xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ตัดจบ “เขากระโดง-ฮั้วสว.-ขนงพระ” ? รับ “นายกฯ ใหม่” สายสีน้ำเงิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เป็นเรื่องบังเอิญอย่างร้ายกาจเลยก็ว่าได้ สำหรับคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” เพราะก่อนที่จะมีการโหวตเลือก “นายอนุทิน ชาญวีกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี บรรดากลไกในการตรวจสอบของรัฐไทยก็ออกอาการแปลกๆ ให้เห็นพร้อมกัน เพราะคดีใหญ่ที่ใช้เวลาสืบสวนสอบสวนแรมปี แต่เมื่อเกมการเมืองเปลี่ยนปุ๊บทุกอย่างก็เคลื่อนไปสู่ “การตัดจบ” พร้อม ๆ กันจนชวนให้ตั้งคำถามด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้

เริ่มจาก “คดีที่ดินเขากระโดง” ของ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ที่อยู่ๆ “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” หรือ “ดีเอสไอ” โดย “พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ” ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ดีเอสไอยุติเรื่องสืบสวนดังกล่าว ด้วยการอ้างว่า การดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐใด รัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ได้ไปร้องต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษว่า กรณีมีกลุ่มบุคคลเข้าไปบุกรุก ครอบครองที่ดินเขากระโดง ซึ่งมีแนวเขตอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯ จำนวน 4,414 ไร่ ขอให้รับคดีนี้ไว้เป็นคดีพิเศษ เพราะเกี่ยวโยงกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่

ทางดีเอสไอ ในยุคที่มี “พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ” เป็นอธิบดีดีเอสไอ และมี “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็มอบหมายให้ “พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม” ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งเเวดล้อม ดำเนินการสืบสวนเรื่องข้อร้องเรียนดังกล่าว ใช้เวลาสืบสวน สอบสวนอยู่ 7 เดือน สุดท้ายมีมติ “ไม่รับ” เรื่องบุกรุกที่ดินเขากระโดงไว้เป็นคดีพิเศษ โดยโยนไปให้ ป.ป.ช.ดำเนินการแทน อ้างว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการออกโฉนดโดยมิชอบ และเมื่อศาลฎีกาตัดสินให้คืนที่ดินแก่การรถไฟ เจ้าหน้าที่ก็ไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว

เรื่องเขากระโดง จึงกลายเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่ไปเสียเฉยๆ

ที่สำคัญคือ เมื่อเรื่องอยู่ในมือป.ป.ช. ก็คาดการณ์อีกไม่ได้เช่นกันว่า อีกกี่ปีจึงจะมีการชี้มูลว่า ผิดหรือไม่ผิด

ยิ่งในยุคที่ “สายสีน้ำเงินครองเมือง” อย่างนี้ด้วยแล้ว...คงได้แต่ต้องร้องเพลงรอกันไปยาวๆ เสียกระมัง

อย่างไรก็ดี นอกจากเรื่องเขากระโดงแล้ว จะเห็นว่า “การใช้ถนนสาธารณะเป็นทางวิ่งอากาศยานในพื้นที่ตำบลขนงพระ จ.นครราชสีมา” ดีเอสไอก็ยุติการสืบสวนและไม่รับเรื่องดังกล่าวเป็นคดีพิเศษเช่นกัน ส่งผลทำให้ สภ.ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ต้องสรุปสำนวนสอบสวนกรณี ส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนแทน

คดีนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2568 เมื่อประชาชนในพื้นที่ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง รวมถึงผู้พักอาศัยในนิคมสร้างตนเองลำตะคอง เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปากช่อง ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างพื้นที่ขึ้น-ลงอากาศยานโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีลักษณะเป็นการนำถนนสาธารณะไปใช้เป็นทางวิ่งของเครื่องบินส่วนบุคคล โดยพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ และเป็นเส้นทางที่ประชาชนใช้สัญจรมาเป็นเวลานาน

จากการตรวจสอบพบว่ามีการใช้พื้นที่สาธารณะยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตร เป็นทางวิ่งของอากาศยานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ทั้งพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 รวมถึงกฎหมายว่าด้วยที่ดิน และกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ในช่วงเวลาต่อมา กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับข้อมูลร้องเรียนเพิ่มเติมจากผู้เสียหายและผู้ร้องเรียน ซึ่งระบุว่ามีการขออนุญาตใช้ถนนสาธารณะเป็นรันเวย์ของสนามบินส่วนบุคคล จึงมีการตั้งเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ DSI ลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขนงพระ กรมที่ดิน นิคมสร้างตนเองลำตะคอง สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบสำนวน

