xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ประชาชนต้องประหยัด! รัฐกู้เงินโปะกองทุนน้ำมัน “นายทุนพลังงาน” รวยไม่รู้เรื่อง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - “จริง ๆ วันนี้หากประชาชนต้องการให้น้ำมันดีเซลราคาลดลง 3 บาท ก็ทำได้ด้วยตัวท่านเอง คือ 3 บาท คือ 10% ของ 33 บาท หากลดการใช้ลง 10% จะทำให้ราคาถูก เพราะจะทำให้เงินของท่านออกจากกระเป๋าน้อยลง 10%” นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ย้ำให้ประชาชนประหยัดการใช้พลังงาน ซึ่งจะช่วยทั้งเรื่องการพอเพียง หากใช้น้อยลงก็ยืดวันใช้ได้มากขึ้น และประหยัดเงินในกระเป๋าได้  

สิ่งนี้สะท้อนว่าประชาชนต้องพึ่งพาตัวเอง จะไปหวังพึ่ง “รัฐบาลรักษาการ” ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง ทั้งที่หน้าตาของ “รัฐบาลใหม่” ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้ง ก็หนีไม่พ้นบรรดา “คนหน้าเก่า” แทบทั้งนั้น

จึงอย่าได้แปลกใจที่รัฐบาลคิดใช้แต่ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง”  มาพยุงราคา ชดเชยส่วนต่าง ทั้งที่มี “เครื่องมือ” อื่นอยู่ในมือที่จะมาช่วยลดภาะให้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดภาษีสรรพสามิต หรือการเก็บภาษีลาภลอยจากบรรดาโรงกลั่นที่กำไรพุงกาง

ต้องไม่ลืมว่า “กองทุนน้ำมันฯ” เป็นกองทุนที่ประชาชนผู้ใช้น้ำมันเป็นผู้ร่วมกันจ่ายเข้ากองทุน หรือพูดง่าย ๆ เป็นกองทุนจากเงินของประชาชนที่ถูกเก็บไปเมื่อเติมน้ำมัน พอมีวิกฤตผู้บริหารกองทุนน้ำมัน คือ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) หน่วยงานเฉพาะทาง สังกัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ควักเอาเงินจากกองทุนนี้มาอุดหนุนหรือชดเชยส่วนต่าง ถือเป็นเงินของประชาชนช่วยประชาชนด้วยกันเอง

สถานะกองทุนน้ำมันฯ ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ระบุว่าฐานะกองทุนติดลบแล้วกว่า 12,605 ล้านบาท และมีภาระหนี้สินรวมประมาณ 74,886 ล้านบาท จากการควักจ่ายชดเชยส่วนต่าง แบ่งเป็น บัญชีน้ำมัน ซึ่งยังเป็นบวกอยู่ที่ 25,016 ล้านบาท และบัญชีก๊าซ LPG ติดลบ 37,621 ล้านบาท

 ภายใต้สถานการณ์ราคาน้ำมันโลก ณ เดือนมีนาคม 2569 กองทุนฯ ต้องชดเชยดีเซลสูงสุดถึง 18.31 - 20.36 บาทต่อลิตร เพื่อตรึงราคาที่ 29.94 บาท ทำให้กองทุนฯ มีเงินไหลออกเฉลี่ยประมาณ 700 - 1,000 ล้านบาทต่อวัน เมื่อรัฐบาลประกาศขยับเพดานราคาดีเซลขึ้นไปอยู่ที่ 33 บาท แบบค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยลดภาระการชดเชยลงเหลือประมาณ 15 - 17 บาทต่อลิตร คาดว่าการไหลออกของเงินจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 500 - 650 ล้านบาทต่อวัน โดยคำนวณจากปริมาณการใช้ดีเซลเฉลี่ย 65-70 ล้านลิตรต่อวัน 
“.... การขยับไปเพดานราคาขึ้นไปที่ 33 บาท ถือเป็นการปรับตามประเทศในอาเซียนที่ปรับขึ้นกันไปแล้ว ....” นายอรรถพล ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล

