xs
xsm
sm
md
lg

แค่เด็กเลี้ยงแกะ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร


โดนัลด์ ทรัมป์
จากนิทาน 725 เรื่องที่สอนศีลธรรมของทาสชาวกรีกชื่อ อีสป เมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว มีเรื่องหนึ่งที่เหมาะกับจักรพรรดิทรัมป์ในปี ค.ศ. 2026 นี้อย่างยิ่งคือ เด็กเลี้ยงแกะ ที่ตะโกนบอกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านว่า หมาป่ากำลังจะมากินแกะของหมู่บ้านที่เด็กน้อยคนนี้ถูกมอบหมายให้ดูแล...พอเด็กน้อยคนนี้ตะโกนเสียงดังว่า “หมาป่ามาแล้ว” ก็ทำให้ชาวบ้านรีบวิ่งกันออกมาเพื่อสู้กับเหล่าฝูงหมาป่า เพื่อปกป้องฝูงแกะของชาวบ้านให้ปลอดภัย...ปรากฏว่า เมื่อชาวบ้านระดมกันถือไม้ยาวและกางคันธนูเพื่อมายิงไล่ฝูงหมาป่าอย่างพร้อมเพรียง...กลับไม่มีวี่แววของหมาป่าแต่อย่างใด...กลับเห็นเด็กเฝ้าฝูงแกะผู้นี้หัวเราะเยาะหยันว่า เขาเก่งกาจที่หลอกเหล่าชาวบ้านผู้ใหญ่เหล่านี้ได้สำเร็จ...ไม่มีคำขอโทษใดๆ จากปากเด็กน้อย...มีแต่เสียงหัวเราะเยาะเย้ยว่า เขาหลอกเหล่าผู้ใหญ่ได้

อีกหลายวันต่อมา เด็กน้อยคนเดียวกันนี้ ก็ตะโกนหลอกชาวบ้านอีกว่า ฝูงหมาป่ามาแล้ว;ทำเอาชาวบ้านวิ่งโร่พร้อมอาวุธเต็มมือรีบออกมาเพื่อสู้และขับไล่ฝูงหมาป่าไม่ให้มากินเนื้อของเหล่าลูกแกะ…ก็เช่นเดียวกับในครั้งแรกที่เด็กเลี้ยงแกะได้เคยทำในครั้งแรก...คือเด็กก็จะหัวร่องอหายว่า ผู้ใหญ่โง่จังที่โดนเขาหลอกได้

หลายวันต่อมา มีเสียงตะโกนเรียกดังลั่นจากเจ้าเด็กน้อยเลี้ยงแกะนี้ว่า มีฝูงหมาป่ามากันเยอะแยะ...คราวนี้ไม่มีผู้ใหญ่ชาวบ้านคนไหนวิ่งออกมาช่วยสู้กับหมาป่าเลย...ทำเอาฝูงหมาป่าได้อิ่มเอมกับการฆ่าลูกแกะเพื่อกินเนื้ออย่างเอร็ดอร่อย รวมทั้งเจ้าเด็กน้อยนี้ ก็ถูกหมาป่าทำร้ายกัดกินเป็นอาหารด้วย

อีสปเป็นปรมาจารย์ด้านศีลธรรมที่สอนไม่ให้คนโกหก เพราะการเตือนภัยปลอมหรือส่งสัญญาณภัยอันตรายที่ไม่มีจริง จะส่งผลถึงชีวิตได้กับภัยจริงๆ ที่จะเกิดขึ้น...และความน่าเชื่อถือของคำพูดเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งถ้าความน่าเชื่อถือของคำพูดลดลง ก็ทำให้คู่ค้าหรือคู่สัญญาหลีกเลี่ยงที่จะทำตามสัญญา

ยิ่งถ้าเป็นคู่กรณี ที่ทรัมป์หมายมั่นปั้นมือจะให้อิหร่านต้องยอมตามข้อเรียกร้องของตนชนิดหมอบราบคาบแก้ว...ตามสไตล์นักธุรกิจสุดโหดมีเล่ห์เพทุบายจัดแบบทรัมป์คือ Winner Takes All มีแต่ผู้ชนะและผู้แพ้ (ต่างกับผู้นำจีน สี จิ้นผิง ที่พร่ำพูดสม่ำเสมอว่า Win-Win หรือทุกฝ่ายชนะ…อาจจะมากน้อยต่างกัน แต่ทุกฝ่าย Happy พอใจกับข้อตกลง)

