ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
ความตายเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เพราะมนุษย์ทุกคนเกิดมาต้องตาย เป็นเรื่องที่ไม่ว่าใครก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังคำพระท่านว่า ไปไม่กลับ หลับตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น การที่ความตายมีสภาวะเช่นนี้ มนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่จึงพึงมีมรณานุสติอยู่เสมอ เพื่อที่เวลาความตายมาเยือนจิตจะได้ไม่ตกจนตื่นกลัวทำอะไรไม่ถูก
ความตายในภาษาจีนมีหลายคำ ขึ้นอยู่กับกาลเทศะที่ใช้ ซึ่งบางทีก็เป็นคำเปรียบเปรยที่สื่อให้รู้ว่าหมายถึงความตาย ในที่นี้จะขอยกเอามากล่าวเพียงบางคำพอให้ได้รู้ได้ใช้เวลาสื่อสารกับคนจีน โดยคำที่พื้นที่สุดของคำว่า ตาย หรือ ความตาย ในภาษาจีนคือคำว่า สื่อ (死) ส่วนคำอื่นที่สื่อถึงความตายก็เช่น คำว่า สื่อเลอ (死了) แปลว่า ตายแล้ว, สื่อหวัง (死亡) แปลว่า ความตาย เป็นคำที่ใช้เป็นทางการ
คำที่ใช้ในเชิงเปรียบเปรยก็เช่น คำว่า ชี่ว์ซื่อ (去世) แปลว่า ไปจากโลก โดยปริยายจึงแปลว่า ตายแล้ว เสียชีวิตแล้ว, ซื่อซื่อ (逝世) แปลว่า ถึงแก่กรรม ถึงแก่อนิจกรรม เป็นคำที่ใช้อย่างเป็นทางการหรืออย่างสุภาพ, โจ่วเลอ (走了) แปลว่า เดิน (ทาง) ไปแล้ว เป็นคำที่ใช้ในเชิงปลอบใจ และเป็นคำเดียวกับคำว่า เจ๊าโล่ ในภาษาจีนแต้จิ๋วที่คนไทยเชื้อสายจีนใช้กัน
การที่จีนมีคำหลายคำที่ใช้กับความตายและเป็นสังคมที่มีความเจริญทางวัฒนธรรม จีนจึงมีคติเกี่ยวกับความตายอยู่มากมาย คติที่ว่านี้จะให้ความสำคัญกับคุณค่าของความตายเอาไว้ค่อนข้างสูง ดังนั้น ไม่ว่าบุคคลจะตายอย่างไร คติที่จีนยกย่องจึงเป็นการตายอย่างมีคุณค่า
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อความตายเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับการมีชีวิตอยู่ ความสำคัญจึงอยู่ที่บุคคลใช้ชีวิตอย่างไรในขณะที่ยังมีชีวิต ใช้อย่างมีคุณค่าหรือมีประโยชน์หรือไม่ อย่างไร คตินี้มิได้หมายความว่า ทุกคนจักต้องทำตัวเช่นนั้นในยามที่มีชีวิตอยู่ โดยทั่วไปแล้วขอเพียงในยามที่มีชีวิตอยู่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครก็นับว่าดีแล้ว อย่างน้อยเวลาตายก็ไม่มีใครสาปแช่ง ไม่ต้องถึงกับดิ้นรนขวนขวายทำประโยชน์ระดับชาติหรือระดับโลกโดยไม่ดูกำลังของตน หรือทำไปเพียงเพื่อให้คนยกย่อง