ส่วนปัญหา  “น้ำมันขาดแคลน”  ปั๊มติดป้าย  “ดีเซลหมด” ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนถ้วนทั่วทุกหัวระแหงนั้น นายอรรถพล ยืนยันว่า มีน้ำมันดิบจากประเทศต้นทางเพียงพอ ส่วนปัญหาการจำหน่ายได้ไม่เต็มที่ สถานีให้เติมครั้งละ 500 หรือ 1000 บาท ถือเป็นปัญหาของสถานีบริการน้ำมัน นั่นคือการกระจายน้ำมันจากคลังไปยังสถานีบริการ ต้องเร่งแก้ปัญหาการเพิ่มเที่ยวรถขนส่งจึงจะทำให้สถานการณ์คลี่คลายไป

อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง (อิหร่าน-อิสราเอล) ยืดเยื้อและราคาน้ำมันดิบตลาดโลกยังคงทรงตัวในระดับสูง กองทุนฯจะเผชิญภาวะติดลบอย่างหนัก หากคิดด้วยอัตราเม็ดเงินกองทุนไหลออกจากการชดเชยส่วนต่างที่ 500 - 650 ล้านบาท/วัน กองทุนน้ำมันจะติดลบแตะระดับแสนล้านบาท ภายในเวลาประมาณ 135 - 175 วัน หรือ 4.5 - 5.5 เดือนข้างหน้า แต่หากราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นกว่าปัจจุบันระยะเวลาที่กองทุนฯจะติดลบระดับแสนล้านจะสั้นลงกว่านี้

เมื่ออนาคตของกองทุนฯ ที่คาดว่าจะติดลบหนักแน่ กระทรวงพลังงาน และสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) จึงอยู่ระหว่างพิจารณาทบทวนเพดานการอุดหนุน และอาจต้องกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อรักษาสภาพคล่อง ซึ่งการกู้เพิ่มเพื่อประคองราคาดีเซลไม่ให้กระทบค่าครองชีพประชาชนมากเกินไป จะทำให้กองทุนฯ ตกอยู่ในภาวะ  “หนี้เก่ายังจ่ายไม่หมด หนี้ใหม่กำลังจะมา” 

กล่าวคือ หนี้ก้อนเดิม ซึ่งกำลังใช้คืน เป็นหนี้ที่กู้มาในช่วงวิกฤตพลังงานปี 2565-2566 วงเงินรวมประมาณ 105,000 - 110,000 ล้านบาท ปัจจุบัน (มีนาคม 2569) มียอดหนี้คงเหลือประมาณ 30,000 - 33,000 ล้านบาท ซึ่งกองทุนฯ กำลังทยอยจ่ายคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย โดยตั้งเป้าให้หนี้ก้อนนี้หมดภายในปี 2572

อีกส่วนคือ แผนกู้เงินรอบใหม่ สกนช. เตรียมแผนกู้เพิ่มอีกประมาณ 20,000 - 40,000 ล้านบาท หรืออาจถึงแสนล้านตามสถานการณ์ภายใต้กรอบวงเงินกู้รวมที่ยังเหลืออยู่จากเพดาน 150,000 ล้านบาท โดยรอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ อนุมัติอย่างเป็นทางการ เพราะเป็นการสร้างภาระผูกพันทางการเงินระยะยาว

“เบื้องต้นกองทุนน้ำมันฯ สามารถกู้เงินเองได้ก่อน 2 หมื่นล้านบาท แต่ถ้าเกินกว่านั้นก็อาจจะต้องออกเป็นกฎหมายกู้เงิน ซึ่งรัฐบาลจะต้องพิจารณาในส่วนนี้ และอดีตสถานะของกองทุนน้ำมันฯ เคยติดลบถึงแสนกว่าล้านบาท จึงค่อยมีการออกเป็นกฎหมายกู้เงิน โดยหากกองทุนน้ำมันฯ ติดลบไปเรื่อย ๆ จำนวนมากขึ้น ก็อาจจะต้องกู้เยอะ แต่หลายฝ่ายก็หวังให้สถานการณ์คลี่คลายดีขึ้น” นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง กล่าว