จักรพรรดิจอมปลิ้นปล้อนกะล่อนมาตลอดชีวิต จนสื่ออเมริกันแบบ Politico ตั้งฉายาว่าเป็น Serial Liar คือเป็นเจ้าของ “ศาลาโกหก” นั่นหมายถึงโกหกเป็นนิจศีล เริ่มจากโกหกภรรยายอดรักแม่ของลูก 3 ซึ่งเป็นคู่ทุกข์คู่ยากคือ นางอิวานา ทรัมป์ ที่ร่วมทำธุรกิจมากับโครงการอสังหาริมทรัพย์ของทรัมป์ที่เกาะแมนฮัตตัน รวมทั้งรีสอร์ตหรูที่ฟลอริดาได้แก่ มาร์-อา-ลาโก ซึ่งนางอิวานาเป็นผู้เนรมิตพลิกฟื้นจากรีสอร์ตเดิมเคยเฟื่องฟูและถูกทิ้งร้างที่ทรัมป์ไปบีบคอประมูลมาจากทายาทเจ้าของเดิม จนกลายเป็นรีสอร์ตงามสง่าเชิดหน้าชูตาให้แก่ทรัมป์ในปัจจุบัน...นายโดนัลด์ ทรัมป์ ก็โกหกภรรยาและไม่ซื่อสัตย์ต่อภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากนี้ โดยไปแอบมีชู้กับดาราหญิงฮอลลีวูดชื่อ มาร์ลา เมเปิลส์ จนมีลูกสาว 1 คนกับทรัมป์ และอิวานาก็ขอหย่าเพราะทนอยู่กับสามีนอกใจไม่ไหว...และเขาก็นอกใจภรรยาคนที่สองที่เป็นดาราหญิงนี้ โดยไปมีชู้กับนางแบบก้นกุฏิของนักการเงินกำมะลอนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน จนต้องหย่าร้างกับภรรยาที่เป็นดาราดัง

ภรรยาคนที่สาม ก็คือ นางเมลาเนีย ซึ่งทรัมป์ก็ยังมิวายนอกใจตลอดเวลา โดยไปมีชู้กับหญิงอื่นอีกมากมาย แม้ขณะนางเมลาเนียท้องใกล้คลอด และต้องการกำลังใจจากสามี ปรากฏว่า นายทรัมป์ก็แอบไปมีชู้กับดาราโป๊สตอร์มี แดเนียลส์ ซึ่งตอนหลังนายทรัมป์ต้องจ่ายเงินปิดปากแก่ดาราโป๊คนนี้ ที่เธอจะออกมาเปิดเผยถึงความสัมพันธ์กับทรัมป์ เมื่อเขาสมัครตำแหน่งปธน.ในสมัยแรก

นายทรัมป์โกหกขณะหาเสียงเลือกตั้งว่า เขากำลังติดพันกับการยื่นเรื่องเสียภาษีต่อกรมสรรพากร จึงไม่สามารถนำสำเนาประวัติการเสียภาษีมาแสดงให้ประชาชนทราบ เขาทำธุรกิจจนได้กำไรมากขนาดไหน และได้จ่ายภาษีไปมากน้อยขนาดไหน จนผู้สมัครแข่งกับเขาเพื่อเป็นตัวแทนของพรรคคือ นายมิตต์ รอมนีย์ ออกมาอธิบายว่า นายทรัมป์โกหกหลอกลวงตลอดเวลาว่า เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แท้จริงเขาไม่กล้านำหลักฐานการเสียภาษีมาให้สื่อและประชาชนได้ทราบก็เพราะเขาหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีมาตลอด และไม่ประสบผลสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ-จึงไม่ต้องการให้ประชาชนรู้ว่า เขาหลอกประชาชนมาตลอด

ช่วงหาเสียงในการสมัครปธน.ครั้งที่สองของนายทรัมป์ เขาหลอกประชาชนว่า ถ้าได้เป็นปธน. เขาจะไม่พาประเทศไปสู่สงคราม เหมือนดังปธน.คนอื่นๆ โดยเฉพาะไบเดน ที่สหรัฐฯ จมปลักกับการช่วยเหลือยูเครนทำสงครามกับรัสเซียที่เขาเรียกว่า Forever War

