ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ในที่สุดพิธีกรรมเพื่อส่งให้ “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก้าวขึ้นมาเป็น “นายกรัฐมนตรี” ก็เสร็จสิ้น เมื่อที่ประชุมประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 19 มีนาคม 2569 มีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 293 เสียง ขณะที่ “เสี่ยเท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ได้คะแนนไป 119 เสียง ส่วนที่เหลือ 86 คนงดออกเสียง
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นก็คือ นายอนุทินนั้นเป็น “นายกรัฐมนตรีของประชาชนคนไทย” หรือ “นายกรัฐมนตรีของทุนพลังงาน” กันแน่ เพราะนับตั้งแต่ “สหรัฐฯ” จับมือ “อิสราเอล” บุก “อิหร่าน” เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยที่มีนายอนุทินเป็นนายกฯ นอกจากจะไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้แล้ว ยิ่งนานวันประชาชนก็ยิ่งได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำมันขาดแคลนหนักขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งๆ ที่ตัว “นายอนุทิน” พร้อมด้วย “เสี่ยโด่ง-อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมถึงระดับบิ๊กๆ ของ “กระทรวงพลังงาน” ไล่เรื่อยมาตั้งแต่ปลัด และอธิบดีกรมนั้นกรมนี้ ก็ออกมานั่งยันนอนยันว่า ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการของประชาชน และมีสต็อกน้ำมันสำรองมากที่สุดในอาเซียน พร้อมกับทิ้งท้ายด้วยการเรียกร้องให้ “ประชาชนช่วยกันประหยัด-ลดการใช้พลังงาน” เพื่อร่วมกันฝ่าวิกฤตไปให้ได้
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นสิทธิของประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ให้สิ้นกระแสความ เพราะในขณะที่ประชาชนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า “ทุนพลังงาน” กลับยังคงเสวยสุขจาก “ผลกำไร” ที่ได้รับ ขณะที่นายอนุทินเอง ก็มี “คอนเนกชัน” ที่แนบแน่นกับ “กลุ่มทุนพลังงาน” อย่างไม่อาจปฏิเสธความจริงได้
สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ก็คือ พรรคภูมิใจไทยจะไม่เติบใหญ่ถึงเพียงนี้ ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจาก “ทุนพลังงาน” ที่ต่อท่อน้ำเลี้ยงตรงจนทำให้บรรดา “บ้านใหญ่” และพรรคการเมืองที่รับรู้ถึงสถานการณ์แห่แหนเข้ามาซบค่ายสีน้ำเงินมากมายเช่นนี้
เป็น “กลุ่มทุนพลังงาน” ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักที่ดำเนินธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ โดยมักมีการถือหุ้นซับซ้อนและมีอำนาจต่อรองสูงในตลาดทุนและนโยบายภาครัฐ
ยิ่งเมื่อปรากฏคำว่า “ไอ้โม่ง” หลุดออกมาจากปากของ “ดร.ทองอยู่ คงขันธ์” ประธานสมาพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ซึ่งออกมาแฉหลังนำผู้ประกอบการนำรถบรรทุกกว่า 100 คันมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ กดดันรัฐเร่งแก้ปัญหาน้ำมัน สะท้อนปัญหาที่กำลังส่งผลกระทบต่อการขนส่งอย่างหนัก ตรงข้ามท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมาด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นที่น่าสงสัยว่า “ไอ้โม่ง” นั้นคือใคร
ดร.ทองอยู่ระบุว่า สาเหตุหลักที่รถบรรทุกรวมตัวกัน เกิดจากความไม่พอใจต่อข้อมูลของภาครัฐที่ระบุว่าน้ำมันขาดแคลนในบางพื้นที่ สาเหตุมาจากรถขนส่งไม่ไปขนน้ำมัน ซึ่งทางสหพันธ์ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่เป็นความจริง ปัญหาที่แท้จริงเกิดจากการบริหารจัดการน้ำมันของภาครัฐ ทั้งในเรื่องการจัดสรรโควตา และช่วงเวลาการปล่อยน้ำมันจากคลังที่ไม่สอดคล้องกับระบบขนส่ง โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการขนส่งทั่วประเทศกว่า 140,000 ราย และมีรถบรรทุกประมาณ 1.5 ล้านคัน เป็นสมาชิกสหพันธ์ฯ ราว 400,000 คัน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ทำหน้าที่ขนส่งสินค้าทุกประเภท ทั้งอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และการเกษตร
นอกจากนี้ ยังมองว่าปัญหาน้ำมันขาดแคลนในครั้งนี้ มีลักษณะผิดปกติ โดยเชื่อว่ามี “กลุ่มทุนพลังงานหาผลประโยชน์จากความเดือดร้อนของประชาชน” และอาจมีการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน ทั้งการกักตุน และความไม่ชัดเจนของข้อมูลจากภาครัฐ ส่งผลให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง อาทิ กลุ่มธุรกิจพลังงาน กลุ่มทุนพลังงานในตลาดหลักทรัพย์ นายทุนการเมือง ที่ผ่านมาทางสหพันธ์ฯ เคยยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลแล้ว 8 ข้อ และยืนยันว่าเป็นข้อเสนอที่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากนี้จะมีการประชุมเพื่อพิจารณามาตรการยกระดับการเคลื่อนไหว หากยังไม่มีการตอบสนองจากภาครัฐ
“มีคนกลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์จากการให้ข่าว เราสำรวจตรวจสอบพบว่าคนที่ได้ประโยชน์คนแรกคือโรงกลั่น คนที่สองคือผู้ค้าน้ำมัน คนที่สามคือกลุ่มทุนธุรกิจพลังงาน รวมหัวกันรังแกประชาชนคนไทยทั้งประเทศ อันนี้ต้องใช้คำนี้ เพราะว่าคุณสร้างทุกอย่างให้มันตื่นตระหนก สร้างให้เกิดแพนิก เกิดความกลัวขึ้นมา แล้วมันจะได้ดูแลปกครองง่าย แล้วก็ฉวยโอกาสนี้มีไอ้โม่งอยู่ข้างหลัง สร้างกำไรจากตัวนี้ ผมไม่อยากพูดว่าเป็นใคร แต่เราเชื่อมั่นว่ามีไอ้โม่ง ... ทำไมท่านบอกว่าน้ำมันใช้ได้ 61 วัน 95 วัน มาวันนี้ 101 วัน แล้วโดยข้อเท็จจริงมันเกิดอะไรขึ้นตามปั๊มน้ำมันทั้งหมด เพราะท่านบริหารจัดการผิดพลาดจากการที่เรารู้ว่ามีไอ้โม่งแสวงหาประโยชน์ มันมีผลประโยชน์ทับซ้อนแน่นอน ประชาชนเชื่ออย่างนี้”
“พี่น้องประชาชนทั้งประเทศมีความสงสัยว่า ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน มันเป็นน้ำมันสต็อกเก่า โรงกลั่นเก่า อยู่ในคลังเก่า ทำไมต้องไปขึ้นราคา ทำไมต้องเอากองทุนจำนวนมหาศาลไปซับซิดี้ (อุดหนุน) ให้กับกลุ่มทุนเหล่านี้ นี่เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศมีความคลางแคลงใจและสงสัยว่า ของมันค้างอยู่ในท่อ อยู่ในคลัง เป็นราคาเก่า ซื้อมาเก่า กลั่นเก่า สต็อกเก่า แล้วมาขึ้นราคาฉวยโอกาส อันนี้ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนต้องจดจำไว้ การฉวยโอกาสเป็นการรังแกพี่น้องประชาชน และไม่ควรทำในยุคที่ข้าวยากหมากแพง พี่น้องประชาชนเดือดร้อน”
“คิดว่ารัฐบาลหน่อมแน้ม บริหารจัดการไม่เป็นแล้วมาโทษคนโน้นคนนี้ รัฐบาลนี้เก่งแต่โทษชาวบ้าน ไม่เคยโทษตัวเอง คิดว่าหน่อมแน้ม วิกฤตอย่างนี้เคยเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2526 ค่าเงินบาทลอยตัวสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และปี 2551 ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ครั้งนี้มันเลวร้ายมาก เพราะมันมีเงาหลายอยู่ตัว อยู่เบื้องหลังสถานการณ์สมมติทั้งหมด และเป็นสถานการณ์สร้างความตื่นตระหนกให้พี่น้องประชาชน ผมคิดว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน และมีคนได้ประโยชน์จากเหตุการณ์นี้”ดร.ทองอยู่ กล่าว
ปัจจุบันผู้ประกอบการขนส่งทั่วประเทศกว่า 140,000 ราย และมีรถบรรทุกประมาณ 1.5 ล้านคัน เป็นสมาชิกสหพันธ์ขนส่งฯ ราว 400,000 คัน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ทำหน้าที่ขนส่งสินค้าทุกประเภท ทั้งอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และการเกษตร ดังนั้นข้อมูลที่ออกจากปากของประธานสมาพันธ์ขนส่งฯ จึงมีน้ำหนักและรัฐบาลจะต้องฟัง เพราะหากนายอนุทิน เพิกเฉยต่อข้อเรียกร้อง ข้อกังขา ข้อสังเกตของสมาพันธ์ฯ ก็เท่ากับเป็นใบเสร็จที่แสดงให้เห็นว่า “นายกฯทุนพลังงาน” ยืนอยู่ข้างใคร?