 แผนการกู้เงินของกองทุนน้ำมัน ที่อาจทะลุแสนล้าน แม้จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ ร้อยละ 0.5 - 0.6 ของ GDP โดยปัจจุบันกรอบวินัยการเงินการคลังกำหนดเพดานหนี้สาธารณะไว้ที่ร้อยละ 70 ของ GDP ซึ่ง ณ เดือนมีนาคม 2569 หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 64 - 65 ของ GDP ยังมีส่วนต่างเหลืออยู่ประมาณ ร้อยละ 5 - 6 ในเชิงตัวเลขแม้จะยัง “ไม่ชนเพดาน” ในทันที แต่จะทำให้พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ในการรับมือวิกฤตอื่น ๆ ลดน้อยลง 

ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์และหน่วยงานกำกับดูแล การกู้หนี้เพิ่มทำให้ “ภาระดอกเบี้ยจ่าย” ในงบประมาณแผ่นดินเพิ่มสูงขึ้น และหนี้กองทุนน้ำมันถือเป็น “หนี้กึ่งการคลัง” ที่กระทรวงการคลัง ค้ำประกัน หากกองทุนฯ ไม่สามารถเก็บเงินใช้หนี้ได้ตามแผนคือปี 2572 กระทรวงการคลัง ต้องจ่ายหนี้แทนกองทุนฯ เงินที่เอามาจ่ายก็มาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งมีแหล่งที่มาหลักคือ “ภาษี” ของเราทุกคน (VAT, ภาษีเงินได้, ภาษีธุรกิจ ฯลฯ)


 สรุปสั้นๆ หากแผนใช้หนี้ปี 2572 ล้มเหลว หนี้ก้อนนี้จะเปลี่ยนสภาพจาก “หนี้ของคนใช้น้ำมัน” กลายเป็น “หนี้ของแผ่นดิน” ที่ส่งต่อให้คนไทยทุกคนช่วยกันผ่อนผ่านระบบภาษีนั่นเอง 

นอกจากนั้น การกู้ของกองทุนฯ เป็นการกู้เพื่ออุดหนุนราคามากกว่าการลงทุน อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติและการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะยาว

อย่างที่ว่าเมื่อเป็น “เงินกู้” ก็ต้องมี “ดอกเบี้ย” หากกองทุนฯต้องกู้อีกแสนล้านตามคาดการณ์ ณ เดือนมีนาคม 2569 ภาระดอกเบี้ยที่กองทุนฯ จะต้องแบกรับจะเพิ่มขึ้นมหาศาล ภายใต้สมมติฐานอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ ร้อยละ 3.00 - 3.50 ต่อปี (อ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ภาครัฐ) กองทุนฯ จะมีดอกเบี้ยจ่ายจากก้อนหนี้เดิม (33,000 ล้านบาท) ประมาณ 990 - 1,155 ล้านบาทต่อปี ดอกเบี้ยจากการกู้รอบใหม่ (100,000 ล้านบาท) ประมาณ 3,000 - 3,500 ล้านบาทต่อปี รวมภาระดอกเบี้ยทั้งหมด ประมาณ 3,990 - 4,655 ล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ย 11-13 ล้านบาทต่อวัน

หากปัจจุบันเงินกองทุนฯ ไหลออกเฉลี่ยวันละ 500 - 700 ล้านบาท ภาระดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวจะคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 2 - 3 ของภาระรายวันทั้งหมด ถ้าราคาน้ำมันโลกยังไม่ลดลง กองทุนฯ จะไม่มีเงินไปชำระคืนเงินต้น ทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยในระดับสูงเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเริ่มเก็บเงินคืนจากผู้ใช้น้ำมันได้ในอนาคต แต่หากสถานการณ์บานปลายจนกองทุนฯ ไม่สามารถชำระได้ตามแผน ภาระดอกเบี้ยและเงินต้นจะตกเป็นภาระของงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชนโดยตรง

ปัจจุบัน กลุ่มธนาคารหลักที่ปล่อยกู้ให้แก่สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้แก่ ธนาคารออมสิน, ธนาคารกรุงไทย และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

