภาพด้วยรายได้อย่างเดียว แต่ดูที่พฤติกรรม อยู่ไม่นานแต่จ่ายจริง ดีกว่าอยู่นานแต่สั่นคลอนความมั่นคงของชาติ 6. ตั้งวอร์รูมด้านความปลอดภัยท่องเที่ยวแบบถาวร เพื่อติดตามข้อมูลรายวัน และ 7. สื่อสารใหม่ว่าไทยไม่ได้เปิดเสรีแบบไร้เงื่อนไข แต่เป็นเปิดรับอย่างมีมาตรฐาน

สำหรับมาตรการปรับลดระยะเวลาพำนักวีซ่าฟรี (Visa Exemption) สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน ถือเป็นการปรับสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ ซึ่งผลกระทบเชิงปริมาณนักท่องเที่ยวอาจไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่เกิน 30 วัน แต่ปัจจัยที่น่าเป็นห่วง คือ ผลกระทบจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง

นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าหากสงครามยืดเยื้อเป็นเวลา 6 เดือน ไทยอาจมีนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงประมาณ 3 ล้านคนในปี 2569 ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจสูญเสียรายได้ประมาณ 150,000 ล้านบาท หรือประมาณ 10% ของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ รัฐบาลไทยตั้งเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ไว้ที่ 35 ล้านคน แต่สถานการณ์สงครามอาจทำให้ตัวเลขลดลงมาใกล้ระดับปี 2566 ที่มีนักท่องเที่ยวประมาณ 28 ล้านคน

สำหรับภาคการท่องเที่ยวไทยมีแผนหันไปดึงดูดนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มรายได้สูงที่ต้องการเดินทางออกจากพื้นที่ความขัดแย้ง โดยตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางอย่างน้อย 200,000 คนในปี 2569 รวมทั้ง มีการปรับงบการตลาดจากยุโรปและสหรัฐไปใช้ในตลาดตะวันออกกลางมากขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายสูง โดยใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 80,000 บาทต่อทริป เทียบกับนักท่องเที่ยวยุโรปที่ใช้จ่ายเฉลี่ย 61,000 บาท และนักท่องเที่ยวเอเชียประมาณ 39,000 บาทต่อทริป

อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนประมาณ 12% ของ GDP ซึ่งยังฟื้นตัวไม่เต็มที่หลังโควิด - 19 โดย 3 เดือนแรกของปี 2569 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยว 8.54 ล้านคน ลดลงประมาณ 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ในปี 2568 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.97 ล้านคน ลดลง 7.23% จากปี 2567 เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหว น้ำท่วมใหญ่ และความขัดแย้งกับกัมพูชา โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในปี 2568 มาจากเอเชีย 22 ล้านคน ยุโรป 8.25 ล้านคน และตะวันออกกลางมากกว่า 750,000 คน

โดย 10 อันดับแรกของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสูงสุดในปี 2568 ประกอบด้วย 1. มาเลเซีย 4,520,856 คน 2. จีน 4,473,992 คน 3. อินเดีย 2,487,319 คน 4. รัสเซีย 1,898,837 คน 5. เกาหลีใต้ 1,555,227 คน 6. ญี่ปุ่น 1,091,227 คน 7. สหราชอาณาจักร 1,083,162 คน 8. สหรัฐ 1,081,929 คน 9. ไต้หวัน 987,633 คน และ 10. สิงคโปร์ 967,341 คน

ทั้งหมดนี้ สรุปได้ว่าการยกเลิกฟรีวีซ่าจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน ไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยในปริมาณหรือหั่นรายได้จากภาคท่องเที่ยวอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่เป็นการปรับสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ.