ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ถึงแม้ทีม “ซูเปอร์จี” นางศุภจี ธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และทีมกระทรวงพลังงาน รวมถึงทีมผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ จะลุยตรวจปั๊มน้ำมัน คุมราคา ขู่ฟันโทษหนักทั้งจำทั้งปรับหากพบการกักตุนหรือจงใจไม่จำหน่ายน้ำมัน ก็ไม่ได้ช่วยให้ความโกลาหลของสถานการณ์น้ำมันหมดปั๊มดีขึ้นแต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี ขณะที่ยังไม่แน่ว่าจะควานหาไอ้โม่งที่ทำให้น้ำมันขาดปั๊มได้หรือไม่ ที่แน่ ๆ ยิ่งกว่าแช่แป้งในตอนนี้คือ ผลกระทบอย่างหนักหน่วงเป็นลูกโซ่ที่กำลังเกิดขึ้นจากราคาพลังงานพุ่งกระฉูด โดยน้ำมันดิบพุ่งสูงเกิน 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้สร้างผลกระทบแยกตามภาคส่วน ดังนี้
ภาคครัวเรือนและผู้บริโภค เผชิญปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวจากราคาพลังงานที่ส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่กำลังซื้อลดลงเนื่องจากรายได้ที่แท้จริงลดลงจากที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งค่าเดินทาง ค่าไฟฟ้า ฯลฯ
สำหรับภาคขนส่งและโลจิสติกส์ ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุด ต้นทุนขนส่งอาจเพิ่มขึ้น 15-20% หากราคาน้ำมันดีเซลไม่สามารถตรึงไว้ได้ และผู้ประกอบการเริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหว อาจนำไปสู่การปรับขึ้นค่าโดยสารและค่าขนส่งสินค้า
ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ในกลุ่มใช้พลังงานเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก อะลูมิเนียม เซรามิก ปูนซีเมนต์ และเคมีภัณฑ์ มีต้นทุนพลังงานสูงถึง 35-50% ของต้นทุนทั้งหมด
นอกจากนี้ วิกฤตวัตถุดิบจากการขาดแคลนแนฟทา (Naphtha) จากตะวันออกกลาง กระทบการผลิตเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งราคาพุ่งสูงขึ้นแล้วกว่า 40%
ส่วนภาคเกษตร ต้นทุนราคาปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตรสูงขึ้นตามราคาน้ำมันและก๊าซ
เช่นเดียวกันกับภาคการท่องเที่ยวและการบิน ที่สายการบินเผชิญต้นทุนน้ำมัน Jet สูงขึ้นมาก ทำให้ราคาตั๋วค่าโดยสารแพงขึ้นและอาจกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งวิกฤตพลังงานทำให้กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวทั่วโลกโดยเฉพาะยุโรปลดลง ส่งผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทย
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม หากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง อาจทำให้ GDP ไทยเติบโตลดลง 0.6-0.9% จากกรณีฐาน และเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค
วิกฤตพลังงานรอบนี้ “ซุปเปอร์จี” จะโชว์ฝีมือคุมราคาสินค้าและผลกระทบที่เกิดขึ้นได้สักเพียงใด ยังไม่แน่ว่าจะ “เอาอยู่” หรือไม่
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันยังไม่ให้ปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจากการตรึงราคาดีเซลทำให้ต้นทุนขนส่งยังไม่ได้รับผลกระทบ และได้สั่งการควบคุมราคาสินค้า 8 หมวดหลัก 59 รายการ อย่างเข้มงวด เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และปุ๋ยเคมี โดยห้ามขึ้นราคาโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมกับมีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนผ่านโครงการ “ธงฟ้า” ทั้งเตรียมช่วยลดต้นทุนปุ๋ยเคมีให้เกษตรกรหากราคาพุ่งสูงขึ้น พร้อมเปิดสายด่วน 1569 ให้ประชาชนแจ้งเบาะแสการฉวยโอกาสขึ้นราคา
แม้กระทรวงพาณิชย์จะตรึงราคาสินค้าควบคุม 59 รายการ แต่สินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงอาหารสำเร็จรูป มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนแฝง และสินค้าจำเป็น เช่น น้ำยาทำความสะอาด เครื่องใช้ไฟฟ้า และของใช้ส่วนตัว อาจได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการกระจายสินค้าที่แพงขึ้น มาตรการคุมเข้มราคาสินค้าควบคุมและมาตรการช่วยเหลือ จึงเป็นเพียงการช่วยชะลอแรงกระแทกไม่ให้เกิดขึ้นกระทันหัน แต่ไม่สามารถหยุดผลกระทบจากการปรับขึ้นของราคาสินค้าและค่าครองชีพได้