สิ่งต้องตั้งคำถามก็คือ ถ้าไม่เหลืออดจริงๆ สมาพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยจะกล้าออกมาแฉเป็นฉากๆ หรือ ด้วยก็รู้อยู่ว่า “นายอนุทินและเครือข่ายสีน้ำเงิน” มีอำนาจล้นเหลือเพียงใด แถมยังมีแนวโน้มที่จะบริหารราชการแผ่นดินหลายปีอีกต่างหาก
ทว่า นายอนุทินก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่า “น้ำมันไม่ขาดแคลน น้ำมันมีเพียงพอ” และ “ไม่มีไอ้โม่ง” อย่างที่ถูกตั้งคำถาม แถมโทษ “ประชาชน” แห่ไปซื้อและกักตุนน้ำมันจนเกิดการขาดแคลน
ไม่เพียงแต่ “นายกฯทุนพลังงาน” เท่านั้น “ทีมนายกฯ” ก็ยิ่งแสดงความมั่นหน้าว่าเข้าข้างโรงกลั่นแบบสุดลิ่มทิ่มประตู โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ได้สวมวิญญาณพ่อค้าน้ำมันโดดปกป้องผลประโยชน์โรงกลั่นและบริษัทพลังงาน ในห้วงยามที่สังคมตั้งคำถามกับกำไรพุงกางของโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ เอาไว้ว่า
“...ผมถามกลับ วันนี้ราคาสมมติ 100 เหรียญ อีก 3 เดือนผมรับน้ำมันดิบเข้ามาที่คลัง และอีก 3 เดือนสงครามยุติ ราคาน้ำมันดิบลงไปเหลือ 60 เหรียญ แต่ผมรับน้ำมันดิบที่ 100 เหรียญเนี่ย แล้วถึงเวลานั้นผมจะไปขายราคาที่ 100 เหรียญ พวกท่านรับไหม?...”