จากเหตุนี้ คติเกี่ยวกับความตายของจีนจึงเป็นเรื่องของการคาดหวัง ไม่ใช่เรื่องของการคาดคั้น และเป็นคติในเชิงปณิธานเฉพาะบุคคล ที่ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องตั้งเอาไว้ ส่วนใครตั้งเอาไว้ก็อาจมีที่ทำได้บ้างทำไม่ได้บ้างก็ได้ ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะที่ตั้งเอาไว้และทำได้พอให้ได้เป็นอนุสติ โดยที่กล่าวนี้จะเริ่มจากปัจจุบันแล้วย้อนกลับไปหาอดีตอีกโสดหนึ่ง
เรื่องนี้จับความจากสุนทรพจน์ของ เหมาเจ๋อตง ในขณะดำรงตำแหน่งเป็นประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่ได้กล่าวไว้อาลัยแก่สหายผู้หนึ่งที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในปี 1944 โดยมีความตอนหนึ่งว่า
“...คนเราย่อมจะต้องตาย แต่ความหมายของการตายนั้นต่างกัน ในสมัยโบราณของจีนมีนักอักษรศาสตร์คนหนึ่งชื่อซือหม่าเชียนเคยกล่าวไว้ว่า ‘คนเราย่อมจะต้องตายนั้นจริงอยู่ แต่ความตายนั้นบ้างหนักกว่าขุนเขาไท่ซาน บ้างเบากว่าขนนก ตายเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนก็หนักกว่าขุนเขาไท่ซาน รับใช้พวกฟัสซิสต์อย่างเต็มที่ ตายเพื่อคนที่ขูดรีดประชาชนและกดขี่ประชาชน ก็เบากว่าขนนก’...”
สุนทรพจน์นี้ถูกนำมาตีพิมพ์เป็นบทความชื่อ “รับใช้ประชาชน” ใน สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง เล่ม 3 (ตอนปลาย) โดยสำนักพิมพ์ภาษาต่างประเทศ ปักกิ่ง ปี 1968 หน้า 341-344
ความข้างต้นนี้อ่านดูก็รู้ว่า ผู้ตายเสียชีวิตเพราะ “รับใช้ประชาชน” ความตายของเขาจึงมีคุณค่าหนักแน่นดัง “ขุนเขาไท่ซาน” 1 ใน 5 ภูเขาสำคัญของจีนในมณฑลซานตง ภูเขาลูกนี้มีความสูง 1,545 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในอดีตถือเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่จักรพรรดิจะต้องมาเซ่นบวงสรวงฟ้าดิน เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อชีวิตและการปกครองของตน
ส่วนซือหม่าเชียน (ราว ก.ค.ศ.145-ราว ค.ศ.86) ที่เหมายกมาอ้างนั้น เป็นขุนนางในยุคราชวงศ์ฮั่น (ก.ค.ศ.202-ค.ศ.220) เป็นผู้ที่ใส่ใจการศึกษาจนสามารถอ่านตำราโบราณได้เข้าใจตั้งแต่วัยเยาว์ ในวัยหนุ่มอายุราว 20 ปีได้เดินทางท่องเที่ยวไปยังที่ต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียง พร้อมกับเก็บรวบรวมข้อมูลในรูปของเรื่องเล่าในท้องถิ่นนั้น ๆ เอาไว้
ตราบจน ก.ค.ศ.104 ซือหม่าเชียนจึงได้สืบทอดตำแหน่งเจ้ากรมอาลักษณ์ต่อจากบิดาของตน ตำแหน่งนี้ทำให้ซือหม่าเชียนเข้าถึงเอกสารของราชสำนักได้โดยสะดวก เขาจึงเริ่มลงมือเขียนประวัติศาสตร์จีนจากข้อมูลดังกล่าวและที่ตนรวบรวมมา โดยหารู้ไม่ว่าต่อไปผลงานเล่มนี้จะเป็นหนังสือสำคัญของจีนและของโลก
