คอลัมน์ศิลปะแห่งศรัทธา
โดย Artmulet
สังคมไทยแม้ว่าจะมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลัก แต่หากสังเกตถึงระดับคติความเชื่อของแต่ละคนแล้ว จะพบว่าคติทางศาสนาฮินดูมีอิทธิพลต่อชีวิตของคนไทยเป็นอย่างมาก อย่างที่ไม่อาจแยกขาดจากวัฒนธรรมของไทยได้เลย คติความเชื่อเกี่ยวกับเทพฮินดูนั้นแทรกซึมอยู่ในทุกอณูทั่วไปของสังคมไทย ทั้งในแนวกว้างและแนวลึก ดังเช่นความเชื่อเกี่ยวกับพระนารายณ์ที่มีหน้าที่ในการอวตารมาเพื่อกอบกู้โลก หรือที่เรียกกันด้วยคำโบราณว่า“ปราบยุคเข็ญ”ซึ่งเป็นหน้าที่เฉพาะขององค์พระนารายณ์หนึ่งในสามมหาเทพ ตามที่รับรู้กันได้โดยทั่วไปจากวรรณกรรมเรื่อง“รามเกียรติ์” ซึ่งมาจากต้นธารคือมหากาพย์รามายณะของอินเดียนั่นเอง
การที่พระนารายณ์ต้องอวตารไปเป็นหมูป่าเพื่อปราบหิรันตยักษ์นั้น มีตำนานเล่าไว้ต่างกันสองสายธารคือ เรื่องแรกเล่าตามคัมภีร์ ไตรติริยะสันหิตา ที่ว่าแต่เดิมนั้นโลกมีเพียงแต่น้ำ พระพรหมจึงได้แปลงกายเป็นหมูดำลงไปใต้คลื่นน้ำแล้วงัดเอาแผ่นดินขึ้นมา ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเล่าไว้ในคัมภีร์ปุราณะและมหากาพย์รามายณะว่า เมื่อคราวโลกสลายจมลงไปในมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง พระนารายณ์จึงได้อวตารพระองค์เองให้เป็นหมูป่า มีกายใหญ่กว้าง ๑๐ โยชน์ สูง ๑๐๐ โยชน์ มีเขี้ยวขาวเป็นเพชรแหลมคมยาวโง้งคมกริบ รูปกายเผือกเหมือนสีหมอกทั้งร่าง ดวงตามีแสงเป็นฟ้าแลบ เสียงดังก้องสมุทร แสงของกายดุจดังแสงแห่งตะวัน
จากนั้นพญาหมูป่าองค์อวตารได้ดำลงไปในมหาสมุทรเพื่อหาแผ่นดิน จนเมื่อพบแล้วจึงได้เอาเขี้ยวที่โง้งยาวงัดเอาแผ่นดินขึ้นมา แต่ได้มีแทตย์ตนหนึ่งมีนามว่า “หิรันตยักษ์” (หิรันตยักษ์นี้ชาติก่อนเคยเฝ้าประตูที่ประทับให้กับพระนารายณ์ แต่ได้ไปห้ามไม่ให้เหล่ามุนีเข้าไปเฝ้าพระนารายณ์ เหล่ามุนีจึงได้สาปให้มาเกิดเป็นแทตย์) ได้มาห้ามไว้ไม่ยอมให้พญาหมูป่ายกแผ่นดินไป เนื่องเพราะไม่ต้องการให้เหล่ามนุษย์มีแผ่นดินอยู่อาศัย จนเกิดการต่อสู้กันขึ้นในท้ายที่สุดวราหาวตารได้พุ่งเข้าขวิดด้วยเขี้ยวจนทะลุทรวงอกของหิรันตยักษ์จนถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นวราหาวตารจึงได้เอาเขี้ยวของตนเสียบผืนแผ่นดินชูขึ้นเหนือผืนน้ำ จนต่อมาได้เป็นแผ่นดินที่อยู่อาศัยของมนุษย์และเหล่าสรรพสัตว์ในเวลาต่อมา