เรื่อง “น้ำมันหาย” ผลประโยชน์ตกอยู่ในมือใครในรอบนี้ยังต้องสืบสาวให้สิ้นกระแสความ แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเยี่ยงไร ดูเหมือนว่าบรรดาโรงกลั่นจะกำไรกันพุงกางแบบไม่พัก
นายโสภณ สุภาพงษ์ อดีตผู้บริหารกลุ่มบางจาก โพสต์ใน “วิถีคิด โดย โสภณ สุภาพงษ์” ว่านายกฯ เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และ รมว.พลังงาน กำลังใช้สูตรราคาของกระทรวงพลังงาน ที่ประชาชนต้องจ่ายหนี้กองทุนน้ำมันฯ และราคา เพื่อเพิ่มทั้งค่าน้ำมันดิบและทั้งเพิ่มกำไรจำนวนมากให้บริษัท (โรงกลั่น) มากขึ้น 4.86บาท/ ลิตร หรือกำไรเพิ่มประมาณ 700 ล้านบาท/วัน ขณะที่ประชาชนกำลังลำบาก
ทั้งนี้ แม้ว่าคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีรัฐมนตรีจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เป็นกรรมการ จะไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทโรงกลั่นน้ำมัน (เช่น TOP, BCP, SPRC) ในนามส่วนตัวเกินกว่าสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด คือต้องไม่เกินกว่าร้อยละ 5 หรือในระดับที่มีนัยสำคัญจนต้องแจ้งต่อสาธารณะเป็นพิเศษ แต่มีความเชื่อมโยงผ่านรัฐวิสาหกิจโดยกรรมการหลายคนใน กพช. ทำหน้าที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในโรงกลั่น เช่น กระทรวงการคลัง และ ปตท. (PTT) ซึ่งถือหุ้นในโรงกลั่นหลักของประเทศ (ไทยออยล์, พีทีทีจีซี, ไออาร์พีซี)
ดังนั้น แม้จะไม่มีการถือหุ้นโดยตรง แต่คณะกรรมการชุดนี้ มักถูกจับตามองเรื่อง “การขัดกันแห่งผลประโยชน์” (Conflict of Interest) เนื่องจากเป็นผู้อนุมัตินโยบายที่ส่งผลต่อกำไรขาดทุนของโรงกลั่นโดยตรง เช่น การกำหนดค่าการกลั่น หรือการจัดเก็บภาษีลาภลอย
โดยเฉพาะ รมว.พลังงาน และ รมว.กระทรวงการคลัง คือสองบุคคลในกรรมการ กพช. ที่มีอำนาจสูงสุดในการบริหารจัดการ “ผลประโยชน์ของรัฐ” ในโรงกลั่นผ่านการถือหุ้นของ ปตท. และกระทรวงการคลัง ซึ่งมักถูกตั้งคำถามถึงความสมดุลระหว่าง “กำไรของบริษัทลูก” กับ “ภาระค่าน้ำมันของประชาชน” ในช่วงวิกฤต
กำไรของโรงกลั่นกับภาระค่าน้ำมันของประชาชน ยังต้องมองผ่านเลนส์ “กองทุนน้ำมันเอาเงินไปอุดหนุนโรงกลั่น” ผ่านกลไกราคาหน้าโรงกลั่นอีกด้วย เรื่องนี้เป็นความจริงอันเจ็บปวดที่ประชาชนต้องแบกรับ
อธิบายง่ายๆ เป็นภาษาชาวบ้าน คือ เงินจากกองทุนน้ำมันฯ ไม่ได้หอบไปประเคนให้โรงกลั่น แต่เป็นการ “จ่ายส่วนต่างราคา” แทนประชาชนเพื่อให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มถูกกว่าความเป็นจริง สมมุติราคาน้ำมันโลกบวกภาษีและค่าการกลั่นแล้วต้นทุนจริงอยู่ที่ 50 บาท รัฐบาลคุมราคาขายห้ามเกิน 33 บาท ส่วนต่าง 17 บาท กองทุนน้ำมันฯ ต้องควักเงินตัวเอง (ที่กู้มา) หรือที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันไปจ่ายชดเชยให้เพื่อให้โรงกลั่นและปั๊มน้ำมันยอมขายที่ 33 บาท โดยไม่ขาดทุน