อย่างไรก็ตาม หลังจากใช้เวลาสืบสวนหลายเดือน DSI มีความเห็นว่าสำนวนดังกล่าวเป็นประเด็นเดียวกับที่ตำรวจ สภ.ปากช่อง ทำการสอบสวนอยู่แล้ว จึงยุติการดำเนินการในฐานะคดีพิเศษ และส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. พิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงร่วมกับสำนวนของตำรวจ

ล่าสุด พนักงานสอบสวน สภ.ปากช่อง ได้สอบปากคำผู้เสียหายและรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วน ก่อนสรุปสำนวนพร้อมความเห็นเสนอให้ ป.ป.ช. ไต่สวนความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยสำนวนถูกส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2568

สรุปก็คือโยนให้เป็นความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐอีกเช่นเคย ส่วนการที่สนามบินแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ของสนามกอล์ฟที่ชื่อว่า แรนโช ชาญวีร์ (Rancho Charnvee) และมีการใช้ทางสาธารณะเป็นรันเวย์เพื่อดำเนินกิจการ Sky Diving โดยบริษัท สกายไดฟ์ ไทยแลนด์ จำกัด ทั้งๆ ที่พื้นที่นี้เป็นนิคมเพื่อคนจน โดยไม่ต้องเวนคืน ไม่ต้องทำประชาคมหรือประชาพิจารณ์ไม่มีคำตอบใดๆ ออกมา ซึ่งก็คงเงียบไปตามระเบียบ(อีกแล้วครับท่าน)

คดีใหญ่คดีถัดมาคือ “คดีฮั้ว สว.”

คดีนี้ คณะสืบสวนฯชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมกัน ระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ใช้เวลาทำงานในปี 2568 ตั้งแต่ต้นปี จนถึงเดือนกรกฎาคม 2568 ก็ได้รวบรวม ข้อมูลหลักฐาน“การฮั้ว” มัดตัวกลุ่มผู้กระทำผิด ตั้งแต่ บัตรลงคะแนนเลือกสว. เลือกกลุ่มตัวเลขชุดเดียวกัน ติดต่อกันเป็นจำนวนมาก ที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่

มีหลักฐานเกี่ยวกับการนัดรวมตัวกัน ทั้งที่พักอาศัย การเดินทางไปสถานที่เลือกด้วยกัน มีหลักฐานการโอนเงินว่าจ้าง หลักหมื่น หลักแสนบาท มีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องกับนักการเมืองหลายราย...

จึงมีมติ เสนอให้ กกต. ส่งคำร้องไปที่ศาล เพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน แบ่งเป็นสว. 138 คน และเครือข่ายการเมือง 91 คน

ในสว.138 คนนั้น ไล่ตั้งแต่ ประธานวุฒิสภาลงไปเลย พูดง่ายๆว่าเป็น “สว.สีน้ำเงิน” ทั้งหมด

ส่วนเครือข่ายการเมืองก็มี คนระดับแกนนำของพรรคภูมิใจไทย ถูกเรียกไปสอบ อาทิ...เนวิน ชิดชอบ อนุทิน ชาญวีรกูล ไชยชนก ชิดชอบ ภราดร ปริศนานันทกุล กรวีร์ ปริศนานันทกุล สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ธนยศ ทิมสุวรรณ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ เป็นต้น

เมื่อ กกต.รับเรื่องจาก คณะสืบสวนชุดที่ 26 มาแล้ว ก็ตั้งคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมา เพื่อตรวจสอบข้อมูลหลักฐาน ข้อเท็จจริงต่างๆ หากเห็นว่ามีมูล ก็จะส่งให้ “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. เพื่อส่งให้ กกต.ชุดใหญ่พิจารณา

แต่แล้วคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ก็ “ตัดตอน” โดยมีมติ ให้กกต.ไม่ต้องส่งคำร้องไปที่ศาล ให้ยุติการดำเนินคดี เนื่องจากเห็นว่า ผู้ที่ถูกร้องทั้งหมดไม่มีมูลความผิดใดๆ

ข้อสรุปนี้เมื่อส่งถึงมือ “แสวง บุญมี” คนในเครือข่ายบุรีรัมย์คอนเนกชัน เชื่อว่าจะเห็นพ้องตามคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ไม่ต้องให้ กกต.ชุดใหญ่ต้องออกเหงื่อ!