แต่แล้วชีวิตของซือหม่าเชียนก็มาพลิกผันครั้งสำคัญ กล่าวคือ ก.ค.ศ.99 จักรพรรดิทรงพิจารณาโทษขุนศึกผู้หนึ่งด้วยข้อหายอมจำนนต่อศัตรู ซึ่งอาจมีโทษถึงประหารชีวิต แต่ซือหม่าเชียนได้ช่วยแก้ต่างว่า ขุนศึกผู้นี้รบชนะมาหลายครั้ง แต่รบแพ้เพียงครั้งเดียวจึงไม่ควรให้มีโทษหนัก ที่น่าเศร้าคือ เสนามาตย์ในราชสำนักซึ่งต่างก็รู้ดีถึงความจริงข้อนี้เช่นเดียวกับเขากลับพากันนิ่งเงียบ ไม่มีใครช่วยขุนศึกผู้นี้เลย แต่ด้วยการปกป้องขุนศึกผู้นี้ของเขาจึงได้ทำให้จักรพรรดิทรงกริ้ว
จักรพรรดิทรงกล่าวโทษซือหม่าเชียนโดยให้เขาเลือกเอาระหว่างถูกประหารชีวิตกับถูกตอน ปรากฏว่า ซือหม่าเชียนเลือกที่จะถูกตอนด้วยเหตุผลที่ว่า เขายังเขียนประวัติศาสตร์จีนไม่แล้วเสร็จ หากตายไปก็จะสูญเสียปณิธานที่ตั้งเอาไว้ ถึงแม้การถูกตอนที่จะทำให้อวัยวะเพศของเขาหายไปจะเป็นเรื่องที่น่าอัปยศก็ตาม
ไม่เพียงเท่านั้น ตอนที่ต้องโทษดังกล่าว ซือหม่าเชียนยังถูกมัดมือมัดเท้า และถอดเสื้อจนหมดแล้วแขวนไว้บนขื่อ จากนั้นก็ถูกเฆี่ยนตีได้รับความทุกข์ทรมาน การเลือกรักษาชีวิตด้วยเหตุผลที่ว่าจึงเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ หากไม่มีปณิธานที่แน่วแน่แล้วก็คงทำมิได้ โดยที่ต่อมาเขาได้ให้เหตุผลถึงการตัดสินใจเช่นนี้ผ่านจดหมายที่มีถึงเพื่อนคนหนึ่งว่า
“คนคนหนึ่งตายเพียงครั้ง ความตายนั้นอาจหนักหนาเยี่ยงเขาไท่ซานหรือบางเบาดั่งขนห่าน ทั้งหมดขึ้นกับว่าเขาเลือกอย่างไร ผู้กล้าไม่ได้ตายเพื่อเกียรติยศเสมอไป และกระทั่งคนขลาดก็อาจทำหน้าที่ตนจนลุล่วง”
(อ้างจากหนังสือของ Linda Jaivin. ประวัติศาสตร์จีนฉบับสั้นสุด แปลโดย ฐณฐ จินดานนท์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์พารากราฟ, 2568, หน้า 58)
คำกล่าวข้างต้นในด้านหนึ่งจึงเป็นปณิธานที่มั่นคงของซือหม่าเชียน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นจิตใจที่เด็ดเดี่ยวและเสียสละของเขา โดยหลังจากถูกลงโทษด้วยการตอน คุมขัง และโบยตีแล้ว ซือหม่าเชียนก็กลับมาเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นเขาจึงใช้ชีวิตที่เหลือทำตามปณิธานที่ตั้งเอาไว้
ด้วยปณิธานและจิตใจดังกล่าว ทำให้ซือหม่าเชียนสร้างสรรค์ผลงานชิ้นสำคัญที่เรียกกันต่อมาว่า บันทึกประวัติศาสตร์ หรือ สื่อจี้ (史記) และด้วยความยิ่งใหญ่ของผลงาน ชาวตะวันตกจึงเรียกว่า Records of the Grand Historian โดยมีคำว่า Grand ตราไว้ให้ปรากฏเป็นประจักษ์พยาน
ผลงานนี้จึงเป็นหลักฐานที่ยืนยันว่า ยามเมื่อซือหม่าเชียนมีชีวิตอยู่ เขาอยู่อย่างขุนเขาไท่ซาน ยามตายจึงตายอย่างหนักแน่นดังขุนเขาไท่ซานไปด้วย ความตายของเขาจึงเป็นความตายที่บุคคลพึงมีอนุสติไว้เสมอในยามที่ยังมีลมหายใจ


