ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
กล่าวกันว่า คนจีนเป็นชนชาติหนึ่งที่มีความเป็นชาตินิยมค่อนข้างสูง เวลาที่มีเหตุอันใดเกี่ยวกับประเด็นนี้ คนจีนจะมีปฏิกิริยาทันที จะเรียกว่ามีความอ่อนไหวต่อเรื่องชาตินิยมก็คงจะไม่ผิด การที่คนจีนมีความอ่อนไหวต่อเรื่องนี้จึงย่อมมีที่มาที่ไป
กล่าวกันว่า ที่คนจีนมีความรู้สึกไวต่อประเด็นชาตินิยมนั้น เริ่มมาตั้งแต่ตอนที่จีนถูกชาติตะวันตกเข้ามาคุกคามเมื่อกลางศตวรรษที่ 19 เริ่มจากสงครามฝิ่น (1840-1842) ระหว่างจีนกับอังกฤษ เหตุการณ์นี้มีที่มาจากที่จีนยึดเอาฝิ่นที่อังกฤษลักลอบนำเข้ามาขายมาเผาทำลาย และที่ทำเช่นนั้นเพราะฝิ่นเป็นสินค้าผิดกฎหมาย เหตุการณ์นี้จึงทำให้อังกฤษไม่พอใจ สงครามก็เลยเกิดขึ้น
จีนแพ้ในสงครามครั้งนั้นจนต้องทำสนธิสัญญาที่เสียเปรียบกับอังกฤษ ต้องยกประโยชน์ต่าง ๆ ให้อังกฤษตามที่อังกฤษเรียกร้อง หนึ่งในนั้นก็คือ เกาะฮ่องกง ที่แม้เป็นเกาะเล็ก ๆ แต่ก็เท่ากับจีนได้สูญเสียอำนาจอธิปไตยให้แก่อังกฤษ ถือเป็นเรื่องอัปยศสำหรับชาติที่ยิ่งใหญ่อย่างจีน
หลังจากนั้นเรื่อยมา จีนก็ต้องสูญเสียประโยชน์ทำนองนี้ให้แก่ชาติตะวันตกเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซ้ำในชั้นหลัง ๆ ก็ยังต้องเสียให้แก่ญี่ปุ่นที่เคยเป็นชาติที่ด้อยกว่าตนอีกด้วย รวมแล้วจีนมีเมืองท่าตามสนธิสัญญาที่ยกให้แก่ต่างชาติแบบฮ่องกงมากกว่า 30 เมือง
จนเรียกได้ว่า ไม่มีความอัปยศใดที่จะอัปยศมากไปกว่านี้อีกแล้ว
แต่คนจีน “เจ็บแล้วจำ” ไม่เหมือนคนบางชาติ และเมื่อมีความเจริญเข้มแข็งขึ้นมาดังในทุกวันนี้แล้ว จีนจึงไม่ยอมปล่อยแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกี่ยวกับชาตินิยมให้ผ่านไป จีนเป็นต้องตอบโต้ทันทีทุกครั้งไป คือไวจนบางครั้งคนชาติอื่นก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมคนจีนจึงต้องอ่อนไหวมากขนาดนั้น
คำว่า ชาตินิยม ในภาษาจีนคือคำว่า หมินจู๋จู่อี้ (民族主義) โดยคำว่า หมิน คำเดียวจะแปลว่า ประชาชน จู๋ แปลว่า ชนชาติ ชาติพันธุ์ เมื่อนำสองคำนี้มารวมกันเข้าก็จะมีความหมายที่ลึกและกว้าง คือหมายถึง ประชาชาติ เพราะคำว่า ประชาชน หมายถึง กลุ่มคนหรือพลเมืองที่อาศัยในประเทศ แต่คำว่า ประชาชาติ หมายถึง ประชาชนที่มีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และภาษา ที่มีนัยประหวัดถึงอุดมการณ์ได้ง่ายกว่าคำว่า ประชาชน