ขณะที่ “สินค้าควบคุม” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบต้นน้ำหรือสินค้าอุปโภคพื้นฐาน เช่น ปูนซีเมนต์, เหล็กโครงสร้าง, สายไฟ, ปุ๋ย, ข้าวสารบรรจุถุง, น้ำตาลทราย และน้ำมันพืช ซึ่งช่วยประคองต้นทุนการผลิตในภาพรวมไม่ให้กระโดดพรวดพราด แต่รายจ่ายประจำวันอย่างอาหารตามสั่ง, ก๋วยเตี๋ยว, ข้าวแกง หรืออาหารสำเร็จรูป ไม่ได้อยู่ในบัญชีควบคุมราคาโดยตรง ร้านค้าสามารถปรับราคาขึ้นได้ตามต้นทุนแฝง เช่น ค่าขนส่ง ก๊าซหุงต้ม และค่าวัตถุดิบประกอบอื่น ๆ หรือใช้วิธีลดปริมาณลงเพื่อชดเชยกำไรที่หายไป
สำหรับครอบครัวรายได้น้อย-ปานกลาง รายจ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มคิดเป็นเกือบ 40-50% ของรายจ่ายทั้งหมด เมื่อกลุ่มนี้ขยับราคาตามค่าขนส่งดีเซล 33 บาท ซึ่งประเมินว่ากระทบต้นทุนสินค้าประมาณ 1-3% จะทำให้ข้าวของ ข้าวแกง แพงขึ้นทันที
ตัวอย่างปี 2565 ที่ดีเซลพุ่งขึ้นแตะ 35 บาท และก๊าซหุงต้ม (LPG) ทยอยขึ้นราคา ราคาอาหารตามสั่ง ปรับขึ้นเฉลี่ย 5 - 10 บาทต่อจาน จากเดิม 40-45 บาท เป็น 50-60 บาท และเมื่อขึ้นแล้วก็ลงยาก แม้ดีเซลจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร พักใหญ่ในช่วงปี 2567-2568 ก็ตาม ส่วนรอบนี้คาดการณ์ว่าร้านค้าจะใช้ข้ออ้างค่าขนส่ง และก๊าซหุงต้มปรับราคาขึ้นอีกระลอก โดยเป้าหมายใหม่อาจไปแตะที่ 60 - 70 บาทต่อจาน ในเขตเมือง
นายเกรียงไกร เธียรนุกูลประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าการตรึงน้ำมันดีเซลเป็น 30 บาทต่อลิตร ธุรกิจยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่หากปรับตัวสูงกว่านี้จะส่งผลให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 5-12% และอาจผลักดันราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 3-5%
สำหรับอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ กลุ่มเหล็ก อลูมิเนียม พลาสติก เยื่อกระดาษ แก้ว เซรามิก ปิโตรเคมีและปูนซีเมนต์ ซึ่งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นราคา เช่นเดียวกับต้นทุนขนส่งทางเรือที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากจากข้อจำกัดเส้นทางเดินเรือและความล่าช้าในการขนส่งสินค้า ส่งผลให้ราคาสินค้าและแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังเกิดปัญหาราคาเขย่งในตลาดน้ำมัน โดยราคาหน้าปั๊มและราคาขายผ่านผู้ค้ารายย่อย (Jobber) ต่างกันสูงถึง 11-12 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ผู้ค้าขาดสภาพคล่องในการจัดหาน้ำมันไปป้อนภาคการผลิตและเกษตรกรรม จนเริ่มเกิดภาวะขาดแคลนในบางพื้นที่
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ประเมินแนวโน้มราคาสินค้าไทยภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามและราคาน้ำมัน แบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์หลัก คือ
หนึ่ง ดีเซลปรับขึ้น 1-2 บาทต่อลิตร ผลกระทบจะจำกัด ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 3-5% ส่งผลราคาสินค้าโดยรวมปรับขึ้นเล็กน้อย
สอง ดีเซลปรับขึ้น 2-4 บาทต่อลิตร คาดต้นทุนขนส่งปรับเพิ่ม 5-12% ต้นทุนสินค้าหลายภาคส่วนปรับสูงขึ้น คาดค่าไฟผันแปร (FT) อาจปรับขึ้นสูงกว่า 4 บาทต่อหน่วย ภาพรวมราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นราว 3-5% แรงกดดันเงินเฟ้อในระดับ 0.5-1.0% กลุ่มเอสเอ็มอีมีปัญหาสภาพคล่อง
สาม หากดีเซลปรับขึ้นมากกว่า 4 บาทต่อลิตร จะเกิดผลกระทบรุนแรง ต้นทุนขนส่งเพิ่มประมาณ 15-20% คาดค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ปรับสูงขึ้นถึง 5.16 บาทต่อหน่วย ต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมราคาสินค้าปรับตัวขึ้นราว 6-8% อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 6% ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อค่าครองชีพและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ
