xs
xsm
sm
md
lg

ความล้มเหลวเชิงระบบและวิกฤตภาวะผู้นำ : บทวิเคราะห์กรณีอนุทิน ชาญวีรกูล กับวิกฤตน้ำมันและปมปัญหาภาวะผู้นำในยามวิกฤต / Phichai Ratnatilaka Na Bhuket

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

 ๑. บทนำ: เมื่อวิกฤตเผยให้เห็นตัวผู้นำ

วิกฤตการณ์มิใช่เพียงปัญหาที่ต้องแก้ไข หากแต่เป็นแบบทดสอบที่เปิดเผยธาตุแท้ของผู้มีอำนาจ ความชอบธรรมของอำนาจรัฐมิได้สถิตอยู่ที่กฎหมายหรือตำแหน่ง แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ วิกฤตน้ำมันที่กำลังคืบคลานเข้าสู่ชีวิตประจำวันของคนไทยในห้วงเวลานี้จึงมิใช่แค่ปัญหาราคาพลังงาน หากแต่เป็นกระจกสะท้อนภาวะผู้นำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ถูกตรวจสอบอีกครั้งในฐานะผู้ต้องรับผิดชอบต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

บทความนี้มิได้มุ่งวิพากษ์บุคคลในฐานะส่วนตัว หากแต่วิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมและกระบวนการตัดสินใจของนักการเมืองระดับสูงในยามวิกฤต โดยอาศัยกรณีวิกฤตน้ำมันเป็นกรอบหลัก และเชื่อมโยงกับรูปแบบพฤติกรรมที่เคยปรากฏในวิกฤตการณ์ก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของโควิด-19 หรือมหาอุทกภัยที่หาดใหญ่ เพื่อถักทอเป็นภาพรวมของปัญหาเชิงระบบที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมการเมืองไทย

ในทฤษฎีการบริหารนโยบายสาธารณะ  การคาดการณ์ความเสี่ยง (risk anticipation) ถือเป็นหน้าที่พื้นฐานที่สุดของผู้กำหนดนโยบาย ลักษณะสำคัญของนักการเมืองที่มีประสิทธิภาพคือความสามารถในการ การรวบรวมและประเมินข้อมูลเพื่อคาดการณ์ทิศทางของเหตุการณ์ในอนาคต

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในห้วงเวลานี้มิใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลันหรือไร้สัญญาณเตือน ข้อมูลจากสถาบันพลังงานระหว่างประเทศ ตลาดน้ำมันล่วงหน้า และรายงานจากสำนักข่าวชั้นนำทั่วโลกต่างส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันของโลก ประเทศไทยในฐานะที่นำเข้าน้ำมันดิบกว่าร้อยละแปดสิบจากต่างประเทศ มีความเปราะบางต่อความผันผวนนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กระนั้น รัฐบาลภายใต้การกำกับดูแลของนายอนุทินกลับแสดงให้เห็นสัญญาณของความล่าช้าในการรับรู้ ไม่มีการเตรียมการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์อย่างเพียงพอ ไม่มีการวางแผนบริหารจัดการราคาในระยะกลาง และที่สำคัญที่สุด ไม่มีการสื่อสารเชิงรุกต่อประชาชนเพื่อสร้างความเข้าใจและป้องกันความตื่นตระหนก และความล้มเหลวในการบริหารวิกฤตมักไม่ได้เกิดจากการขาดข้อมูล แต่เกิดจากการไม่นำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจอย่างทันท่วงที

การตอบสนองของรัฐบาลต่อวิกฤตน้ำมันจึงดำเนินในลักษณะของการบริหารแบบตั้งรับไล่ตาม มากกว่าที่จะเป็นการบริหารเชิงรุกที่มีวิสัยทัศน์ มาตรการตรึงราคาน้ำมันผ่านการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถูกหยิบยกขึ้นมาใช้เหมือนยาแก้ปวดที่รักษาอาการแต่ไม่รักษาโรค กองทุนน้ำมันที่มีวัตถุประสงค์เป็นกลไกรักษาเสถียรภาพในระยะสั้น กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการบริหารวิกฤตระยะยาว โดยปราศจากแผนการรองรับภาระทางการเงินที่จะตามมา

 ปรากฏการณ์ที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่งในวิกฤตน้ำมันครั้งนี้คือการเกิดขึ้นของการกักตุนน้ำมันโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลให้น้ำมันขาดแคลนตามสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ สภาพอันน่าเศร้าที่เห็นชาวบ้านทะเลาะวิวาทแย่งหัวจ่ายน้ำมัน คือผลพวงโดยตรงจากความล้มเหลวในการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานพลังงานของรัฐ

ในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ตลาดมิได้เป็นกลไกที่จัดการตัวเองได้โดยธรรมชาติ รัฐต้องมีบทบาทเชิงรุกในการกำกับดูแลเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์จากความล้มเหลวของตลาด วิกฤตน้ำมันในประเทศไทยจึงเป็นตัวอย่างคลาสสิกของความล้มเหลวของตลาด ที่รัฐล้มเหลวในการแทรกแซงอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ทำให้กลุ่มทุนสามารถแสวงหากำไรจากความเดือดร้อนของประชาชน

แต่สิ่งที่สะเทือนใจยิ่งกว่าความล้มเหลวในเชิงนโยบาย คือปฏิกิริยาของนายอนุทินต่อคำถามเรื่องการกักตุนน้ำมัน เมื่อถูกนักข่าวซักถาม ท่านรัฐมนตรีกลับโยนความรับผิดชอบกลับไปยังประชาชน โดยระบุว่าไม่มีการกักตุน แต่เป็นประชาชนที่ตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมันเอง คำตอบเช่นนี้มิใช่เพียงการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ หากแต่สะท้อนทัศนคติที่กลับทิศผิดทาง กล่าวคือแทนที่รัฐจะรับผิดชอบต่อชีวิตของประชาชน รัฐกลับวางตัวเป็นผู้ตัดสินว่าประชาชนคือต้นเหตุของปัญหาตนเอง

 เมื่อนักข่าวถามเรื่องประชาชนทะเลาะกันเพื่อแย่งน้ำมัน อนุทินส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “นึกว่าถามเรื่องงาน” ประโยคนี้ที่เปิดเผยห้วงความคิดที่ไม่นับความเดือดร้อนของประชาชนว่าเป็น “งาน” และเป็นถ้อยคำที่น่าจดจำของนายอนุทิน ในฐานะสัญลักษณ์ของวิกฤตภาวะผู้นำ คำพูดนี้บ่งชี้ว่า ในมโนสำนึกของนายกรัฐมนตรีผู้นี้ ความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดจากการบริหารที่บกพร่อง มิได้ถูกนับรวมอยู่ในนิยามของ “งาน” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนของ “การไม่มองเห็นประชาชน” (invisibility of the governed) ในสายตาของผู้ปกครอง

ความน่าวิตกของวิกฤตน้ำมันครั้งนี้มิได้อยู่ที่ตัววิกฤตเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่รูปแบบของการตอบสนองที่ซ้ำซากของนายอนุทินเหมือนกับที่ปรากฏในวิกฤตก่อนหน้า ซึ่งก่อให้เกิดการซ้ำเติมความล้มเหลวแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ย้อนกลับไปในช่วงการระบาดของโควิด-19 นายอนุทินในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ได้กล่าวถ้อยคำที่ฝังอยู่ในความทรงจำของสังคมไทยว่า  “โควิดเป็นไข้หวัดธรรมดา” ถ้อยคำดังกล่าวไม่เพียงแสดงให้เห็นการปฏิเสธหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังแสดงให้เห็นการละเลยคำเตือนของประชาคมแพทย์ที่ส่งสัญญาณถึงความรุนแรงของโรคอย่างชัดเจน ผลที่ตามมาคือการสูญเสียเวลาอันมีค่าในการเตรียมพร้อมรับมือ

กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ก็เดินตามรอยเดิม เมื่อสัญญาณเตือนภัยปรากฏชัด แต่กลไกการตอบสนองของรัฐกลับล่าช้าอย่างน่าเสียดาย ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียที่อาจลดลงได้หากมีระบบการจัดการวิกฤตที่มีประสิทธิภาพ เป็นที่ชัดเจนว่าภัยพิบัติมักเปิดโปงความเหลื่อมล้ำและความบกพร่องของระบบที่ซ่อนเร้นอยู่ในยามปกติ

บัดนี้ วิกฤตน้ำมันคือภัยพิบัติลำดับที่สาม และรูปแบบการตอบสนองก็ไม่แตกต่างกันนั่นคือ การปฏิเสธความรุนแรงของปัญหาในระยะแรก การแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้าโดยปราศจากแผนระยะยาว และการโยนความผิดให้กับปัจจัยภายนอกหรือตัวประชาชนเอง จึงกลายเป็นความจริงที่น่าเจ็บปวดสำหรับคนไทยที่ต้องรับผลจากการบริหารที่บกพร่องของรัฐบาล


การวิพากษ์นายอนุทินในฐานะปัจเจกบุคคลเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอต่อการเข้าใจปัญหาในเชิงลึก เพราะหากมองเพียงผิวหน้า เราอาจติดกับดักของการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมด้วยคุณลักษณะของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยไม่มองถึงโครงสร้างและสภาพแวดล้อมที่ผลิตซ้ำพฤติกรรมนั้น