จากความหมายข้างต้นจึงนับว่าโชคยังดี ที่เวลาจะทำอะไรแล้วนักการเมืองไทยจะพร่ำแต่คำว่า ประชาชน อยู่ร่ำไป ถ้าพร่ำคำว่า ประชาชาติ เมื่อไรคงดูไม่จืด ด้วยคำหลัง “กิน” ความลึกกว่าคำแรกอยู่มากมาย
เมื่อคำว่า หมินจู๋ มารวมกับคำว่า จู่อี้ ที่หมายถึง ลัทธินิยม มาเป็นคำว่า หมินจู๋จู่อี้ แล้วจึงแปลว่า ลัทธิชาตินิยม เมื่อเป็นเช่นนี้จึงขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ ว่าเมื่อไรใช้โดยมีคำว่า ลัทธิ มากำกับ และเมื่อไรใช้โดยไม่มีคำนี้มากำกับ ในที่นี้ขอตั้งเป็นข้อสังเกตง่าย ๆ ว่า ถ้าอธิบายในเชิงอุดมการณ์แล้วมักจะมีคำว่า ลัทธิ กำกับ แต่ถ้าใช้พูดโดยทั่วไปแล้วจะไม่มีคำคำนี้
สมมติว่า ครูสอนนักเรียนเรื่องหลักคิดทางการเมือง ครูก็จะใช้คำว่า ลัทธิชาตินิยม ในการอธิบายให้นักเรียนฟัง แต่ถ้าชาวบ้านคุยกันในสภากาแฟเรื่องที่จีนรบกับฝรั่ง ชาวบ้านก็จะใช้คำว่า พวกชาตินิยม เรียกคนจีนกลุ่มนั้น เป็นต้น
เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อเรื่องชาตินิยม คนจีนจึงมีเรื่องเล่าที่แสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดในเรื่องนี้อยู่มากมาย แน่นอนว่า หนึ่งในเรื่องนี้ที่ถูกยกมาเล่าอยู่เสมอมักเป็นเรื่องของขุนศึกที่มีชื่อว่า เยี่ว์ยเฟย (บางที่เขียนว่า เยว่เฟย) หรือที่คนไทยสมัยหนึ่ง (ที่ไม่น่าจะเป็นปัจจุบัน) รู้จักในภาษาจีนแต้จิ๋วว่า งักฮุย
ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ก็ขอยกเอาเรื่องนี้มาเล่าเป็นตัวอย่างตามกระแสบ้าง
เยี่ว์ยเฟย (1103-1142) เป็นบุคคลในสมัยราชวงศ์ซ่ง (960-1279) เรื่องราวของเขาที่เล่าสืบต่อกันมานี้ว่ากันว่า เขียนขึ้นโดยหลานของเขาหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว 60 ปี หลังจากนั้นอีกกว่า 200 ปีเมื่อมีการเขียน พงศาวดารซ่ง แล้วจึงได้นำเอาเรื่องราวของเขาจากข้อเขียนดังกล่าวมาปรับใส่ในพงศาวดารนั้น เราจึงรู้เรื่องราวของเยี่ว์ยเฟยจากพงศาวดารนี้เป็นหลัก
เล่ากันว่า ตอนที่เยี่ว์ยเฟยเกิดนั้น “มีฝูงนกที่ดูคล้ายหงส์จำนวนมากบินมาเกาะที่หลังคาบ้านของเขา” เขาจึงได้ชื่อว่า เฟย (飛) ที่แปลว่า บิน
เยี่ว์ยเฟยเกิดที่จังหวัดทางอินในเมืองอันหยางของมณฑลหูหนาน และได้รับการศึกษาโดยมีบิดาเป็นผู้สอน เขามีความขยันขันแข็งมาแต่เล็กจนโต กลางวันช่วยงานครอบครัว พอตกกลางคืนก็ฝึกเขียนเรียนอ่านด้วยตัวเอง ครั้นโตเป็นหนุ่มกลับเป็นคนพูดน้อย แต่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง มีร่างกายที่แข็งแรงกำยำล่ำสัน มีน้ำใจ มีความกล้าหาญและฉมังธนู หลังจากนั้นก็เข้ารับราชการทหาร และก้าวหน้าในหน้าที่การงานด้วยมีความรู้ความสามารถเป็นที่ตั้ง จนได้เป็นผู้บัญชาการกองทัพในที่สุด