 ถามว่ามีทางเลือกอื่นที่จะบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนไหม คำตอบคือ มี แต่รัฐบาลใหม่จะกล้าลงมือทำหรือไม่ คำตอบคือ ไม่แน่ เพราะจนป่านนี้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ยังอ้ำอึ้งเกี่ยวกับการใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ซึ่งที่จริงแล้วในช่วงวิกฤตพลังงานรอบที่ผ่านมา รัฐบาลขณะนั้นก็เลือกใช้แนวทางนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชน 

ในช่วงปี 2565 - 2567 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้มาตรการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลรวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง เพื่อพยุงราคาไม่ให้กระทบค่าครองชีพ ซึ่งส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีสะสมรวมกว่า 178,100 ล้านบาท

ขณะที่รอบนี้รัฐบาลหันมาใช้กองทุนน้ำมันและปรับเพดานราคาเป็น 33 บาท แทน โดยมีเหตุผลเบื้องหลัง คือ รายได้กรมสรรพสามิตต่ำกว่าเป้า เนื่องจากการลดภาษีรอบก่อน ๆ ทำให้รายได้กรมสรรพสามิต หลุดเป้าไปกว่า 13% ในบางช่วงส่งผลต่อเงินคงคลังของประเทศ การลดภาษีน้ำมันจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายหากสถานการณ์รุนแรงเกินกว่ากองทุนน้ำมันจะรับไหว อีกทั้งขณะนี้หนี้สาธารณะใกล้เพดาน 70% ของ GDP กระทรวงการคลัง จึงต้องรีดรายได้และกลับมาเก็บภาษีน้ำมันเพิ่ม

ส่วนอีกแนวทางหนึ่ง ซึ่ง  นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้หารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาการค้าส่งน้ำมัน 2 เรื่องหลัก คือ  โครงสร้างราคาค้าส่งน้ำมันดีเซล 2 ราคา และการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นที่สัมพันธ์กับค่าการกลั่นสูงเกินไปหรือไม่ 

ทั้งนี้ โครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลที่มีความแตกต่างในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ค้าแต่ละกลุ่มมีต้นทุนแตกต่างกัน โดยสถานีบริการที่มีแบรนด์ได้รับการชดเชย ขณะที่ปั๊มหลอดและผู้ค้าส่ง (จ๊อบเบอร์) ไม่ได้รับการชดเชย ส่งผลให้ต้นทุนแตกต่าง และกระทบต่อการกระจายน้ำมันในบางพื้นที่

สำหรับการหารือกับโรงกลั่น นายพิพัฒน์ ตั้งข้อสังเกตว่า โรงกลั่นมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหากับภาครัฐอย่างจริงจังเพียงใด วิกฤตอย่างนี้ต้องมาคุยกันไม่ใช่คุณได้ พวกเราเสียอย่างเดียว รัฐบาลเดินหน้าไม่ได้ สุดท้ายหากรัฐบาลรับไม่ไหวจริงคงต้องออกประกาศเพื่อมาบังคับผู้ประกอบการโรงกลั่น ผู้ค้ารายใหญ่ ผู้ค้าส่ง ทั้งสามกลุ่มให้มาแก้ไขปัญหาการตื่นตระหนกครั้งนี้

นายพิพัฒน์ ยังพูดถึงซึ่งแนวคิดการใช้  ภาษีลาภลอย (Windfall tax)  เพื่อจัดเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นในภาวะตลาดผิดปกติ โดยผลประกอบการในเดือนมีนาคม 2569 จะเป็นตัวสะท้อนว่ากำไรสูงผิดปกติหรือไม่ ซึ่งกระทรวงการคลัง จะต้องหารือร่วมกับผู้ประกอบการต่อไป

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
ขณะที่ฟากกลุ่มโรงกลั่น ระบุว่า ค่าการกลั่น 6 บาท ที่ถูกกล่าวอ้าง ยังไม่ได้หักต้นทุนแฝง เช่น ค่าขนส่งและค่าพรีเมียมน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นตามความเสี่ยงภัยสงครามในช่องแคบฮอร์มุซ

ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย ยังไม่เคยมีการจัดเก็บ “ภาษีลาภลอย” จากโรงกลั่นน้ำมันอย่างเป็นทางการในรูปแบบของกฎหมายภาษี แต่รัฐบาลใช้การ “เจรจาขอความร่วมมือ” ซึ่งช่วงวิกฤตพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ครม.พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมติเมื่อ 21 มิถุนายน 2565 เพื่อขอความร่วมมือให้โรงกลั่นนำส่งกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นเข้ากองทุนน้ำมันฯ เป็นเวลา 3 เดือน (ก.ค. - ก.ย. 2565) ตั้งเป้าหมายประมาณ 8,000 - 8,500 ล้านบาทต่อเดือน

แต่ถึงที่สุดแล้ว มีเพียงปตท. (PTT) ให้ความร่วมมือส่งเงินกำไรจากโรงแยกก๊าซฯ เข้ากองทุนน้ำมันฯ เป็นกรณีพิเศษรวม 3,000 ล้านบาท ส่วนการเจรจากับโรงกลั่นอื่นเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนเรื่องยอดนำส่งเงินที่แน่นอน เนื่องจากโรงกลั่นอ้างต้นทุนแฝงที่สูงขึ้นจริงตามตลาด

ขณะเดียวกัน เวลานั้นมีความพยายามศึกษาข้อกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Profit Tax) จากส่วนต่างค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นเกินกว่า 2 บาทต่อลิตร แต่สุดท้ายไม่ได้มีการออกเป็นกฎหมายบังคับใช้แต่อย่างใด

ปัจจุบัน ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ (Singapore GRM) พุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 19.4 - 20.0 เหรียญต่อบาร์เรล ในช่วงต้นเดือนมีนาคม และบางช่วงขึ้นไปสูงสุดเกือบ 30.0 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี จากปกติค่าการกลั่นเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 5.0 - 7.0 เหรียญต่อบาร์เรล ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณ 3-4 เท่า หากคิดเป็นเงินบาทจะอยู่ที่ประมาณ 6 บาทต่อลิตร จากปกติประมาณ 2 บาทต่อลิตร

ย้อนไปดูผลประกอบการของกลุ่มโรงกลั่นไทยในปี 2568 อ้างอิงงบการเงินล่าสุดที่ประกาศช่วงกุมภาพันธ์ 2569 ที่อู้ฟู่กันเกือบถ้วนหน้าอีกสักหน่อย

 เริ่มจาก TOP (ไทยออยล์) กำไรสุทธิ 14,584 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 46.45 จากปีก่อนหน้า ได้รับอานิสงส์จากค่าการกลั่นที่ฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4 และกำไรพิเศษจากการบริหารจัดการหนี้ (ซื้อคืนหุ้นกู้)

BCP (บางจาก) กำไรสุทธิ 2,880 ล้านบาท ผลประกอบการเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ผันผวน อยู่ระหว่างการรับรู้ประโยชน์จากการควบรวมกิจการกับ BSRC (เอสโซ่เดิม) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว

PTTGC (พีทีที โกลบอล เคมิคอล) กำไรสุทธิครึ่งแรกของปี 2568 อยู่ที่ 44,848 ล้านบาท (รวมกลุ่ม ปตท.) ธุรกิจโรงกลั่นช่วยประคองผลการดำเนินงานในช่วงที่ธุรกิจปิโตรเคมียังชะลอตัว

SPRC (สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง) กำไรสุทธิไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 714 ล้านบาท ผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปรับตัวแข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามค่าการกลั่น ถือเป็นโรงกลั่นที่มีสถานะทางการเงินมั่นคงและมีอัตราการจ่ายปันผลในระดับสูง

IRPC (ไออาร์พีซี) ประสบภาวะขาดทุนในบางไตรมาส จากการขาดทุนสต็อกน้ำมันและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น 

รอดูกันว่านอกจากมั่นหน้ารีดเงินประชาชนผู้ใช้น้ำมันเข้ากองทุนฯ และกู้เพิ่มแล้ว รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย จะลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล และกล้าผลักดันจัดเก็บ “ภาษีลาภลอย” จากโรงกลั่นหรือไม่ หรือจะปล่อยให้นายทุนพลังงานรวยกันไม่รู้เรื่อง!