ตำนานในหนังสือนารายณ์สิบปางฉบับพระราชนิพนธ์ ปางปราบหิรันตยักษ์จะเป็นปางที่ ๓ ของพระนารายณ์อวตารมีชื่อว่า “เศวตวราอวตาร” ซึ่งได้ขยายความเรื่องราวการกำเนิดของหิรันตยักษ์เพิ่มขึ้น แต่เรียกว่า “เหรันตยักษ์” แทน เมื่อเหรันตยักษ์ที่ได้มาทำพิธีบูชายัญอยู่ ณ เชิงเขาวินันตกบรรพต จนพระอิศวรได้ลงมาประสิทธิประสาทพรให้มีอำนาจฤทธิ์เดช แต่ภายหลังเหรันตยักษ์ได้ไปรุกรานเบียดเบียนเหล่าฤาษีรวมถึงเทวดา และได้ม้วนเอาแผ่นดินทั้งสี่ทวีปไปไว้ยังบาดาล เหล่าเทวดาจึงได้ไปเข้าเฝ้าเพื่อฟ้องต่อพระอิศวรยังเขาไกรลาศ พระอิศวรได้ให้ไปเชิญพระนารายณ์อวตารไปปราบ เมื่อสิ้นการปราบยุคเข็ญในครั้งนั้นแล้ว พระนารายณ์จึงได้กลับไปบรรทมสินธุ์อยู่ ณ เกษียรสมุทรตามเดิม
ปางทั้งสิบของพระนารายณ์หรือพระวิษณุที่ได้อวตารมาปราบยุคเข็ญในปางต่างๆนั้น เรียงลำดับได้ดังนี้ ๑)มัตสยาวตาร อวตารเป็นปลา ๒)กูรมาวตาร อวตารเป็นเต่า ๓)วราหาวตารอวตารเป็นหมูป่า ๔)นรสิงหาวตาร อวตารเป็นร่างอย่างมนุษย์มีหัวเป็นสิงห์ ๕)วามนาวตาร อวตารเป็นพราหมณ์แคระ ๖)ปรศุรามาวตาร อวตารเป็นพราหมณ์ถือขวานชื่อราม ๗)รามจันทราวตาร อวตารเป็นกษัตริย์ชื่อราม ๘)กฤษณาวตาร อวตารเป็นพระกฤษณะ ๙)พุทธาวตาร อวตารเป็นพระสมณโคดมพุทธเจ้า ปางสุดท้ายคือปางที่๑๐) กัลกยาวตาร อวตารเป็นกัลกี เป็นปางในอนาคตที่ยังไม่อวตารมา (ปางที่๘และ๙ มีความไม่ลงรอยกันตามคติของแต่ละลัทธิ)
จากตำนานความเชื่อและศรัทธาที่มีต่อองค์นารายณ์มหาเทพ ได้นำมาซึ่งแรงบันดาลใจให้กับ Artmulet ในการรังสรรค์งานประติมากรรมแห่งจิตวิญญาณขึ้น ด้วยการถ่ายทอดเรื่องราวขององค์ “นารายณ์พลิกแผ่นดิน” ผู้อวตารลงมาปราบยุคเข็ญบนโลกมนุษย์ผ่านศิลปะไทยร่วมสมัย โดยลักษณะเทวะลักษณ์องค์มหาเทพทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ พระพักตร์สงบนิ่งดั่งเป็นสัญญะถึงอำนาจที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา พระหัตถ์ซ้ายบนทรงสังข์ดั่งการมีชื่อเสียงถึงคุณธรรมความดีที่ปรากฏไปทั้งสามโลก พระหัตถ์ขวาบนทรงจักรดั่งการเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อขจัดอุปสรรคปัญหาทั้งหลายให้หมดสิ้นไป พระหัตถ์ซ้ายล่างทรงศรนารายณ์เปรียบดังการมุ่งไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ พระหัตถ์ขวาล่างทรงกระบองดั่งการทำลายล้างสิ่งเลวร้ายทั้งปวงเพื่อผดุงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรม ฐานทรงกลมบัวคว่ำบัวหงายประดับลวดลายอันเป็นมงคล ประทับด้วยสัญลักษณ์หมูป่าเขี้ยวโง้งยาวอันเป็นสัญลักษณ์แห่งปางวราหาวตาร ทั้งหลายทั้งปวงนี้เพื่อฝากไว้ให้เป็นสมบัติของคนไทยสืบไป
Facebook Inbox: Artmulet
OfficialLine ID: @artmulet
เว็บไซต์ : www.artmulet.com