แถมเป็นมติที่ออกมาใช่วงเวลาสำคัญ คือก่อนที่ จะมีการ “โหวตนายกฯ” กันในวันที่ 19 มีนาคม จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขรมทั้งแผ่นดินว่า เป็นการปลดล็อกให้ “ว่าที่นายกฯ” และ“ว่าที่รัฐมนตรี” อีกหลายคน ไม่ต้องมีบ่วง“ฮั้วสว.”คล้องคออยู่

ในวันโหวตเลือกนายกฯ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายถึงคุณสมบัติของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ได้รับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า เหตุผลสำคัญที่พรรคไม่สามารถให้ความเห็นชอบนายอนุทินได้ อยู่ที่ประเด็นคดีฮั้ว สว. ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะหากสมาชิกวุฒิสภาไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง จะกระทบต่อกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระ และทำให้องค์กรเหล่านั้นขาดความเป็นกลาง ไม่สามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างเที่ยงธรรม

นายอภิสิทธิ์อธิบายด้วยว่า ปัจจุบันนายอนุทินอยู่ในสถานะผู้ถูกกล่าวหาในกระบวนการตรวจสอบของ 2 หน่วยงาน คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยในส่วนของ กกต. นั้น คณะอนุกรรมการสืบสวนชุดที่ 26 ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงนายอนุทิน และมีความเห็นว่าบุคคลเหล่านี้ได้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังขาในสังคมเกี่ยวกับการที่ กกต. ตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมาใหม่เพื่อพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทั้งที่โดยปกติจะมีการกระจายสำนวนไปยังคณะอนุกรรมการวินิจฉัยที่มีอยู่แล้วตามลำดับเรื่อง ส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องต่อศาลอาญาทุจริตว่า การตั้งคณะดังกล่าวอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย และศาลจะมีคำสั่งในเดือนหน้า
ส่วนการดำเนินการของดีเอสไอ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แม้ก่อนหน้านี้จะมีการส่งสำนวนให้อัยการฟ้องผู้ต้องหา 8 คน แต่ต่อมาอัยการได้ส่งเรื่องกลับมายังดีเอสไอ โดยเห็นว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลราว 1,200 คน วงเงินกว่า 300 ล้านบาท และมีข้อหาเกี่ยวกับอั้งยี่และการฟอกเงิน จึงจำเป็นต้องสอบสวนให้ครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่สามารถแยกดำเนินคดีเฉพาะบางคนหรือบางกลุ่มได้

คดีถัดมาก็คือ การที่ ป.ป.ช.หักมติศาลรัฐธรรมนูญ ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ซุกหุ้น

คดีนี้ เมื่อ17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 เสียงชี้ว่า “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในขณะนั้น จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ มีการ “ซุกหุ้น” หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ของตนเอง โดยให้ “ศุภวัฒน์ เกษมสุข” ผู้ถือหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตัคชั่น อีกคนทำธุรกรรมต่างๆ และครอบครองหุ้นของ หจก.บุรีเจริญฯ แทนตน จึงให้ “ศักดิ์สยาม” พ้นจากตำแหน่ง รมว.คมนาคม โดยในช่วงที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมตินั้น “ศักดิ์สยาม”ได้พ้นตำแหน่งรมว.คมนาคม ไปก่อนแล้ว

มีผู้นำเรื่องนี้ไปร้องต่อ ป.ป.ช. ด้วยข้อหา “ผิดจริยธรรมร้ายแรง” ที่มีโทษตัดสิทธิ์ทางการเมือง สุดท้าย ป.ป.ช.หักคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มีมติยกคำร้อง ไปเมื่อเดือนกันยายน 2568 แต่เพิ่งมาเป็นข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ความน่าสนใจของคดีนี้ ทำให้มีการเชื่อมโยงไปที่ 2 คดีดังคือคดีเขากระโดงและคดีสนามบินขนงพระ เพราะเกรงว่า เรื่องจะจบลงที่ ป.ป.ช.เหมือนกับคดีนายศักดิ์สยามหรือไม่ อย่างไร.