คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
จุดเล็กๆ ของความพยายามประนีประนอม
จากทั้งสองพรรคและความล้มเหลว
ในช่วงการประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1746 กล่าวได้ว่า การเมืองสวีเดนได้ตกผลึกเป็น “การต่อสู้ระหว่างพรรคการเมือง” การต่อสู้ขับเคี่ยวกันระหว่างพรรคการเมืองสองพรรคได้กลายเป็นเรื่องปกติและเป็นสภาพทางการเมืองที่รับรู้และยอมรับกันทั่วไป แต่กระนั้น ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย คนส่วนใหญ่ในกลุ่มคนประเภทนี้ยังคงหวังว่า ความขัดแย้งทางการเมืองแบบฝักฝ่ายจะสามารถลดทอนหรือยุติลงได้หากมีการใช้มาตรการที่ประนีประนอมกันและกัน บุคคลที่มีความหวังเช่นนี้มีอยู่ในทั้งสองฝ่าย
โดยในฝ่าย the Caps มี Ungern-Sternberg ผู้เป็นหัวหน้าพรรคในนาม แต่ไม่มีความเข้มแข็งและขาดความเป็นผู้นำ และ Count Bonde ผู้ซึ่งเคยเป็นเหยื่อทางการเมืองที่ถูก the Hats ถอดถอนในปี ค.ศ. 1739
ส่วนทางฝ่าย the Hats ที่ต้องการจะให้การเมืองแบบฝักฝ่ายยุติลง คือ Gustaf Tessin เขามีเหตุผลว่า หากปล่อยให้ความขัดแย้งทางการเมืองแบบฝักฝ่ายดำเนินต่อไป อาจจะบานปลายยกระดับจากความขัดแย้งระหว่างพรรคไปเป็นความขัดแย้งระหว่างฐานันดร หรือถ้ากล่าวในทางทฤษฎีมาร์กซิสม์ที่ขณะนั้นยังไม่เกิดก็คือ Tessin เกรงว่าความขัดแย้งระหว่างพรรคจะนำไปสู่ “ความขัดแย้งทางชนชั้น”
และความขัดแย้งระหว่างฐานันดรหรือชนชั้นนี้อาจจะรุนแรงถึงขั้นเกิดการจลาจลหรือสงครามกลางเมืองที่จะเปิดโอกาสให้มหาอำนาจต่างชาติเข้ามาแทรกแซง ไม่ว่าจะเป็นการขอความสนับสนุนจากคู่ขัดแย้งภายในสวีเดนเอง หรือเป็นการฉวยโอกาสที่จะเข้ามาแทรกแซงของมหาอำนาจต่างชาติเองด้วย และการที่สวีเดนจะหลบเลี่ยงจากภยันตรายดังกล่าวที่อาจจะเกิดขึ้นจากการแทรกแซงของรัสเซียได้ ก็คือ การยุติความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมือง และเขาเห็นว่า หนที่ดีที่สุดมีอยู่หนทางเดียวนั่นคือ การฟื้นฟูเอกภาพของชาติให้กลับคืนมาและยุติความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองในชาติ
ด้วยเหตุนี้ Tessin พยายามที่จะหาทางประนีประนอมกับ Count Bonde และสมาชิกคนอื่นๆ ของ the Caps ในสภาบริหารที่ถูกถอดถอนโดยฝ่าย the Hats ในปี ค.ศ. 1739 จากฝีมือของTessin ที่เขาเป็นตัวจักรสำคัญในการดำเนินการกับคนเหล่านี้ Bonde ได้แสดงความเห็นด้วยต่อการประนีประนอม แต่สมาชิกคนอื่นรับไม่ได้ ความพยายามที่จะสร้างความสมานฉันท์ระหว่างสองพรรคในขณะนั้นถือว่าสายไปแล้ว เพราะสมาชิกส่วนของใหญ่ของ the Caps ต้องการจะแก้แค้นเอาคืนต่อ the Hats ในขณะที่สมาชิกส่วนใหญ่ของ the Hats เองก็กลับต้องการได้ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
การประนีประนอมจึงไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ของทั้งสองพรรคต้องการ และในการที่จะแก้แค้นเอาคืนต่อ the Hats สมาชิกส่วนใหญ่ the Caps มีความหวังมากขึ้นจากการที่สมาชิกที่ออกแนวประนีประนอมอย่าง Ungern-Sternberg ผู้เป็นหัวหน้าพรรคกำลังหมดไป และได้ Samuel Akerhielm ที่มีเข้มแข็งและมีความสามารถขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ส่งผลให้เกิดการรวมตัวของสมาชิก “สายแข็ง” (hardcore) ใน the Caps ขึ้น และหนึ่งในนั้นคือ Nils Palmstierna
และเช่นกัน ทางฝ่าย the Hats สมาชิกที่ต้องการชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดก็ได้รวมตัวกันเป็น “สายแข็ง” ขึ้นในพรรค โดยแกนสายแข็งนี้ได้แก่ Anders Johan von Hopken และ Claes Ekeblad ส่วน Tessin หลังจากตระหนักว่าความพยายามที่จะหาทางยุติความขัดแย้งระหว่างพรรคเป็นไปไม่ได้ เขาก็ได้ไปจากการสนับสนุนจากกลุ่มสายแข็งนี้ และได้กลายเป็นหัวหน้าพรรค the Hats อย่างปราศจากข้อสงสัยกังขาใดๆ
การต่อสู้และความล้มเหลวของ the Caps
และชัยชนะด้วยวิธีการ “เทาๆ” ของ the Hats
เมื่อทางรัสเซียรู้ว่า ทางฝ่าย the Hats สามารถทำให้กษัตริย์ Adolf Frederick หันไปนิยมฝรั่งเศสและเสนอว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อขยายพระราชอำนาจให้พระองค์ ทำให้รัสเซียต้องพยายามทำลายความสัมพันธ์ระหว่าง Adolf Frederick กับ the Hats โดยวางให้ตัวแทนรัสเซียในสตอคโฮล์มดำเนินการต่างๆภายในประเทศ และยังได้ส่งกองเรือรัสเซียไปยังอ่าวฟินแลนด์อีกด้วย และฝ่าย the Caps ยังสนับสนุนให้รัสเซียดำเนินมาตรการที่หนักแน่นขึ้นอีก
ท่าทีของ the Caps ส่งผลให้เกิดกระแสปิตุภูมินิยมที่เป็นปฏิกิริยาในด้านลบต่อรัสเซียอย่างหนัก และส่งผลต่อ the Caps ในสภาฐานันดรระหว่าง ค.ศ. 1746-47 ด้วย ทำให้ความพยายามเชิงรุกในทางการเมืองของ the Caps ต้องประสบความล้มเหลว รัฐบาล the Hats สามารถยืนหยัดต่อแรงกดดันจากรัสเซียและ the Caps ได้ อีกทั้งยังทำสนธิสัญญาเป็นพันธมิตรในการปกป้องร่วมกัน (defensive alliances) กับฝรั่งเศสและปรัสเซียในปี ค.ศ. 1747 และยังสามารถฟื้นความสัมพันธ์กับตุรกีขึ้นมาเพื่อถ่วงดุลกับรัสเซีย ส่งผลให้สวีเดน สามารถทัดทานการคุกคามของรัสเซียได้ผ่านมาตรการทางการทูตดังกล่าว และยังส่งผลสำคัญในการสามารถรวมผู้คนในสวีเดนให้เป็นเอกภาพภายใต้รัฐบาล the Hats ในการเป็นปฏิปักษ์ต่อรัสเซีย (Russophobia) และ the Hats สามารถแต่งตั้งคนของฝ่ายตนไปดำรงตำแหน่งในสภาบริหารแทนพวก the Caps ทำให้ฝ่าย the Hats มีฐานมั่นคงในสภาบริหาร