แต่เขาก็ตกเป็นเหยื่ออันโอชะของนายกฯ จอมเล่นกล
,จอมสับปลับ และสับขาหลอกของอิสราเอล ที่นายทรัมป์ยอมเป็นลูกน้องของนายเนทันยาฮู ร่วมเปิดฉากบุกอิหร่านทางการทหารอย่างเต็มที่ถึงสองครั้งคือ ครั้งแรกในสงคราม 12 วันเมื่อมิถุนายนปีก่อน ที่โจมตีศูนย์พัฒนาปรมาณูของอิหร่าน และครั้งนี้คือวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

โดยทั้งสองครั้งนี้ นายทรัมป์ได้สับขาหลอกอิหร่าน (ต้มจนเปื่อย) เพราะอิหร่านถูกหลอกว่า การเจรจากำลังเป็นไปด้วยดี...แต่นายทรัมป์กลับบุกโจมตีร่วมกับอิสราเอลแบบสายฟ้าแลบต่ออิหร่าน ชนิดอิหร่านเจ็บปวดมากที่ถูกหลอก จนถึงปลิดชีวิตผู้นำสูงสุดทีเดียว

เมื่อนายทรัมป์เข้าสู่สงครามแบบสุกๆ ดิบๆ ตามการนำของอิสราเอลคือ ไม่มีแผนรวบรวมสรรพกำลังรวมถึงสัมพันธมิตร ตลอดจนเป้าหมายและแผนการขั้นตอนของการเผด็จศึก ตามสไตล์แบบสุกเอาเผากินของเขาเสมอ และมองในแง่ดีว่าสามารถเผด็จศึกโดยประชาชนชาวอิหร่านจะออกมาโค่นล้มฝ่ายปกครองได้สำเร็จ หลังจากการปลิดชีพผู้นำจำนวนหนึ่งเกิดขึ้น ดังเช่นการลักพาตัวผู้นำเวเนซุเอลาใน 1 วัน-ตรงข้าม เขาบอกเองว่าเขา “Shocked” ที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบ และยิงขีปนาวุธไปยังฐานทัพสหรัฐฯ ที่มีอยู่ 27 แห่งในอ่าวเปอร์เซีย

จนมาขู่อิหร่านโดยทรัมป์ยื่นคำขาดเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคมว่า ให้เวลาอิหร่าน 48 ชม. ต้องยอมเปิดช่องแคบให้ได้

อิหร่านเรียนรู้จากเด็กเลี้ยงแกะที่พูดจาหลอกลวงมาตลอด โดยโจมตีอิหร่านหลังหลอกให้ตายใจว่ากำลังเจรจาหาข้อยุติ

อีก 15 นาทีก่อนตลาดทุนเปิดที่นิวยอร์กในวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม ที่ตลาดหุ้นทั้งโลกจะดิ่งรวมทั้งราคาน้ำมันจะวิ่งพุ่งพรวด นายทรัมป์ออกมาเล่นบทเด็กเลี้ยงแกะอีกครั้ง บอกว่าทางอิหร่านติดต่อมาขอเจรจา โดยมีกาวใจคือ ประเทศปากีสถาน ซึ่งอิหร่านจะทำตามข้อเรียกร้องถึง 15 ข้อทีเดียว

ประธานสภาฯ อิหร่านออกมาปฏิเสธโดยสิ้นเชิงว่าไม่มีการเจรจาทั้งทางการและไม่ใช่ทางการ เพราะอิหร่านไม่ยอมถูกหลอกอีกต่อไป คือ เจรจาให้ตายใจ (โดยหุ้นทั้งโลกและสหรัฐฯ จะขยับขึ้น เมื่อทรัมป์ขยับเส้นตายไปอีก 5 วัน-และราคาน้ำมันก็ดิ่งลงมา 5%...คำถามคือ ใครรวยจากการปั่นราคาในครั้งนี้?) แล้วสหรัฐฯ ก็จะบุกโจมตีหนักหน่วงอีก-คราวนี้อาจถึงยกพลขึ้นบกด้วยซ้ำ

เด็กเลี้ยงแกะทรัมป์ หมดสิ้นแล้วในความน่าเชื่อถือใดๆ