แล้วทำไมถึงเรียกว่า “อุดหนุนโรงกลั่น”? ประเด็นดรามาอยู่ตรง “ค่าการกลั่น” เมื่อราคาโลกพุ่ง โรงกลั่นจะอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ซึ่งรวม “ค่าเหนื่อยในการกลั่น” ที่สูงขึ้นผิดปกติ เช่น จากลิตรละ 2 บาท พุ่งเป็น 6 บาท แล้วรัฐบาลไทยยอมรับต้นทุน 6 บาทนี้เข้าไปในโครงสร้างราคาด้วย
ผลก็คือกองทุนน้ำมันต้องควักเงินมาชดเชยมากขึ้น เพื่อครอบคลุมกำไรที่สูงขึ้นของโรงกลั่นด้วย คนจึงมองว่า “กองทุนน้ำมันฯ (เงินประชาชน) กำลังแบกกำไรมหาศาลให้โรงกลั่น” แทนที่จะบีบให้โรงกลั่นลดกำไรลงมาช่วยกันก่อน
กลายเป็นวงจร “เงินเรา หนี้เรา แต่เขาได้กำไร” ความเจ็บปวดของผู้ใช้น้ำมันคือ ตอนน้ำมันแพง เราใช้เงินกู้ (หนี้กองทุนฯ) มาจ่ายค่าตั๋วส่วนต่าง เพื่อให้ได้ใช้น้ำมัน 33 บาท แต่โรงกลั่นได้รับเงินครบถ้วนตามราคาตลาดโลกรวมกำไรที่พุ่งสูงโดยไม่ต้องลดราคาช่วย และเมื่อถึงตอนน้ำมันถูกลง เรายังต้องจ่ายน้ำมันแพงกว่าที่ควรจะเป็น เพราะต้องถอนทุนคืนไปใช้หนี้แสนล้านพร้อมดอกเบี้ย
สรุปสั้น ๆ กองทุนน้ำมันทำหน้าที่เหมือน “บัตรเครดิตของประชาชน” ที่รัฐบาลเอาไปรูดจ่ายค่าน้ำมันให้เราก่อน โดยที่ “ร้านค้า (โรงกลั่น)” ยังคงเก็บเงินเต็มราคาตามป้าย (ราคาโลก) สุดท้ายประชาชนก็ต้องตามมาผ่อนชำระหนี้บัตรใบนี้พร้อมดอกเบี้ยในภายหลังนั่นเอง
โครงสร้างราคาพลังงานที่ออกแบบให้มีความซับซ้อน ชาวบ้านชาวช่องตามไม่ทัน ไม่ค่อยเข้าใจนี้แหละ คือขุมทรัพย์ของกลุ่มทุนพลังงานที่นักการเมืองทุกยุคทุกสมัยปกป้องเรื่อยมา
เช่นเดียวกับ “นายกรณ์ จาติกวณิช” ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่บอกว่า ในขณะที่ประชาชนต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทั้งที่จ่ายหน้าปั๊มและที่แฝงอยู่ในหนี้กองทุนน้ำมันซึ่งต้องชดใช้ในอนาคต แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายโรงกลั่นยังมีส่วนต่างกำไรที่สูงมากเมื่อเทียบกับต้นทุน รวมถึงรัฐบาลที่ยังคงเก็บภาษีในอัตราเดิมอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนปัญหาน้ำมันขาดปั๊ม ก็เกิดจากโครงสร้างราคาที่ผิดเพี้ยน เมื่อราคาขายส่งภาคอุตสาหกรรมสูงกว่าราคาหน้าปั๊ม ทำให้ภาคธุรกิจแห่มาซื้อน้ำมันที่ปั๊มแทน
ทั้งนี้ นายกรณ์เสนอ 2 มาตรการคือ 1.ลดภาษีสรรพสามิตทันที ลิตรละ 6 บาท 2.เก็บค่าธรรมเนียม “ลาภลอย” จากโรงกลั่นลิตรละ 3 บาท ด้วยข้อเสนอ 2 ข้อนี้ จะทำให้เกิดผลลัพธ์ได้ทันที คือลดการชดเชยกองทุนน้ำมันลงถึง 9 บาท และประหยัดเงินกองทุนได้วันละ 600 ล้านบาท หรือลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง
ด้าน “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ฟาดเปรี้ยงลงไปว่า สถานการณ์นี้นายกฯ มีอำนาจโดยตรง อย่าอ้างว่าไม่มีอำนาจ กฎหมายหลายฉบับมีอำนาจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะดำเนินการหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเลิกอิงราคาสิงคโปร์ และการจัดสรรก๊าซให้ครัวเรือนก่อน ที่เหลือให้เป็นเรื่องของเอกชนและผู้ประกอบการ แล้วประชาชนจะเดือดร้อนน้อยลง และการติดโซลาร์รูฟให้เร็วและมากพอ จะลดการนำเข้าก๊าซ LNG จากต่างชาติที่มีราคาแพงไปเรื่อยๆ และมันจะแสดงผลเร็วๆ นี้ วันนี้เรารู้สึกน้ำมันแพง แต่กำลังจะเดือดร้อนค่าไฟฟ้าที่กำลังจะเพิ่มขึ้นเร็วๆ นี้ และกระทบทุกคนทั้งค่าขนส่ง เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์กระทบหมดทุกคน เมื่อไหร่ที่กระทบโดยรวมเป็นค่าอาหารเมื่อไหร่ ราคาจะไม่ลง ขึ้นแล้วไม่ลง แปลว่าเราจะมีภาวะข้าวยากหมากแพงมากขึ้น เพียงเพราะเราจัดการกับคนคิดกำไรเกินสมควรไม่ได้ และเราจำเป็นต้องจัดการ
ใครจะไปเชื่อว่า รัฐบาลนายอนุทินที่อุดมไปด้วยผู้รอบรู้ทางด้านพลังงานจะไม่มีข้อมูลเหล่านี้อยู่ในมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัว “นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับกระทรวงพลังงาน พ่วงเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยิ่งต้องรู้ดี ในฐานะเจ้าของปั๊มน้ำมันพีที ซึ่งเข้าใจกลไกการขายน้ำมันอย่าบทะลุปรุโปร่ง เช่นเดียวกับ “นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อดีตซีอีโอกลุ่ม ปตท.ก็ยิ่งต้องรู้ดีกว่าใคร ใช่หรือไม่
ความแปลกประหลาดอีกประการหนึ่งของเรื่องนี้ อยู่ตรงที่นายพิพัฒน์ให้สัมภาษณ์ว่า “ปั๊มหนึ่งเคยขายวันละ 10,000-15,000 ลิตร แต่วันนี้บางยี่ห้อขายให้เหลือเพียง 4,000-5,000 ลิตร หายไปเป็นหมื่นลิตร แล้วหายไปไหน ในเมื่อบอกว่าโรงกลั่นมีน้ำมัน ไม่ได้ขาด น้ำมันล่องหนได้อย่างไร เพราะฉะนั้นต้องมีคนโกหกอย่างน้อยหนึ่งคน”
ขนาดคนในวงการน้ำมันอย่างนายพิพัฒน์ยังไม่รู้ แล้วใครจะไปรู้
คำถามที่ประชาชนต้องฟาด “นายกฯ อนุทิน” ให้หน้าสั่นก็คือ เมื่อรู้ทั้งรู้ว่าโรงกลั่นรวยบนหยาดเหงื่อประชาชน คนไทยต้องจ่าย “ค่าขนส่งทิพย์” (Import Parity) ลิตรละ 1.00 - 1.80 บาท ฟรี ๆ ให้โรงกลั่น ทั้งที่น้ำมันกลั่นในประเทศ แต่มโนว่าขนมาจากสิงคโปร์ รัฐบาลรู้แต่ทำไมถึงไม่กล้าแตะ เพราะไม่กล้างัดกับขาใหญ่ เกรงใจทุนพลังงานมากกว่าชาวบ้าน ใช่หรือไม่
แล้วเมื่อไหร่จะเลิกวิกลิเกตรวจปั๊ม แก้ปลายเหตุ เพราะการส่งเจ้าหน้าที่พาณิชย์ไปไล่ตรวจปั๊มคือการ “สร้างภาพ” กลบเกลื่อนความล้มเหลว เพราะต้นตออยู่ที่ “หน้าโรงกลั่น” และ “นโยบายรีดภาษี” จากประชาชนไม่มีว่างเว้นแม้วิกฤตราคาน้ำมันจะหนักหนาสาหัสแค่ไหนก็ตาม
การมุ่งมั่นกู้เงินมาตรึงราคาเท่ากับการปล้นอนาคต เพราะเน้นกู้เงินกองทุนน้ำมันมาโปะหนี้แสนล้าน แทนที่จะยอมลดภาษีสรรพสามิต หรือดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นมาช่วย ถือเป็นการผลักภาระให้คนไทยชดใช้หนี้ท่วมหัวในอนาคต
…ว่าแล้วก็นัดนายทุนพลังงานไปตีกอล์ฟกันสักรอบน่าจะดี
จบข่าว.