แต่การแต่งตั้งดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นการแต่งตั้งโดยวิธีที่สกปรก นั่นคือ แม้ว่า the Hats จะสามารถทัดทานแรงกดดันในสภาฐานันดรจาก the Caps ได้ แต่ the Hats ไม่มั่นใจที่จะได้เสียงสนับสนุนมากพอที่จะแต่งตั้งคนของตนลงในตำแหน่งสภาบริหารได้ตามที่ต้องการ จากการที่มีตำแหน่งในสภาบริหารว่างลง 6 ตำแหน่งที่จำเป็นต้องแต่งตั้งโดยเร็ว แม้ว่า the Hats มั่นใจว่า พวกฐานันดรอภิชนและพ่อค้าคนเมืองจะลงมติเลือกคนฝ่าย the Hats เข้าไปดำรงตำแหน่งดังกล่าว แต่พวก the Hats ไม่แน่ใจในเสียงของฐานันดรนักบวช และได้ใช้เล่ห์กลทางการเมืองที่อาจจะกล่าวไม่ได้เต็มปากได้ว่าผิดรัฐธรรมนูญ แต่ถือได้ว่าไม่ตรงไปตรงมา นั่นคือ ในตอนกลางเดือนธันวาคม ค.ศ. 1476 Ungern-Sternberg ประธานสภาฐานันดรซึ่งเป็นคนของฝ่าย the Caps ได้ประกาศว่าจะไม่มีการประชุมเต็มสภา (plena) จนกว่าจะหลังคริสต์มาสไปแล้ว
หลังจากประกาศดังกล่าว ฐานันดรนักบวชและฐานันดรชาวนาต่างพากันกลับถิ่นฐานภูมิลำเนา จะเหลือแต่สมาชิกฐานันดรนักบวชที่ไม่มีความสำคัญไม่กี่คนที่ยังคงอยู่ในสตอคโฮล์ม แต่ฐานันดรอภิชนและฐานันดรพ่อค้าคนเมืองกลับไม่สนใจคำประกาศนั้น และยังคงจะให้มีการประชุมต่อไปและได้กดดันรองประธานสภาฐานันดรให้เรียกประชุมสภา
การเรียกประชุมสภาโดยกระทันหันดังกล่าวได้สร้างความประหลาดใจและไม่พอใจแก่ฐานันดรชาวนาและฐานันดรนักบวช โดยเฉพาะพวกที่เป็นแกนนำของ the Caps และ Serenius ผู้นำในฐานันดรนักบวชได้นำการประท้วงการเรียกประชุมสภาที่ผิดปกตินี้อย่างต่อเนื่อง และยืนยันไม่ยอมรับผลการประชุมแต่งตั้งสมาชิกสภาบริหาร แต่ตัวแทนจากฝ่ายฐานันดรอภิชนได้อ้างถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเรียกประชุมสภาเพื่อแต่งตั้งตำแหน่งสมาชิกสภาบริหารทั้งหกตำแหน่งที่ว่างลง โดยอ้างถึงสถาน การณ์ภัยคุกคามจากรัสเซียกดดันพวกฐานันดรนักบวช และพวกนักบวชกลับเป็นฝ่ายถูกตั้งคำถามกลับอยู่ตลอดเวลา และถูกข่มขู่อยู่ในที
ในที่สุด จากความไม่ต้องการที่จะมีการปะทะรุนแรงใดๆกับพวกอภิชน ฐานันดรนักบวชจำต้องยุติการคัดค้านต่อต้านไปอย่างรวดเร็ว และในที่สุด ฐานันดรนักบวชที่มีประมาณเพียง 12-15 คนที่ไม่ได้มีความสำคัญที่ยังอยู่ในสตอคโฮล์มจำเป็นต้องเข้าประชุมสภา ทั้งๆที่มีน้อยกว่าหนึ่งในสามของสมาชิกสภาฐานันดรนักบวชทั้งหมด และต้องยอมลงมติตามความต้องการของฐานันดรอภิชนและฐานันดรพ่อค้าคนเมือง ส่งผลให้ฝ่าย the Hats สามารถแต่งตั้งพวกของตนเป็นสมาชิกสภาบริหาร 5 คน และที่เหลืออีกหนึ่งคนเป็นกลาง
ชัยชนะทางการเมืองในครั้งนี้ของ the Hats ได้ทำให้สภาพการณ์ที่กล่าวไปข้างต้นเปลี่ยนแปลงไป นั่นคือ แต่เดิมที ฝ่าย the Hats ครองอำนาจในคณะกรรมาธิการลับ แต่ฝ่าย the Caps ครองอำนาจในสภาบริหาร แต่มาตอนนี้ ทั้งสภาบริหารและคณะกรรมาธิการลับเป็นของ the Hats อย่างสมบูรณ์ (โปรดติดตามตอนต่อไป)


