xs
xsm
sm
md
lg

การบริหารวิกฤติพลังงานผ่านภาษาและอำนาจเชิงสัญลักษณ์ / Phichai Ratnatilaka Na Bhuket

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

 ในยามที่ประชาชนเข้าแถวรอเติมน้ำมัน บางสถานีมีรถรอคิวยาวเหยียดจนล้นถนน บางแห่งปิดป้ายน้ำมันหมดก่อนเที่ยงวัน เสียงที่ดังที่สุดจากฝ่ายรัฐมิใช่เสียงของเครื่องสูบน้ำมัน หากแต่เป็นเสียงของคำพูด นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงเย็นชาและมั่นใจว่า ไม่ต้องกังวล… รัฐบาลทำเต็มที่ ประโยคนั้นสั้นเพียงเจ็ดคำ แต่บรรจุโลกทัศน์ทางการเมืองไว้อย่างครบครัน


บทความนี้มิได้มุ่งตรวจสอบความจริงเชิงเทคนิคของวิกฤติน้ำมัน หากแต่ตั้งคำถามต่อมิติที่ลึกกว่า ทำไมรัฐถึงเลือกใช้วาทกรรมแบบนี้? มันทำงานอย่างไร? และมันเปิดเผยอะไรบ้างเกี่ยวกับโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในสังคมไทยร่วมสมัย? บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่าคำพูดสั้นๆ ของผู้นำในยามวิกฤติมิใช่เพียงข้อมูล แต่คือ เทคโนโลยีทางการเมือง ที่ซับซ้อนและทรงพลังอย่างยิ่ง

อำนาจมิได้อยู่เพียงในสถาบันหรือกฎหมาย แต่ซึมผ่านเข้าไปในทุกการสื่อสาร ทุกการจัดหมวดหมู่ความจริง เราอาจเริ่มอ่านประโยคว่า ไม่ต้องกังวล ด้วยสายตาที่แหลมคมขึ้น ประโยคนี้มิได้เป็นกลาง หากแต่ทำหน้าที่เชิงอำนาจสามประการพร้อมกัน

ประการแรก เป็นการกำหนดอารมณ์ตื่นตระหนกให้กลายเป็นปกติ (affective normalization) ด้วยการบอกว่า ไม่ต้องกังวล รัฐกำลังบอกโดยนัยว่า ความกังวลของประชาชนนั้น เกินเหตุ ไม่สมเหตุสมผล หรืออาจเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหา กระบวนการนี้ว่า ที่รัฐไม่เพียงปกครองพฤติกรรม แต่ยังปกครองความรู้สึก (affective governance) การควบคุมว่าประชาชนควรรู้สึกอย่างไรต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

ประการที่สอง สร้างความไว้วางใจเชิงสัญลักษณ์ (symbolic trust) โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานประกอบ รัฐไม่ได้บอกว่า มีน้ำมันสำรองกี่ล้านลิตร หรือ แผนนำเข้าฉุกเฉินจะเสร็จภายในกี่ชั่วโมง แต่ใช้ความน่าเชื่อถือส่วนตัวของผู้นำมาแทนที่ข้อมูลเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นการสื่อสารที่มุ่งผลทางอำนาจ มิใช่การแสวงหาความเข้าใจร่วมกัน

ประการที่สาม ทำการแปลงสถานะของวิกฤติ (framing transformation) จากปัญหาที่ต้องอธิบาย ให้กลายเป็น สถานการณ์ที่อยู่ภายใต้การดูแลแล้ว ความแตกต่างนั้นละเอียดอ่อนแต่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจากผู้ที่มีสิทธิ์ตั้งคำถาม ให้กลายเป็นผู้ที่ควรรอคอยด้วยความเชื่อมั่น

ควบคู่กับวาทกรรมแห่งความสงบ รัฐยังนำเสนออีกชุดคำอธิบายที่ว่า มีหลายปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ ต้องนำเข้า สถานการณ์ต่างประเทศ นักทฤษฎีการเมืองจะจดจำกลวิธีนี้ได้ในทันที มันคือกลยุทธ์ที่ การเปลี่ยนประเด็นทางการเมืองให้กลายเป็นเรื่องเทคนิค และการโอนความรับผิดชอบออกไปสู่สิ่งที่ ควบคุมไม่ได้

การอ้างปัจจัยภายนอกนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะมันไม่ได้โกหก ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีผลต่อราคาและการจัดหาพลังงานจริง ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ นโยบายกลั่นน้ำมันของ OPEC+ ล้วนเป็นปัจจัยที่ไม่มีรัฐบาลใดในโลกควบคุมได้โดยลำพัง แต่ความจริงบางส่วนนั้นบางครั้งถูกใช้เพื่อกลบความจริงอีกส่วนที่น่าอึดอัดกว่า

คำถามที่หายไปจากการแถลงของรัฐบาล คือคำถามเรื่องความพร้อมเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองตามมาตรฐาน IEA ที่กำหนดไว้ 90 วันหรือไม่? โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศได้รับการลงทุนอย่างเพียงพอหรือไม่? กลไกการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงในยามฉุกเฉินมีประสิทธิภาพเพียงใด? เหล่านี้คือคำถามของ นโยบายสาธารณะ ที่รัฐต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่คำถามของ โชคชะตาโลก ที่ไม่มีใครต้องโทษ