ทางด้านยักษ์ใหญ่สินค้าอุปโภคบริโภค อย่างบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) โดยนายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ และ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภคในหลายกลุ่มสินสินค้า ทั้งเครื่องใช้ในครัวเรือน ของใช้ส่วนบุคคล รวมถึงอาหารและเครื่องดื่ม ได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนร้านค้าถึงผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลางว่า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ต้นทุนการผลิต ทั้งวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณสินค้าและการจัดส่ง ทั้งสองบริษัทจึงแนะนำให้ร้านค้าพิจารณาสำรองสต็อกสินค้าเพิ่ม เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ คาดการณ์ว่าผลกระทบจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งยังไม่สามารถกำหนดระยะสิ้นสุดได้ ซึ่งอาจมีผลกระทบเรื่องราคาในอนาคต
ส่วนเรื่องคำถามสำคัญน้ำมันหายไปไหน? ทั้งที่กระทรวงพลังงาน ก็ยืนยันมีเพียงพอ เรามีสต็อก 101 วัน เรื่องนี้คาใจประชาชนเป็นอย่างยิ่ง และยิ่งคาใจคูณสองต่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับกระทรวงพลังงาน พ่วงเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่มีหมวกอีกใบเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันพีที ว่ามีนอกมีในอย่างไรหรือไม่ โดยให้สัมภาษณ์ว่า การที่โรงกลั่นประกาศว่า น้ำมันมี น้ำมันไม่ได้ชอต กระทรวงพลังงานบอกว่า ไม่ได้ชอต ปตท.บอกว่า ไม่ได้ช็อต แล้วทำไมน้ำมันกลั่นออกมาแล้ว คลังน้ำมันหรือซัพพลายเออร์ถึงไม่ได้รับน้ำมันเหมือนปกติ ซ้ำร้ายขายส่งก็บอกไม่มีน้ำมันขาย
“ผมเองก็ไม่สบายใจ และคิดไม่ออก เพราะผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ไปรับน้ำมัน ผมไม่ได้มีปั๊มน้ำมันยี่ห้อเดียว มีทั้งพีที และยี่ห้ออื่น เราต้องการทำการเปรียบเทียบว่า ในแต่ละบริษัทดูแลซัพพลายเออร์หรือแฟรนไชส์ดีอย่างไร ผมจะมีปั๊มน้ำมันแต่ละยี่ห้อ ซึ่งในแต่ละยี่ห้อนี้ในอดีต ขอยกตัวอย่าง ปั๊ม ก. ได้รับน้ำมันและขายได้อาจจะวันละ 1-1.5 หมื่นลิตรต่อวัน แต่วันนี้บางยี่ห้อขายให้ปั๊มผมแค่ 4-5 พันลิตรต่อวัน ซึ่งหายไป 1 หมื่นลิตร ต้องถามว่า น้ำมันส่วนนี้หายไปไหน ในเมื่อบอกว่าโรงกลั่นมีน้ำมันให้ น้ำมันไม่ได้ขาด แล้วน้ำมันส่วนนี้มันล่องหนได้หรือ ฉะนั้นต้องมีคนโกหกอย่างน้อย 1 คน”
มีประเด็นชวนให้ตั้งข้อสงสัยต่อว่า “ค่ายน้ำมันใหญ่” กักสต็อกไว้ที่คลังกลางเพื่อรอขึ้นราคาหรือไม่? ถ้าเป็นเช่นนั้น รัฐบาลต้องบังคับให้บริษัทน้ำมันรายใหญ่ ปล่อยโควตาออกมาให้ปั๊มสม่ำเสมอ และไม่ใช่เลือกส่งเฉพาะปั๊มเครือข่ายตัวเอง เพราะช่วงราคาพลังงานโลกผันผวนบริษัทน้ำมันรายใหญ่มักจะลดการส่งน้ำมันให้ปั๊มเล็กหรือปั๊มอิสระ เพื่อเก็บน้ำมันไว้ขายในปั๊มเครือข่ายของตัวเองก่อน
หรือมีการขนส่งทางเรือออกไปลอยลำกลางทะเลเพื่อรอราคาใหม่ที่ขยับขึ้น
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือปั๊มน้ำมัน “ปิดหนี” หรือไม่ จากปัญหาคือ “ราคาค้าส่ง” (ที่ปั๊มซื้อ) พุ่งจี้ตูด “ราคาขายปลีก” (ที่รัฐคุม) จนค่าการตลาดของปั๊มเหลือแค่หลักสตางค์ ปั๊ม SME ขายไปก็ขาดทุน/เงินหมดมือ เลยต้องติดป้าย “น้ำมันหมด” เพื่อหยุดเลือดไม่ให้ไหล
ที่สำคัญก็คือ วิกฤตพลังงานรอบนี้อาจลากยาวตลอดปี 2569 ถ้ารัฐบาลยังเกรงใจกลุ่มทุนพลังงานไม่กล้ารื้อโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นในยามที่ประชาชนเดือดร้อน ทั้งจากน้ำมันที่ไม่มีจะเติม ซ้ำต้องแบกรับผลกระทบหนักหน่วงจากภาวะ “Cost-Push Inflation” ที่ผลักราคาสินค้าให้แพงขึ้นทั้งระบบเศรษฐกิจอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้.