เยี่ว์ยเฟยทำศึกกับทัพจินของชนชาติหนี่ว์เจินอยู่หลายครั้ง จนได้ดินแดนที่จินยึดเอาไปกลับคืนมาบางส่วน เขาจึงมีความดีความชอบโดยได้ตำแหน่งข้าหลวงทหารเป็นการตอบแทน
หลังจากนั้นเยี่ว์ยเฟยทำศึกกับจินจนเป็นที่ยำเกรงของทัพจิน จนถึงปี 1137 จินเห็นว่ามิอาจตีจีนได้อีกก็เสนอขอเจรจาสงบศึก โดยเสนอว่าจะคืนดินแดนในมณฑลเหอหนันและส่านซีให้จีนเป็นแรงจูงใจ แต่ข้อเสนอนี้ถูกคัดค้านจากเสนามาตย์ จะมีก็แต่ จักรพรรดิซ่งเกาจง (1107-1187) และขุนนางที่ชื่อ ฉินฮุ่ย (1090-1155) เท่านั้นที่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้เหล่าเสนามาตย์ที่คัดค้านจึงทำอะไรไม่ได้ การเจรจาสงบศึกจึงเกิดขึ้นโดยมีฉินฮุ่ยเป็นตัวแทนของซ่งเกาจง ฉินฮุ่ยยอมคุกเข่าหมอบราบรับราชโองการจากจักรพรรดิของจิน การเจรจาสงบศึกจึงบรรลุด้วยเหตุนี้ แต่สันติภาพนี้อยู่ได้สามปี จินก็ฉีกสัญญาทิ้งแล้วกรีธาทัพมาบุกตีจีนอีกในปี 1140
กองกำลังของเยี่ว์ยเฟยยังคงเป็นฝ่ายตั้งรับและตอบโต้กลับ จนทำให้ทัพจินพ่ายแพ้ ศึกครั้งนี้ทำให้ทหารจินเสียชีวิต 100,000 นาย ทหารม้าอีก 30,000 นาย เห็นชัดว่า เอาเข้าจริงแล้วกองกำลังของจีนมีศักยภาพที่เหนือกว่ากองกำลังของจินมากมาย
แต่จะด้วยเล่ห์สนกลในหรือด้วยจริงใจก็ตามที ต้นปี 1141 ซ่งเกาจงทรงมีราชสารชื่นชมและสนับสนุนเยี่ว์ยเฟยที่ “ทำลายล้างพวกสารเลว” แต่ครั้นถึงฤดูหนาวปีเดียวกัน พระองค์กลับทรงให้จำคุกเขาด้วยข้อหากระด้างกระเดื่องและประพฤติมิชอบ
ที่จริงแล้วซ่งเกาจงปรารถนาที่จะให้เยี่ว์ยเฟยตาย ด้วยพระองค์ทรงระแวงว่าเขาจะเป็นภัยต่อความมั่นคง ด้วยเขามีกองกำลังที่เข้มแข็งอยู่ในมือ และแล้วความปรารถนาของพระองค์ก็เป็นจริง เมื่อฉินฮุ่ยได้ลักลอบวางยาพิษเยี่ว์ยเฟยกินจนสิ้นชีพ จากนั้นเขาจึงบรรลุข้อตกลงสงบศึกกับจินในปลายปี 1141 โดยไม่มีเยี่ว์ยเฟยเป็นอุปสรรคขัดขวางอีกต่อไป
เยี่ว์ยเฟยตายไปแล้ว แต่เรื่องราวของเขาไม่เคยตาย และกลายเป็นตัวอย่างชาตินิยมที่เข้าใจได้ง่ายว่า ใครมารุกรานเรา เราก็ตอบโต้กลับไป ก็เท่านั้น ใครขืนคิดไกลไปโลดว่าเป็นเรื่องลัทธิคลั่งชาติ (จี๋ตวนหมินจู๋จู่อี้, 极端民族主义 หรือซาเหวินจู่อี้, 沙文主义 คำหลังนี้ทับศัพท์มาจากคำว่า Chauvinism ในภาษาอังกฤษ) จะถูกมองว่า อยู่ดีไม่ว่าดี หาเรื่องใส่ตัวโดยใช่เหตุ