ผู้นำที่อ้างเพียงว่า เราพยายามเต็มที่แล้ว กำลังยืนอยู่ในจริยธรรมแห่งเจตนา แต่ประชาชนที่ไม่มีน้ำมันเติมรถ ต้องการผู้นำที่ยืนอยู่ในจริยธรรมแห่งความรับผิดชอบ ที่วัดกันด้วยผล ไม่ใช่ด้วยความตั้งใจ


ประโยคที่สามในชุดวาทกรรมของรัฐบาล คือ อย่าเพิ่งไปคิดว่าใคร ทุกคนก็พยายาม ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นคำพูดที่ใจกว้าง ไม่โทษใคร แต่ในเชิงวาทกรรมวิจารณ์ มันทำหน้าที่ที่แหลมคมกว่านั้นมาก

วาทกรรมทางการเมืองมักใช้ ความดี ทางศีลธรรมเพื่อปิดพื้นที่การตรวจสอบ เมื่อรัฐบอกว่า ทุกคนพยายาม มันกำลังวางกับดักเชิงศีลธรรม ผู้ที่ยังตั้งคำถามอยู่จะถูกมองว่า ไม่เข้าใจสถานการณ์ ไม่มีน้ำใจ หรือกำลังสร้างความแตกแยกในยามวิกฤติ

 อำนาจที่ทรงพลังที่สุดคืออำนาจที่ทำให้ผู้ถูกปกครองควบคุมตัวเองโดยสมัครใจ วาทกรรม “อย่าเพิ่งว่าใคร” ทำงานในลักษณะนั้น มันไม่ได้ห้ามการวิจารณ์ด้วยกฎหมาย แต่สร้างบรรทัดฐานทางสังคมว่าการวิจารณ์นั้น ไม่เหมาะสม ณ เวลานี้ ผลลัพธ์คือการวิพากษ์วิจารณ์ถูก ทำให้พร่าเลือน ความรับผิดชอบถูก กระจายออกไปจนไม่มีใครต้องรับผิด และพื้นที่สาธารณะของการตรวจสอบถูกบีบให้เล็กลง

ประชาธิปไตยไม่ได้อยู่บนฐานของความเข้าใจ หรือ “น้ำใจ” เพียงอย่างเดียว แต่ตั้งอยู่บนฐานของ ความสามารถของประชาชนที่จะตรวจสอบผู้มีอำนาจด้วย ซึ่งเป็นกระบวนการที่พลเมืองพูด ถาม และท้าทายอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงในวันเลือกตั้ง แต่ในทุกวันที่นโยบายกระทบชีวิตของพวกเขา

นอกจากคำพูดแล้ว วิกฤติพลังงานครั้งนี้ยังถูกจัดการผ่าน ภาพที่รัฐบาลผลิตขึ้นอย่างมีเจตนา เราได้เห็นภาพผู้นำ เข้าทำเนียบตอนค่ำ เคลียร์เอกสารดึก ประชุมต่อเนื่องแม้อยู่ต่างประเทศ ภาพเหล่านี้มิได้ตอบคำถามว่าน้ำมันพอหรือไม่ แต่มันตอบคำถามที่สำคัญกว่าในเชิงการเมือง นั่นคือ ผู้นำดูขยันและเอาจริงเอาจังไหม?

การเมืองคือการแสดง (performance) ที่ผู้นำต้องบริหารความประทับใจ (impression management) อย่างต่อเนื่อง ในยามวิกฤติ การแสดงนั้นต้องเข้มข้นขึ้น เพราะเดิมพันสูงกว่า ภาพของผู้นำที่ ทำงานหนัก จึงทำหน้าที่เป็น สัญลักษณ์แทนนโยบาย ความขยันเข้าแทนที่ข้อมูล บุคลิกภาพเข้าแทนที่โครงสร้าง

สิ่งนี้สอดคล้องกับเรื่องการสร้างทุนเชิงสัญลักษณ์ที่สะสมผ่านการปรากฏตัว ภาษากาย และพฤติกรรมที่สังคมมอบความน่าเชื่อถือให้ ในการเมืองไทยที่ความสัมพันธ์ส่วนตัวและบุคลิกภาพมักมีน้ำหนักไม่น้อยกว่าเนื้อหานโยบาย การบริหารทุนทางสัญลักษณ์จึงเป็นทักษะทางการเมืองที่สำคัญไม่แพ้การบริหารนโยบาย

แต่ปัญหาของการเปลี่ยนความชอบธรรมเชิงนโยบาย (policy legitimacy) ให้กลายเป็น “ความชอบธรรมเชิงตัวบุคคล” (personal legitimacy) เป็นการสร้างรัฐบาลบนฐานที่ไม่มั่นคง ความนิยมส่วนตัวสามารถล่มสลายได้ในชั่วข้ามคืน แต่โครงสร้างนโยบายที่แข็งแกร่งจะยืนหยัดได้แม้ผู้นำจะเปลี่ยน ประชาชนที่ไม่มีน้ำมันเติมรถไม่ต้องการเห็น ผู้นำทำงานดึก พวกเขาต้องการเห็นระบบที่ทำงานได้

หัวใจของวิกฤติพลังงานครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีน้ำมันพอหรือไม่ในเชิงสถิติ แต่อยู่ที่ ช่องว่างระหว่างความจริงสองชุดคือ ความจริงเชิงนโยบายที่รัฐบาลพูดถึง กับ ความจริงเชิงประสบการณ์ที่ประชาชนสัมผัส

 รัฐบอกว่า น้ำมันมีพอ ควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่ต้องกังวล แต่ประชาชนสัมผัสกับคิวยาวเหยียด รอเติมน้ำวันกันข้ามคืน สถานีบางแห่งปิด มีการจำกัดปริมาณการเติม และบรรยากาศของผู้บริโภคที่ตื่นตระหนกแพร่กระจายเหมือนไฟป่า


ในยุคสมัยใหม่ ประชาชนไม่ได้ตัดสินรัฐบาลจากคำพูด แต่จากความสอดคล้องระหว่างคำพูดกับประสบการณ์ชีวิต เมื่อช่องว่างนั้นกว้างเกินไป สิ่งที่พังทลายไม่ใช่แค่ความไว้วางใจในรัฐบาลชุดนั้น แต่คือ ความชอบธรรมของสถาบัน (institutional legitimacy) โดยรวม

ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤติความเชื่อมั่นนี้ยังทวีความรุนแรงจากบริบทฐานอำนาจทางการเมือง เมื่อรัฐบาลพึ่งพาคะแนนเสียงจาก สส. บัญชีรายชื่อมากกว่าฐานเสียงที่มั่นคงจากการสนับสนุนโดยตรงของประชาชน การสื่อสารสาธารณะจึงมีแรงจูงใจที่จะเน้น ลดแรงปะทะ มากกว่า เปิดเผยความจริงทั้งหมด เป็นผลให้วาทกรรมแห่งความสงบกลายเป็นยุทธวิธีที่จำเป็นสำหรับการเอาตัวรอดทางการเมืองระยะสั้น แม้จะทำลายความไว้วางใจระยะยาว

 คำแถลงของ อนุทิน ชาญวีรกูล ต่อวิกฤติน้ำมันมิใช่เพียงการรายงานสถานการณ์ แค่คือ ปฏิบัติการทางวาทกรรม ที่ซับซ้อนซึ่งทำงานผ่านสามกลไกพร้อมกัน การปลอบประโลม (Reassurance) ที่บอกว่าไม่ต้องกังวล การเบี่ยงความรับผิด (Externalization) ที่โยนให้ปัจจัยภายนอก และการระงับการวิจารณ์ (Depoliticization) ที่บอกว่าอย่าเพิ่งว่าใคร

กลไกทั้งสามนี้ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมในการเมืองโลก นักวิชาการจำนวนมากต่างบันทึกไว้ว่ารัฐในภาวะวิกฤติมักเลือกใช้ภาษาแทนนโยบาย เพราะภาษาถูกกว่า เร็วกว่า และควบคุมได้ง่ายกว่า แต่สิ่งที่ต่างออกไปในบริบทไทยร่วมสมัย คือการที่วาทกรรมเหล่านี้ทำงานในระบบนิเวศสื่อสารมวลชนที่ซับซ้อน ซึ่งประชาชนสามารถแชร์ประสบการณ์ตรงผ่านโซเชียลมีเดียและเปรียบเทียบกับสิ่งที่รัฐพูดได้ในทันที

ช่องว่างระหว่างวาทกรรมรัฐกับประสบการณ์ประชาชนจึงมองเห็นได้ชัดเจนกว่าในยุคก่อน และนั่นคือจุดเปราะบางของการบริหารวิกฤติผ่านภาษาเพียงอย่างเดียว ยิ่งรัฐพูดว่า “ไม่ต้องกังวล มากเท่าไร” ประชาชนที่กำลังนั่งรอในคิวน้ำมันยาวเหยียดก็ยิ่งตั้งคำถามมากขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่ว่า จริงไหม? แต่ว่า ทำไมต้องพูดคำนี้บ่อยขนาดนี้?

 ในท้ายที่สุด การบริหารวิกฤติที่แท้จริงมิได้วัดด้วยความสามารถในการสร้างความสงบเรียบร้อยชั่วคราว หากแต่วัดด้วยความสามารถในการสร้างระบบที่พลเมืองสามารถไว้วางใจได้อย่างมีเหตุผล ภาษาสามารถปลอบประโลมได้ แต่ไม่สามารถสูบน้ำมันเข้าถังได้ และประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ต้องการมากกว่าผู้นำที่พูดเก่ง แต่ต้องการระบบที่ตอบสนองได้ สถาบันที่โปร่งใส และผู้ปกครองที่กล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตนควบคุม แม้ในขณะที่ยอมรับอย่างซื่อสัตย์ในสิ่งที่ตนควบคุมไม่ได้