ปัญหาที่แท้จริงจึงต้องมองในระดับของระบบการเมืองที่ผลิตนักการเมืองแบบนายอนุทิน ในระบบการเมืองที่ความรับผิดชอบต่อประชาชนอ่อนแอ ที่การตรวจสอบถ่วงดุลทำงานไม่เต็มที่ และที่วัฒนธรรมการเมืองยังไม่ฝังราก ทำให้นักการเมืองต้องแสดงความสามารถและรับผิดชอบต่อผลงาน การเกิดขึ้นของผู้นำที่ขาดความไวต่อปัญหาจึงไม่ใช่ความบังเอิญ หากแต่เป็นผลผลิตของระบบที่ออกแบบมาเพื่อผลิตซ้ำสถานภาพเดิม

อย่างไรก็ตาม การมองเชิงโครงสร้างมิได้เป็นการล้างมือต่อความรับผิดชอบส่วนบุคคล เพราะในท้ายที่สุด บุคคลที่ดำรงตำแหน่งอำนาจยังคงมีทางเลือก ความชั่วร้ายที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์มักไม่ใช่ผลจากเจตนาชั่วร้ายเพียงประการเดียว แต่เกิดจากการไม่คิด การละเลยที่จะตั้งคำถาม และการยอมรับสถานการณ์โดยปราศจากการตรวจสอบ

ในบริบทของการบริหารรัฐกิจ ความเฉยเมยของนายอนุทินต่อวิกฤตที่ผ่านมาจึงอาจเป็นความประมาทเลินเล่อที่เกิดขึ้นจนเป็นปกติวิสัยของเขา และอาจรวมถึงรัฐราชการทั้งระบบ ที่แม้ไม่เจตนาให้ประชาชนเดือดร้อน แต่ผลที่ตามมาก็ไม่ต่างกันมากนัก

ในทฤษฎีการบริหารจัดการความเสี่ยง มีคำศัพท์ที่น่าสนใจว่า  “ภัยพิบัติที่คืบคลานอย่างช้า ๆ” (slow-onset disaster) มักอันตรายกว่าภัยพิบัติฉับพลัน เพราะมันไม่กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวและรับมืออย่างทันท่วงที แต่กัดกินโครงสร้างอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนถึงจุดที่ไม่อาจเยียวยาได้

วิกฤตการณ์ที่ประชาชนไทยกำลังเผชิญอยู่นี้ มีลักษณะของ “ภัยพิบัติที่คืบคลานอย่างช้า ๆ” อย่างชัดเจน ความล้มเหลวในการบริหารที่สั่งสมมาจากวิกฤตโควิด สู่น้ำท่วมหาดใหญ่ และมาถึงวิกฤตน้ำมัน มิใช่เหตุการณ์แยกขาดจากกัน หากแต่เป็นภาพต่อที่ประกอบเป็นภาพรวมของรูปแบบการบริหารที่บกพร่องอย่างเป็นระบบ

วิกฤตความชอบธรรมเกิดขึ้นเมื่อรัฐไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกิจพื้นฐานของตนต่อประชาชน ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียความไว้วางใจและการยอมรับในอำนาจรัฐ สัญญาณที่ปรากฏในวิกฤตน้ำมันครั้งนี้ ตั้งแต่ประชาชนทะเลาะแย่งหัวจ่ายน้ำมัน ไปจนถึงคำถามที่ดังก้องทั่วประเทศว่าใครคือไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมัน คือสัญญาณของวิกฤติความชอบธรรมที่กำลังก่อตัว

สำหรับประชาชนชาวไทย บทเรียนจากวิกฤตน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความเดือดร้อนที่หน้าปั๊ม แต่คือการตระหนักรู้ว่าความล้มเหลวของรัฐบาลในการบริหารวิกฤตมีต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่าย และต้นทุนนั้นไม่ได้วัดเป็นเพียงบาทต่อลิตร แต่วัดเป็นคุณภาพชีวิต ความไว้วางใจในสถาบัน และความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะยืนอยู่เคียงข้างประชาชนในยามยาก

หายนะไม่ได้มาพร้อมกับเสียงฟ้าร้อง มันมักคืบคลานเงียบๆ บนรอยเท้าของความประมาทเลินเล่อการเฉื่อยชาในการรับรู้ความเดือดร้อนของประชาชน และการไม่นับความเดือดร้อนและความขัดแย้งระหว่างประชาชนอันเป็นผลพวงจากการบริหารที่ไร้ฝีมือของรัฐบาลว่าเป็น “งาน”

 ประเทศไทยต้องการผู้นำที่ไม่เพียงมีอำนาจในการบริหาร แต่ต้องมีจิตสำนึกที่ไวพอที่จะจับสัญญาณปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนได้ทันที ต้องมีปัญญาและวิสัยทัศน์ในการมองเห็นวิกฤตก่อนที่มันจะมาถึง และต้องมีความกล้าหาญที่จะรับผิดชอบแทนที่จะโยนความผิดให้ผู้อื่น ตราบเท่าที่ระบบการเมืองไทยยังไม่สามารถผลิตผู้นำที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ หายนะก็จะคืบคลานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง